<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มปกป้องสถาบัน บุกยื่นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สอบ &#039;อัศวิน&#039; ล้มเหลวแก้โควิดกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.64 - ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)กระทรวงการคลัง นายพานสุวรรณ ณ แก้ว แกนนำภาคีเครือข่ายปกป้องสถาบันและคณะ เดินทางมายื่นหนังสือเปิดผนึกถึง นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน&amp;nbsp;เรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกรุงเทพมหานคร จากนั้นได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าสตง.เพื่อสื่อถึงการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ผิดพลาดของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. พร้อมระบุว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพานสุวรรณ อ่านแถลงการณ์ว่า จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งกทม.เป็นพื้นที่แพร่ระบาดมากที่สุดปรากฏภาพมีประชาชนเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข ประชาชนนอนตายบนถนน สะท้อนความล้มเหลวการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ การไร้ความสามารถในการบริหารของผู้ว่าฯกทม. จนเป็นที่สงสัยในเรื่องความโปร่งใส&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รธน.60 หมวดที่ 4 มาตรา 50 กำหนดให้บุคคล มีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการใช้งบประมาณของกทม. ทั้งขอเรียกร้องให้ส่วนราชการอื่นๆรวมถึงกองทุนต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ภาษีประชาชนนำเงินนอกงบประมาณ มาแก้ปัญหา ไม่ควรนั่งกอดระเบียบจนประชาชนล้มตาย หรืออ้างกลัวการตรวจสอบของสตง. เรียกร้องให้ สตง.เร่งตรวจสอบและเปิดเผยสัญญาการจัดซื้อ วัคซีนที่ทางรัฐบาลทำสัญญา กับบริษัทต่างๆตามที่ทางกลุ่มได้เคยยื่นหนังสือเรียกร้องไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการกระจายวัคซีนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพานสุวรรณเปิดเผยอีกว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าราชการกทม.กำลังใช้ประโยชน์ทางการเมือง ช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด มาหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ เพราะไปดูตามจุดต่างๆในกทม.&amp;nbsp;เห็นถุงยังชีพ ป้ายของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111547</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, ผู้ว่าฯกทม., อัศวิน ขวัญเมือง, เครือข่ายปกป้องสถาบัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61028bd19dfec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ทัตเทพ’ทิ้ง3นิ้วหนีคดีม.112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;สิระ&amp;quot; ปัดจ่อเชิญประธานศาลฎีกาแจง กมธ.การกฎหมายฯ ความเห็นส่วนตัว &amp;quot;โรม&amp;quot; งงจะใช้ข้อบังคับไหนเรียกมา&amp;nbsp; เหตุอิงจากโซเชียลฯ ไม่มีผู้ร้อง &amp;quot;ที่ปรึกษาชวน&amp;quot; ไล่ไปศึกษาข้อ กม.&amp;nbsp; อบรมเป็น ส.ส.ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ &amp;quot;รังสิมันต์&amp;quot; ตาใสอ้างเรียกมาถามความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ไม่ขัดแย้ง ม.129 &amp;quot;เครือข่ายปกป้องสถาบัน&amp;quot; ร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรม ส.ส.ก้าวไกล &amp;quot;มายด์-อั๋ว&amp;quot; รายงานตัวคดี 112 อัยการนัดสั่งคดี 21 พ.ค. &amp;quot;ฟอร์ด&amp;quot; ล่องหน ตร.จ่อหมายจับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 1 เม.ย. นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และโฆษกกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะเชิญผู้พิพากษาและประธานศาลฎีกา มาชี้แจงข่าวลือที่อ้างถึงการประชุมใหญ่ในศาลฎีกามีผู้สอบถามเหตุใดถึงไม่ให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะผู้ถูกคุมขังไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ประธานศาลฎีกากลับระบุมีบุคคลภายนอกสั่งมาว่ากรณีดังกล่าวเป็นการแถลงข่าวส่วนบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระกล่าวว่า กมธ.การกฎหมายฯ ยังไม่มีมติให้แถลง และการเชิญประธานศาลฎีกาก็ยังไม่เห็นหนังสือ ต้องรอดูก่อนว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขัดระเบียบข้อบังคับสภาหรือไม่ โดยการแถลงข่าวของนายรังสิมันต์ ถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะโฆษกกรรมาธิการฯ ตนไม่เข้าใจว่าใช้เหตุผลใดในการเชิญประธานศาลฎีกามา เพราะตามหลักการ ต้องมีผู้ร้องเข้ามาก่อน ส่วนที่หยิบยกประเด็นมาจากโซเชียลฯ ถือว่าไม่มีผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่านายรังสิมันต์อ้างไม่มีใครคัดค้าน นายสิระกล่าวว่า ก็ต้องขอดูหนังสือ ถ้าประชุมกันแล้วไม่ขัดข้อบังคับก็จะดำเนินการตามที่ร้องมา ซึ่งเรามีมติที่จะเข้าเยี่ยมคารวะประธานศาลฎีกาในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์อยู่แล้ว ในฐานะประธานฝ่ายตุลาการ นอกจากนี้ จะไปพบนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานฝ่ายบริหาร เพื่อติดตามกฎหมายที่ผ่านสภาไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับความคืบหน้าจากคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพบอัยการสูงสุด, รมว.ยุติธรรม, ผบ.ตร. รวมทั้งนายรังสิมันต์ยังขอเพิ่มการขอพบ ผบ.ทบ.ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเวลา 09.30 น. มีการประชุม กมธ.การกฎหมายฯ ที่ห้อง 416 รัฐสภา นายสิระได้สอบถามนายรังสิมันต์ถึงเรื่องของการทำหนังสือเชิญประธานศาลฎีกามาชี้แจง ซึ่งนายรังสิมันต์กล่าวว่า กมธ.การกฎหมายฯ ยังมาไม่ครบ ขอรอให้เป็นไปตามระเบียบวาระที่มีสมาชิกครบถ้วนก่อน จึงยังไม่มีการยื่นเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ กมธ.การกฎหมายฯ จะมีการหารืออีกครั้งในวันพุธที่ 7 เม.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายชวน หลักภัย) กล่าวถึงกรณีนายรังสิมันต์จะเสนอ กมธ.การกฎหมายฯ เชิญประธานศาลฎีกามาชี้แจงข่าวลือว่า นายรังสิมันต์ควรจะศึกษาในแง่ของกฎหมายให้ดีเสียก่อน อย่านึกว่าเป็น ส.ส.แล้วจะทำอะไรได้ทุกอย่าง ทุกเรื่องต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติสถาบันอื่นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ว่าด้วยเรื่องของการทำงานของกรรมาธิการที่สามารถที่จะเสาะหาข้อเท็จจริง และคณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสาร จากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องที่มีการศึกษาอยู่นั้นได้ แต่ในวรรค 4 ของมาตรานี้ ระบุว่าการเรียกดังกล่าวนั้นไม่ให้ใช้บังคับกับผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้อำนาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาคดีหรือบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล&amp;quot; ที่ปรึกษาประธานสภาฯ กล่าว
โรมชี้เรียก ปธ.ศาลฎีกาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่บอกจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ไม่สอดคล้องกับข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎรข้อที่ 90 นั้น ในความเห็นของตนคิดว่าน่าจะทำได้ เนื่องจากมาตรา 129 ได้กำหนดสิ่งที่ กมธ.การกฎหมายฯ ทำไม่ได้ ถ้าเป็นการกระทบต่อคดีหรือบริหารงานบุคคลไม่สามารถที่จะเรียกผู้พิพากษาเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีการเชิญผู้พิพากษาเข้ามาชี้แจงแล้ว เป็นการชี้แจงที่ไม่กระทบกับในตัวเนื้อหาของคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเรียกประธานศาลฎีกาเข้ามาเพื่อสอบถามถึงความเป็นอิสระของตัวผู้พิพากษา อำนาจตุลาการ และพูดคุยเรื่องภาพรวม จึงไม่ขัดหรือแย้งตามมาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญแน่นอน น่าจะสามารถเรียกได้ อย่างไรก็ดี ในส่วนของ กมธ.เองยังไม่มีบทสรุปว่าจะส่งหนังสือถึงประธานศาลฎีกาหรือไม่ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จึงไม่สามารถหามติใดๆ ได้&amp;quot; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวว่า ตนส่งหนังสือไปถามฝ่ายกฎหมายของสภาว่า กมธ.การกฎหมายฯ สามารถเรียกประธานศาลฎีกาหรือตัวแทนมาตอบได้หรือไม่ คาดว่าจะมีความชัดเจนใน วันที่ 7 เม.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ออกมาระบุแล้ว กมธ.การกฎหมายฯ ไม่มีหน้าที่เชิญประธานศาลฎีกาเข้ามา โฆษก กมธ.การกฎหมาย กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือฉบับนี้มาให้ กมธ.การกฎหมายฯ ลงวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งคิดว่า นพ.สุกิจยังไม่เห็นหนังสือฉบับนี้ และยังไม่เห็นรายละเอียด จึงอาจจะให้ความเห็นไปตามที่ได้รับทราบข่าวตามสื่อต่างๆ จึงทำให้เป็นการให้ความเห็นที่คลาดเคลื่อนไปจากเป้าประสงค์ที่ต้องการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคีประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และแอดมินเพจเชียร์ลุง และนายฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคีประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่เข้าร่วมสนับสนุนชุมนุม และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง ทั้งยังใช้ตำแหน่ง ส.ส.เดินสายประกันตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพฤติกรรมการใช้โซเชียลฯ แสดงออกที่มีความพยายามหมิ่นสถาบัน ทั้งภาพ ข้อความ&amp;nbsp; โดยได้รวบรวมหลักฐานจำนวน 53 ชิ้น มาเสนอต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของ ส.ส.ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว, นายชนินทร์ วงษ์ศรี หรือบอล&amp;nbsp; และนายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือบิ๊ก แกนนำและแนวร่วมเครือข่ายผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร-เยาวชนปลดแอก เดินทางมารายงานตัวอัยการตามที่พนักงานสอบสวน สน.บางโพนัดส่งตัวพร้อมสำนวนให้อัยการคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112, มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายฯ ม.215 และฝ่าฝืน&amp;nbsp; พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีผู้ต้องหาจัดชุมนุมและปราศรัยในกิจกรรม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังมีผู้ต้องหาอีกรายคือ นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือฟอร์ด แต่จนกระทั่งเวลา 11.40 น. ยังไม่พบนายทัตเทพเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสข่าวลือในโซเชียลฯ ว่านายทัตเทพ แกนนำเยาวชนปลดแอก ได้หลบหนีคดีไปต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่เฟซบุ๊กส่วนตัวและทวิตเตอร์ของฟอร์ด ทัตเทพ ไม่ได้ออกมาชี้แจงข่าวลือดังกล่าว รวมทั้งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว ส่วนเจมส์-ภาณุมาศ สิงห์พรม แฟนหนุ่มฟอร์ด และเป็นมือทำกราฟฟิกเพจเยาวชนปลดแอก ก็ไม่โพสต์เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ในช่วงหลังๆ เช่นเดียวกัน
จ่อหมายจับ&amp;#39;ฟอร์ด&amp;#39;หนีคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังกระบวนการส่งสำนวนและรายงานตัวเสร็จสิ้น พนักงานอัยการได้นัดฟังคำสั่งคดีในส่วนของ น.ส.ภัสราวลี, น.ส.จุฑาทิพย์, นายชนินทร์ และนายเกียรติชัย 4 ผู้ต้องหา เป็นวันที่ 21 พ.ค.2564 เวลา 10.00 น. ส่วนกรณีนายทัตเทพ ผู้ต้องหาที่ไม่ปรากฏตัวเดินทางมารายงานตัววันนี้ ทางพนักงานสอบสวน สน.บางโพเตรียมยื่นขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไปภายในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือขนุน แกนนำกลุ่ม มศว คนรุ่นเปลี่ยน แนวร่วมผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร ก็เดินทางมารายงานตัวตามที่อัยการนัดฟังคำสั่งคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112 และข้อหาอื่นๆ จากกรณีร่วมชุมนุมสาดสีที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2563 โดยคดีนี้มีนายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน เป็นผู้ต้องหาร่วมอีกราย ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัวจากคดี ม.112 กรณีอื่นด้วย อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าพนักงานอัยการยังพิจารณาสำนวนไม่แล้วเสร็จ จึงให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีออกไปเป็นวันที่ 6 พ.ค.2564 เวลา 10.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง กรณีการเดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2561 หรือคดี &amp;ldquo;ARMY57&amp;rdquo; เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ไม่เลื่อนการเลือกตั้ง และยุติการสืบทอดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวน 47 คน ใน 3 ข้อหาหลัก ภายหลังระหว่างการพิจารณาจำเลยได้เสียชีวิต 1 คน เหลือจำเลยในคดีทั้งสิ้น 46 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2562 ให้ยกฟ้องจำเลย 45 คน ยกเว้น น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด ซึ่งศาลเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 15 (2), (4) ในฐานะผู้จัดการชุมนุม แต่ไม่สามารถดูแลการชุมนุมให้เลิกภายในเวลาตามที่แจ้งไว้ได้ และไม่สามารถควบคุมกลุ่มผู้ ชุมนุมไม่ให้เดินบนพื้นผิวการจราจรได้ ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท โดย น.ส.ชลธิชาได้ยื่นอุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ศาลได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2564 เนื่องจากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ มาเป็นวันที่ 1 เม.ย.2564 อย่างไรก็ตาม วันนี้ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้งออกไปเป็นวันที่ 19 พ.ค.2564 เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อายุ 28 ปี แกนนำกลุ่ม Wevo ผู้ต้องหาคดี อั้งยี่ซ่องโจร จากการถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มี.ค.2564 ที่ห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ฯ สาขารัชโยธิน ซึ่งเป็นวันเดียวกับเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่ม REDEM&amp;nbsp; หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันนี้เป็นการนัดวันที่สองต่อจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2564 เพื่อพิจารณาหลักฐานเอกสาร โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายปิยรัฐมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล ขณะที่ทนายความและพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน มาร่วมการพิจารณา ซึ่งปรากฏมีน้องชายของนายปิยรัฐ เพื่อนและคนใกล้ชิด มาร่วมติดตามการพิจารณาคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงเห็นควรนัดฟังคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวนายปิยรัฐ ผู้ต้องหาหรือไม่ ในวันที่ 2 เม.ย.2564 เวลา 13.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม กรณีที่เคยมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ที่นำธงชาติไทยแต่ไร้แถบสีน้ำเงินมากระทำการในลักษณะไม่สมควร เมื่อวันที่ 14 มีนา. 64 และบริเวณคณะวิจิตรศิลป์ มช. ตามพระราชบัญญัติธง พ.ศ.2522 โดยมีนักแสดงหญิงชื่อดังที่ทำตัวเป็นท่อน้ำเลี้ยงพ่วงอยู่ด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98059</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป.ป.ช., ประธานศาลฎีกา, ม. 112, รังสิมันต์ โรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครือข่ายปกป้องสถาบัน, เชิญประธานศาลฎีกาแจง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065dac186eec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายปกป้องสถาบัน ยื่นนายกฯเร่งเอาผิดคนจาบจ้วงเบื้องสูง แฉมีนักวิชาการยุเด็กลงถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว ตัวแทนศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และเครือข่ายปกป้องสถาบัน ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เรื่องการปกป้องซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และหน้าศาลอาญารัชดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรพงศ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงที่ผ่านมาได้กระทำการย่ำยีหัวใจ และละเมิดต่อศรัทธาของประชาชนคนไทยผู้ที่จงรักภักดีและเทิดทูนต่อสถาบันด้วยการนำเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาเผาหน้าศาลอาญา รัชดา และหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งทางกลุ่มและเหล่าประชาชนผู้จงรักภักดี ขอประณามถึงการกระทำดังกล่าวให้นายกฯบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันฯ ทั้งนี้อยากจะเรียกร้องให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ที่เผาพระบรมฉายาลักษณ์มาดำเนินคดี เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างและทำพฤติกรรมเลียนแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้อยากจะแจ้งให้นายกฯ ได้รับทราบเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์การชุมนุมคือ ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่เป็นด่านหน้า และต้องเผชิญกับผู้ชุมนุม โดยที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดฉากใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เช่นเหตุการณ์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงอยากให้นายกฯเห็นใจเจ้าหน้าที่เหล่านี้โดยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ และของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกลุ่มนักเรียนนักศึกษาออกมาประท้วงและกระทำการจาบจ้วงสถาบันทำให้เกิดความเสียใจแก่ประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดี โดยต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดจากการยุยง ปลุกปั่น เสี้ยมสอนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดล้มสถาบันและล้มล้างการปกครอง ซึ่งอาจารย์เหล่านี้ได้ฝังตัวอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการกลั่นแกล้งนักศึกษาที่ไม่เข้าร่วมขบวนการ ถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติอย่างใหญ่หลวง จึงอยากให้นายกฯ ลงไปแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยให้นำมหาวิทยาลัยของรัฐบาลทั้งหมด เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดหรือพิจารณาให้อาจารย์ที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันพ้นสภาพการเป็นอาจารย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอให้พิจารณาร่างหลักสูตรการศึกษาของเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย และเพิ่มวิชาการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ความกตัญญูต่อบิดามารดา ความรักชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ อยากให้นายกฯ สั่งการไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ใช้กฎหมาย อย่าปล่อยให้ประชาชนห้ำหั่นกันเอง เพราะปัจจุบันประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งนี้ประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ ต้องคอยวิ่งขึ้นโรงขึ้นศาลร้องทุกข์กล่าวโทษแจ้งความเพื่อปกป้องซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันฯ และเท่าที่สังเกตเห็นคือ รัฐบาลหรือภาครัฐยังทำได้ไม่เท่ากับประชาชนตาดำๆ ที่ทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้ออกมาแสดงตนปกป้องสถาบันอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95750</URL_LINK>
                <HASHTAG>จักรพงศ์ กลิ่นแก้ว, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.), ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, เครือข่ายปกป้องสถาบัน, เสกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049d9f1f137c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
