<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมยศ&#039;ถอนฟ้องสื่อพาดพิงในวงเสวนา&#039;ตำรวจไซด์ไลน์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย.62 - ที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายสุนันท์ ศรีจันทรา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและวงการหุ้น แถลงขอโทษ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นากยกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สืบเนื่องจากวันที่ 18 ก.พ.2562&amp;nbsp; ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย&amp;nbsp; เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ได้จัดการเสวนาในหัวข้อ &amp;quot;ตำรวจไซด์ไลน&amp;quot;์ :ปัญหาจริยธรรมและกาฝากกระบวนการยุติธรรมไทย ที่มีผู้ร่วมเสวนา คือ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันนิด้า พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ นายสุนันท์ ศรีจันทรา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและวงการหุ้น และ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสวนาในวันนั้นมีที่มาจาก พล.ต.อ.สมยศ นายกสมาคมฟุตบอลฯ ได้ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ชี้แจงการถือครองหุ้นด้วยประโยค &amp;ldquo;ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจถือว่าเป็นไซค์ไลน์ อาชีพหลักคือทำธุรกิจมีรายได้จากการเล่นหุ้น&amp;rdquo; และต่อมาทางอดีต ผบ.ตร.ได้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศไม่ได้ดูถูกอาชีพตำรวจแต่เป็นการตอบคำถามผู้สัมภาษณ์นำชื่อไปพาดพิงในกรณีวิคตอเรียซีเครท ยืนยันรายได้หลักมาจากธุรกิจหุ้น โดยในวงเสวนา นายสุนันท์ กล่าวหา พล.ต.อ.สมยศ ว่าเป็น &amp;quot;เจ้าพ่อตำรวจกับเป็นเจ้าพ่อนักปั่นหุ้น&amp;quot; และมีการนำเสนอทางสื่อผู้จัดการออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่าการเสวนาวันนั้น คุณสุนันท์ได้กล่าวพาดพิงถึงตน&amp;nbsp;คำพูดเหล่านั้นทำให้ตนดูไม่ดี ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือเป็นคนไม่ดีใช้อำนาจหน้าที่ ในการดำเนินการต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในทางที่ไม่ถูกไม่ควร เป็นเหตุให้นำความขึ้นสู่ศาล และศาลได้รับคดีไว้ ต่อมาได้มีโอกาสพูดคุยกันและทำความเข้าใจ และได้อธิบายให้ฟังถึงสิ่งที่ตนพูด หมายความว่าอย่างไร ในขณะเดียวกันคุณสุนันท์ ก็ได้ชี้แจงว่าในฐานะที่เป็นสื่อ มองตนเป็นบุคคลสาธารณะ ก็วิพากษ์วิจารณ์ไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีอคติใดๆกับผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เมื่อคนสองคนได้ทำการพูดและเข้าใจกัน เข้าใจในสิ่งที่ทำไปนั้น เกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจ ผมก็ไม่ได้ติดใจที่จะดำเนินการใดๆกับคุณสุนันท์ต่อไป เพราะผมถือว่าตัวผมเองก็เป็นบุคคลสาธารณะ คุณสุนันท์ก็เป็นสื่อ มีสิทธิ์ที่จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เมื่อสิ่งที่เขาพูดนั้นทำให้ผมเสียหาย ก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย แต่วันนี้ขอชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่าทางคุณสุนันท์ รับว่าสิ่งที่พูดไปนั้นทำให้ผมได้รับผลกระทบ แต่ยอมรับว่าสิ่งที่พูดไปนั้นไม่ได้ตั้งใจและคิดร้ายต่อผม ผมจึงคิดว่าถ้าเป็นเรื่องไม่เจตนาหรือไม่มีอคติในเรื่องส่วนตัว ผมก็ยอมรับและไม่ติดใจที่จะดำเนินการอะไรกับ คุณสุนันท์ต่อไป&amp;quot;

ด้านนายสุนันท์ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณทาง พล.ต.อ.สมยศ นายกสมาคมฟุตบอลฯ ที่ให้โอกาสทำความเข้าใจกัน ส่วนการเสนอข่าวไปนั้นเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และไม่มีเจตนาส่วนตัว เห็นท่านเป็นบุคคลสาธารณ อย่างไรก็ตามได้ทำความเข้าใจกันแล้ว การที่จะไปต่อสู้คดีแพ้ชนะมันเสียเวลา ต้องขออภัยด้วยที่ทำให้ท่านได้รับความเสื่อมเสีย ในการนำเสนอ และยืนยันว่าเป็นการเสนอด้วยสุจริต เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่ได้มีทัศนคติหรืออคติส่วนตัวใดๆ

จากนั้น พล.ต.อ.สมยศ ได้มอบหมายให้ทนายไปถอนฟ้องสื่อในกรณีดังกล่าวทั้งหมด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49649</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, สุนันท์ ศรีจันทรา, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc279cc53733.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 22:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละ!วงจรอุบาทว์ซื้อขายตำแหน่งจ่ายส่วยสินบนแนะให้อำนาจหลายหน่วยงานดำเนินคดีได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;15 พ.ย.61-ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 2 พุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระ นคร เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ร่วมกับสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการเสวนา เรื่อง &amp;ldquo;ปฏิรูประบบการดำเนินคดีอาญาตามมาตรฐานสากล&amp;rdquo; โดยนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความฯ กล่าวว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องเริ่มที่ต้นทาง ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ต้องอยู่ที่ผู้สืบจับกุมที่ทำตามความเป็นจริง ส่วนบันทึกการจับกุมมีทั้งความเท็จความจริงอยู่ในที่เดียวกันแยกไม่ออก ขณะที่ปัญหาผู้เสียหายบางรายไม่เสียหายจริง แต่ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน&amp;nbsp; ซึ่งกฎหมายบังคับให้รับการร้องทุกข์ หากไม่รับก็เสี่ยงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp; เพราะไม่มีระบบตรวจสอบว่าผู้ร้องทุกข์เป็นผู้ได้รับความเสียหายจริง มือ สะอาดจริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ &amp;ldquo;วิกฤตตำรวจและการสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; กล่าวว่า ปัญหากระบวนการยุติธรรมจะทำให้ชาติล่มสลาย ประเทศไทยมีปัญหากระบวนการยุติธรรมต้นทางสารพัด กรณีตำรวจ รับส่วยและสินบน ซึ่งคนก็พร้อมที่จะจ่ายมากกว่าสู้คดี เพราะไปศาลก็มีประวัติติดตัว หรือ ปัญหาตำรวจไม่รับร้องทุกข์ ความจริงประชาชนสามารถแจ้งต่ออำเภอได้ แต่อำเภอก็ไม่พร้อม ส่วนการแจ้งข้อหานั้น พบว่าตำรวจยากที่จะเสนออัยการสั่งไม่ฟ้อง เพราะเจ้านายไม่เชื่อถามหาซอง จนมีคำกล่าวว่า &amp;ldquo;สั่งไม่ฟ้องซองอยู่ไหน&amp;rdquo; คนที่รักความยุติธรรมจะสั่งไม่ฟ้องก็ไม่มี อนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ มองว่า ต้องปฏิรูปการลงบันทึก ประจำวันรับแจ้งความลงในระบบคอมพิวเตอร์ ผู้แจ้งอ่านออกแก้ไขได้ ไม่ใช่ลงบันทึกลายมือลงกระดาษแบบสมุดข่อย คล้ายภาษาขอมอ่านไม่ออก พออ่านไม่ออกปวดหัวไม่อ่านก็เป็นวิกฤติ และการปฏิรูปการสอบสวนที่บันทึกถาม-ตอบ ไม่ครบถ้วน ต้องมีการบันทึกภาพและเสียง รวมถึงการสืบพยานในชั้นศาลก็ต้องบันทึกภาพและเสียง ให้ศาลสูงตรวจสอบได้ไม่ใช่ดูแต่เอกสาร เพื่อสะท้อนความจริงให้ตรงที่สุด ในประเทศเจริญแล้วคดีศาลยกฟ้องแทบไม่มี เพราะต้องแม่นมาตั้งแต่ต้น ไทยยกฟ้องถึง 40% ส่งคนไปศาลเดือดร้อน ซึ่งไม่ใช่ทางออก ในส่วนคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดนายมีชัย ฤชุ พันธุ์ ก็ยังไม่มีหลักประกันเรื่องความยุติธรรม มีแต่เรื่องโครงสร้างแต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ความยุติธรรมเริ่มตั้งแต่ชั้นจับกุม สืบสวน สอบสวน&amp;nbsp; อัยการ ศาลมีคำพิพากษา ถ้ามีความผิดพลาดแต่แรกก็ยาก ศาลมักจะให้เหตุผลในคำพิพากษาว่าพยานเจ้าหน้าที่ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย แต่ความจริงเจ้าหน้าที่ไม่โกรธ แค่อยากได้ผลประโยชน์ก็กลั่นแกล้งได้ หัวใจสำคัญของหลักนิติธรรม ทุกคนต้องเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ขณะที่ความจริงมีคนอยู่เหนือกฎหมาย คนถูกบังคับใช้เป็นคนจน เหตุไม่เสมอภาคเพราะเงินซื้อการทำงานได้ ไม่เหมือนต่างประเทศที่เงินซื้อไม่ได้ เพราะในระบบทุกคนเห็นพยานหลักฐานหมดไม่มีใครบิดเบือนได้ ต้องมีระบบอะไรที่จำกัดการทำเลวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วงจรอุบาทว์ส่วยสินบน คือการจ่ายเงินเพื่อเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่มีคดีเกิดขึ้น สิ่งผิดกฎหมายอยู่ได้ เพราะตำรวจต้องเอาเงินไปซื้อตำแหน่ง ซึ่งระบบในต่างประเทศนั้นจะมีหลายหน่วยงานที่สามารถดำเนินคดีอาญาได้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านป่าไม้ ศุลกากร ที่ดิน&amp;nbsp; รวมถึงอัยการก็จับกุมได้ คนจ่ายเงินก็ไม่รู้ว่าจะไปจ่ายใคร&amp;nbsp; ไม่ใช่เคลียร์ตำรวจอย่างเดียว และไม่เป็นการซับซ้อนเพราะถ้าใครไม่ทำก็มีคนทำ ผู้เสียหาย แจ้งท้องที่แล้วไม่ดำเนินการสามารถแจ้งอัยการให้สั่งสอบได้ เป็นระบบถ่วงดุลไม่พึ่งใครคนหนึ่ง ทั้งนี้พวกผมเสนอต่อสู้เรื่องการปฏิรูปจนผู้คนเข้าใจ แต่เสนอแล้วก็ไปตายที่คนกลุ่มหนึ่ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายน้ำแท้ ได้สรุปเรื่องวงจรอุบาทว์ส่วยสินบนและการแก้ปัญหาว่า การ ซื้อขายตำแหน่งทำให้คนเลวได้ตำแหน่ง ไม่มีทางไปทำสิ่งดี ต้องช่วยเหลือคนจ่ายเงินแล้วคนชั่วลอยนวล การแก้ปัญหาได้ต้องทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย มีการจ่ายเงินไปก็ถูกคนอื่นจับกุมอยู่ดีถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่ซื้อขายตำแหน่ง ได้คนดีคนเก่งมาทำงาน คนจนได้ความยุติธรรม คือต้องตัดช่องทางการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และให้อำนาจหลายหน่วยงานดำเนิน คดีได้ ส่วนปัญหาศาลยกฟ้องมากสะท้อนว่ารัฐบกพร่อง เพราะย่อมหมาย ความว่าเอาคนบริสุทธิ์ไปขังระหว่างพิจารณา หรือหากกระทำผิดจริงก็เป็น การปล่อยคนชั่วลอยนวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาย หอมลออ อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความฯ กล่าวว่า คนจน คนชายขอบติดคุก แต่คนมั่งมีมักไม่ติดคุก&amp;nbsp; คนเหล่านี้เข้าถึงความยุติธรรมหรือไม่ เหตุที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เพราะ ปัญหาด้านระบบ เช่น กรณีอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ปัจจุบันต้องส่งกลับ ไปให้ผู้บัญชาการตำรวจภาคมีความเห็น ทั้งที่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ส่งฟ้อง&amp;nbsp; เป็นการกลับไปหาตำรวจอีกหรือกรณีระบบวิ่งเต้น ที่เวลาชาวบ้านถูกจับกุม จะนึกถึงญาติหรือเพื่อนที่เป็นตำรวจ ข้าราชการหรือไม่ก่อน ไม่มีก็ไปถามครู&amp;nbsp; ถามเจ้าอาวาส บางคนบอกจะช่วยขอเงินวิ่งเต้น นึกถึงทนายความเป็นคนสุดท้าย พอมาหาทนายก็ไม่มีเงินเอาไปวิ่งเต้นหมด เป็นปัญหาที่คนไม่เชื่อมั่น และไม่เข้าถึงความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;การปฏิรูปนั้นรัฐต้องมีหน้าที่ปกป้องสิทธิคุ้มครองประชาชน โดยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน จะจับใครต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนาพอสมควร และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจละเมิด&amp;quot;นายสมชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22066</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายส่วยสินบน, ซื้อขายตำแหน่ง, ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง, ดำรงศักดิ์ เครือแก้ว, พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร, สภาทนายความ, สมชาย หอมลออ, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed88572adb8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนปฏิรูปตำรวจเรียกร้อง&#039;บิ๊กตู่&#039;สั่งสอบสวนฆาตกรรมอำพราง 20 ศพในจังหวัดกาฬสินธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61 -&amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) รวมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) แถลงการณ์ เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขอให้พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปงานสอบสวนให้พนักงานอัยการ และฝ่ายปกครองร่วมตรวจที่เกิดเหตุสอบสวนคดีสำคัญ และผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ สืบเนื่องมาจากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;๒๕๖๑&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยกฟ้องกลุ่มตำรวจฝ่ายสืบสวนจังหวัดกาฬสินธุ์ ๖ คนที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษจับกุมกรณีร่วมกันฆ่าแขวนคออำพรางศพนายเกียรติศักดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ถิตย์บุญครอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อปี ๒๕๔๗ และอัยการได้สั่งฟ้องนำสืบพยานจนศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาประหารชีวิตและจำคุกจำเลยแต่ละคนตามพฤติการณ์กระทำผิดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจและองค์กรสิทธิมนุษยชนเห็นว่า คำพิพากษายกฟ้องที่สร้างความสะเทือนใจให้กับญาติพี่น้องของนายเกียรติศักดิ์ฯ และประชาชนผู้รักความยุติธรรมทั่วประเทศดังกล่าว ได้สะท้อนถึงจุดอ่อนของระบบตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยที่ต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนตามที่มีเสียงเรียกร้องตลอดมาอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจาก การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง ๖ คนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นการยืนยันว่า คดีมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าตำรวจกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมกันฆ่าและอำพรางศพนายเกียรติศักดิ์ฯ จริงอย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุผลว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีมีพยานเพียงปากเดียวและไม่น่าเชื่อถือ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเหตุอันควรสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทุกคนนั้น แม้จะเป็นการให้เหตุผลตามหลักกระบวนการยุติธรรมสากลในเรื่องที่จำเลยจะไม่ถูกลงโทษโดยปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นผู้กระทำผิด แต่การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษโดยยึดมาตรฐานการพิจารณาเช่นเดียวกับศาลฎีกา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ย่อมหมายความว่า ทั้งสองศาลแน่ใจว่าจำเลยทั้ง ๖ คนกระทำความผิด&amp;nbsp;&amp;nbsp;หากแต่ศาลฎีกามีความเห็นแตกต่างว่ายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอโดยปราศจากข้อสงสัย
&amp;nbsp;
แม้คำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถือว่าถึงที่สุดแล้วจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นตำรวจทั้ง ๖&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;และกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที&amp;nbsp;&amp;nbsp;สามารถรับราชการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้รักษากฎหมายได้ตามปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่รัฐบาลก็ต้องมีคำตอบต่อผู้เสียหายและครอบครัวรวมทั้งประชาชนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ใครเป็นคนฆ่านายเกียรติศักดิ์ฯ และนำไปแขวนคออำพรางศพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และจะมีกระบวนการใดในการสืบสวนสอบสวนนำตัวกลุ่มคนร้ายผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไปอย่างไร&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งเร่งสอบสวนคดีฆาตกรรมอำพรางกว่า ๒๐ ศพในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งบางศพเป็นการฆ่าแขวนคอลักษณะเดียวและช่วงเวลาเดียวกันอีก ๒ - ๓ ศพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งคดีฆาตกรรมอำพราง ๒,๕๐๐ ศพ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเวลาการปราบยาเสพติดปี ๒๕๔๗ และยังอยู่ในอายุความด้วย ปัญหาการฆาตกรรมอำพรางดังกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยังได้สะท้อนถึงปัญหาตำรวจและกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีจุดอ่อนสร้างความเดือดร้อนร้ายแรงต่อประชาชนอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากรัฐไม่สามารถควบคุมตำรวจจำนวนมากมิให้กลายเป็นผู้ร้ายก่ออาชญากรรมเสียเองตามที่ปรากฏเป็นข่าวมากมายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อเกิดการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการประทุษร้ายต่อชีวิตและสิทธิเสรีภาพของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องยากที่ผู้เสียหายหรือแม้แต่รัฐจะสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปพิสูจน์ให้ศาลลงโทษอย่างปราศจากข้อสงสัยได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุ ก็ไม่มีหน่วยราชการอื่นแม้แต่อัยการผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีสามารถเข้าไปตรวจสอบรวมรวมพยานหลักฐานได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;แม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็มีอำนาจสอบสวนหลังจากเกิดเหตุนานหลายปี
&amp;nbsp;
จุดอ่อนในระบบงานสอบสวนที่ถูกผูกขาดและขาดการตรวจสอบจากภายนอกดังกล่าว ทำให้คนไทยต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของตำรวจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม ควบคุมตัว และการสอบสวนที่ถูกบิดเบือนทำลายพยานหลักฐานได้ ผู้คนไม่มีความเชื่อมั่นว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะสามารถเป็นหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยในสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนทุกคนได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
จึงขอเรียกร้องให้พลเอก ประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนายกรัฐมนตรีเร่งแก้ปัญหาตำรวจและกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบสวน
๑.๑ ให้พนักงานอัยการ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้ได้รับมอบหมายมีอำนาจตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีสำคัญหรือเมื่อได้รับการร้องเรียน&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รายงานให้พนักงานอัยการและนายอำเภอทราบทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ
๑.๒&amp;nbsp;&amp;nbsp;การแจ้งข้อหาหรือเสนอศาลออกหมายจับต้องให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานและให้ความเห็นชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมั่นใจว่า เมื่อแจ้งข้อหาแล้ว จะสามารถสั่งฟ้องพิสูจน์ให้ศาลพิพากษาลงโทษได้เท่านั้น&amp;nbsp;
๑.๓&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณีที่มีปัญหาตำรวจไม่รับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษสามารถแจ้งให้พนักงานอัยการดำเนินการสอบสวนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และระเบียบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษากฎหมายและปกครองตำรวจในจังหวัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหัวหน้าสถานีและสั่งเลื่อนเงินเดือนตำรวจในจังหวัดเมื่อได้รับความเห็นของ กต.ตร.จังหวัด โดยเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีจะให้ความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมอันสำคัญ ปฏิรูปตำรวจ และการสอบสวนนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ด้วยสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและหลักสากล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19762</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน, คป.ตร., ฆ่าตัดตอน, ปฏิรูปตำรวจ, ปราปปรามยาเสพติด, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180912/image_big_5b9898b5ca373.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีเสวนาจี้รัฐบาลไทย ลงนามสัตยาบันต่อต้านบังคับให้สูญหาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.61 - ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีงานเสวนาวิชาการ เนื่องในโอกาส วันสากลแห่งการต่อต้านการบังคับให้สูญหาย จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(Police watch) ร่วมกับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสุรพงษ์ กองจันทึก ทนายความนักสิทธิมนุษยชน นส.สัณหวรรณ ศรีสด ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล(ICJ) พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้ขียนหนังสือ วิกฤตตำรวจและการสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น(คปต.) นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา2535&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.วิรุฒม์กล่าวว่า การบังคับสูญหาย คำนี้อยากให้เลิกใช้ มันไม่มี ในข้อเท็จจริงคือ การลักพาตัวไปฆ่าแล้วทำลายศพ หรือ อุ้มฆ่า โดยประชาชนทั่วไปทำไม่ได้ ต้องมีอำนาจรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง ควบคุมอำนาจสอบสวน ถ้าไม่มีอำนาจจากตรงนี้ คงทำไม่ได้ เพราะจะต้องไปเกี่ยวกับการทำลายหลักฐาน อาชญากรรมร้อยละ 99 จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ หากมีการสอบสวนอย่างจริงจัง จะจับคนร้ายได้ แต่ปัญหาที่ดำมืดคือ มีการส่งสัญญาณจากระดับสูง กลุ่มผู้ปฏิบัติกระทำโดยพลการ เลยต้องมีการปกป้องกัน สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าว มีความก้าวหน้าสูงมาก ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่ควบคุมตัวหากคุมตัวแล้วหายไป ต้องมีการพิสูจน์กันต่อไป ซึ่งตามหลักของตำรวจ ถ้าไม่มีศพ ไม่สามารถเริ่มขบวนการทางคดีได้ แต่ระบุให้เป็น บุคคลสูญหาย ทั้งนี้คนสูญหาย ส่วนใหญ่ มีสัญญาณมาจากการฆาตกรรม ขอย้ำว่า คนทั่วไปทำไม่ได้ ตามพรบ.ดังกล่าวที่ระบุว่า หากผู้บังคับบัญชามีส่วนรู้หรือควรรู้ ต้องได้รับโทษกึ่งหนึ่ง แต่ได้ถูกตัดใจความดังกล่าวออกไป แม้ถูกตัดออก ถือว่ามีความก้าวหน้าระดับหนึ่ง โดยร่างนี้วิปสนช.ส่งมาทบทวน ไปอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อเตรียมส่งไปยังครม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความผิดฐานสมคบ ฐานความผิดคล้ายกับพรบ.ปราบปรามยาเสพติด หากใครสมคบ ร่วมกระทำต้องได้รับโทษหนึ่งในสาม ที่พูดวันนี้คือ กฎหมายนี้จะผ่านการบังคับใช้ แม้ดูแล้วรัฐบาลไม่ขัดขวาง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ออกมาบังคับใช้ เหมือนกับกฎหมายหลายฉบับ แม้ตนเป็นอดีตตำรวจ มีเสียงท้วงติงทำไมต้องพูดเช่นนี้ เป็นเพราะอยากเห็นทุกอย่างถูกบังคับใช้ไปตามกระบวนการกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์กล่าวว่า การบังคับให้สูญหายมีลักษณะพิเศษในเรื่องการใช้วิธีการหรือเรียกว่าเป็นการอุ้ม โดยผู้ถูกอุ้มไม่ยินยอมหรือสมัครใจ มีการดำเนินการเป็นขบวนบวนการ บางกรณีมีรถนำขบวน ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ มีคนสั่งการที่เป็นผู้มีอำนาจ คนสั่งการมีเจตนากำจัดผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิมนุษยชนเพื่อให้บุคคลอื่นไม่กล้าออกมาเรียกร้องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดความเป็นมนุษย์ที่ร้ายแรงที่สุด จึงควรเป็นคดีความที่ไม่มีอายุความเพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยโดยกาลเวลาได้ ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว แต่ในชั้น สนช.ได้ส่งกลับให้หน่วยงานพิจารณาเพิ่มเติม จึงต้องเร่งผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม มีข้อเรียกร้องระหว่างเครือข่ายโปลิศวอ็ต และเครือข่ายปฏิรูปวัฒนธรรม 1.ต้องไม่มีการบังคับให้คนสูญหายอีกในประเทศไทย 2.ติดตามหาผู้กระทำผิดมาลงโทษในทุกกรณี 3.ญาติ ผู้เสียหาย ต้องได้รับการคุ้มครอง ชดเชย เยียวยา 4.ออกพระราชบัญญัติป้องกันการทรมาน 5.ประเทศไทยต้องให้สัตยาบรรณต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศต่อต้านการบังคับให้สูญหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นส.สัณหววรณ กล่าวว่า แม้เราเคยลงนามต่อต้านการบังคับให้สูญหาย แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ จนกว่าเราจะไปให้สัตยาบันต่อเลขาธิการสหประชาชาติ โดยรัฐบาลอ้างว่า เหตุที่ยังไม่ไปลงสัตยาบัน เนื่องจากต้องรอกฎหมายภายในประเทศก่อน โดยร่างฉบับนี้มีการรับฟังความคิดเห็น ทางกลุ่มเคยทำข้อเสนอแนะ ประเด็นการพูดถึงนิยามการบังคับให้สูญหายคือต้องมีสององค์ประกอบที่ทำให้การบังคับให้สูญหาย คือ พาตัวบุคคลไป หรือปฏิเสธว่าไม่ทราบ ซึ่งความเป็นจริงไม่น่าเกิดขึ้นได้ ต่างจากต่างประเทศที่ไม่ได้อ้างถึงเหตุผลดังกล่าว ขณะที่รูปแบบการสืบสวน สอบสวน ตามพรบ.มีการระบุ เมื่อสูญหาย ต้องทำการสืบสวนจนกว่าจะพบ แต่ตามหลักแล้ว อาจจะไม่พบร่างหรือทราบได้เลยว่า คนๆนั้นจะลงเอยอย่างไร ตามหลักแม้ไม่พบร่าง ควรทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อเอาผิดกับคนทำผิดให้ได้ ในส่วนของการคุ้มครองพยานต่อผู้เสียหาย การเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือ ที่ยังกังวลว่า มีการปรับปรุงหรือไม่ รวมทั้งการบังคับใช้ มีประสิทธิภาพเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายอดุลย์ กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ2535 เกิดการสูญหายจำนวนมาก ตัวเลขที่กระทรวงมหาดไทยสรุปออกมากับข้อเท็จจริงนั้นไม่ตรงกัน มีข่าวออกมาทั้งถูกนำไปทิ้งตามแนวชายแดน ถูกใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไปทิ้งในทะเล สูญหายในค่ายทหารบางแห่ง แม้แต่ทหารที่ร่วมขุดหลุมฝังประชาชนนั้น ทนไม่ได้ มีการสารภาพออกมา โดยทางคณะกรรมการญาติวีรชน ยังสืบค้นหาต่อไป จากเหตุการณ์ทนายสมชาย นีละไพจิต ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน สูญหายไป ทำให้เกิดการตื่นตัว เริ่มความเลวร้ายจากตำรวจ กระบวนการยุติธรรม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ คนที่สูญหายที่เป็นเหยื่อ ไม่เชื่อว่าผู้บังคับบัญชาจะไม่รู้ แต่ผลจากอำนาจทำให้เกิดการบิดเบือน จึงต้องการปฏิรูปตำรวจ ถ้าความยุติธรรมเบื้องต้นไม่เกิด จะนำพาไปสู่เรื่องการติดตามคนสูญหายได้อย่างไร แม้ในวันนี้ การอุ้มหายจะลดน้อยลง อาจเป็นเพราะผู้มีอำนาจกลัวติดคุกในตอนบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ยังได้ยินมาว่า กระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดใหม่ โดยสนช.นั้น ตัวแทนภาคประชาชนที่สนับสนุนการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาจจะไม่ได้รับการโหวตให้เป็นกรรมการสิทธิฯซึ่งประชาชนคงไม่ยอมแน่&amp;quot;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระกล่าวว่า กรณีนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ ที่หายไปประมาณเดือนก.พ.2551 เชื่อได้ว่า สูญหายจากการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจาก นายกมลแจ้งความให้จับเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เพราะไปพบการเกี่ยวข้องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งหลักฐานสุดท้าย ก่อนการหายตัว พบที่สถานีตำรวจบ้านไผ่ ลูกชายได้ไปตามให้บิดาให้กลับบ้านไป ซึ่งต่อมา ตำรวจคนหนึ่งที่ทราบเรื่อง โทรศัพท์มาหาตน เนื่องจากเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ โดยตนได้ไปตามเรื่อง ติดตามทุกวิถีทาง ได้ข้อมูลจากนายตำรวจ มาให้ข้อมูลคือ นายกมลดิ้น เพราะถูกล็อกคอแล้วคอหัก เขาเลยเอาศพไปฝังในในไร่อ้อยแห่งหนึ่ง จ.อุดรธานี ในทางกระบวนการตำรวจ หากไม่พบศพ ไม่สามารถดำเนินการทางคดีต่อไปได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหา ไม่รู้ว่า ไม่อยากมีการแก้ไข ไม่อยากให้มีการตรวจสอบคนหาย เพราะหวังเอาไว้ใช้จัดการกับคนเห็นต่าง ขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ เจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ย้อนไปดู ผู้ที่ขัดขวางอาจพบชะตากรรมเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น นายทนง โพธิ์อ่าน รวมทั้งกรณีเพชรซาอุดิอาระเบีย แม้ทางการซาอุ ส่งคนมาร่วมติดตามคดี ปรากฎว่าถูกยิงตาย จนถึงวันนี้คนร้ายตัวจริง ยังจับไม่ได้ ที่ต้องพูดคือ ตนเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในข่าย อาจทำให้เกิดสูญหายไปก็ได้ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่เป็นเพื่อนตน ก็ไปแล้ว คนที่ติดคุกอยู่ ไม่รู้ว่าใช่ตัวจริงหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเราไม่ได้ตระหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนที่ถูกอุ้มไปฆ่า ถูกทำลายศพ ทำลายหลักฐาน ลำพังประชาชนทำไม่ได้ หากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ อำนาจรัฐ เข้ามาทำเอง ตำรวจถ้าจะฆ่าเรา เขารู้วิธี เพราะเป็นพนักงานสอบสวน เขาย่อมรู้ วิธีทำลายพยานหลักฐานเป็นอย่างไร แล้วอำนาจสืบสวน สอบสวน สั่งฟ้องหรือไม่ ยังอยู่ที่ตำรวจ พอเห็นภาพหรือไม่ ทำไม หลายคดีถึงยังไม่ไปไหน สังคมไทยควรให้ความสำคัญ แต่ก็ไม่รู้ว่า ผู้มีอำนาจรัฐอยากจะให้ความสำคัญหรือไม่ อย่าไปหวังกระบวนการ นายกมลเคยขอการคุ้มครองพยานจากตำรวจ แต่ไม่ได้รับ เพราะไปตรวจสอบตำรวจ คดีนี้หลังจากสูญหาย ญาติพยายามต่อสู้ เรียกร้องยังหน่วยงานต่างๆ เป็นคดีพิเศษในดีเอสไอ น้องชายเคยนำพยานหลักฐานไปให้ แต่ต่อมา ตู้เก็บเอกสารสำคัญในดีเอสไอ ยังถูกงัดออกมา ในที่สุดดีเอสไอยุติ แต่ญาติไปร้องต่ออัยการสูงสุด จนถึงวันนี้ ดีเอสไอยังเฉย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระกล่าวว่า คงคาดหวังอะไรไม่ได้กับเผด็จการ 4ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย ยังไม่มีอะไรนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ตอนนี้กำลังเคร่งเครียดกับการดูด เพื่อให้กลับมานั่งในตำแหน่งต่อไป หากหวังให้มาแก้ไขในเรื่องที่เราป้องกันไม่ให้เกิดการสูญหาย คงหวังอะไรไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ ต้องพูดบ่อยๆทุกรัฐบาล จนกว่ามีการแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้ดีขึ้น จนการบังคับสูญหาย ลดน้อยลงไปจากสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา นีละไพจิต อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในวันครบรอบวันสากลแห่งการต่อต้านการบังคับให้สูญหาย การบังคับสูญหายไม่ได้หมายถึง การฆาตกรรมอย่างเดียว ยังหมายถึง การจับกุมคุมขัง โดยสภาวะนี้จะพ้นได้ ต้องพบตัว ที่ผ่านมากลไกรัฐอ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ หลายครั้งกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุล เป็นที่พึ่งได้ ปัจจุบันการบังคับสูญหายมีความซับซ้อน ในบรรยากาศไม่เป็นประชาธิปไตย เข้าหน้าที่รัฐบางคนยังเชื่อว่า ยังจำเป็นต้องบังคับให้สูญหายมีอยู่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเหตุการณ์ การทำสงครามยาเสพติด การปราบปรามผู้ไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ที่กล่าวมามีเพียงคดีทนายสมชาย นีละไพจิต ที่อยู่ในกระบวนการศาล พยานสำคัญปากหนึ่ง หายตัวไป ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่เต็มใจในการทำคดีนี้ สิ่งที่เป็นความเลวร้ายคือ การสร้างความหวาดกลัวคนในสังคม สร้างความคลุมเครือระหว่างยังมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับเรื่องครอบครัว หลายคนในครอบครัว ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สิ่งที่เรายึดมั่นคือ นำคนผิดมาลงโทษ ผลักดันให้เปิดเผยความจริง ชดใช้เยียวยาคนในครอบครัว สิ่งเหล่านี้รัฐไม่ได้ริเริ่ม แต่เริ่มจากเหยื่อ เพื่อนฝูง ทำให้สหประชาชาติร่างอนุสัญญาบังคับให้สูญหาย ในประเทศไทย เคยแสดงเจตจำนง ลงนามอนุสัญญาเมื่อ9ม.ค.2555 รัฐบาลยุคนั้น เยียวยาครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สามจังหวัดใต้ แต่ยังมีอีกหลายครอบครัว ที่ไม่ได้รับการเยียวยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเสียดายสนช.ยังไม่รับร่างในเวลาต่อมา ให้กระทรวงยุติธรรมนำกลับไปปรับปรุงใหม่ คิดว่าสนช.พิจารณาด้วยความหวาดกลัวว่าจะกระทบต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่เป็นการช่วยให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวัง ไม่ให้กระทำการกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน เป็นการปูทางระบบนิติธรรมในประเทศให้เกิดได้จริง รู้สึกเสียใจ ผิดหวัง ที่ร่างกระทรวงยุติธรรมนำมาปรับปรุง ร่างในส่วนสำคัญหายไป เช่น นิยามผู้บังคับบัญชาหมายถึงใคร นอกจากนี้ยังมีข้อบกพร่องคือ ครอบครัว ญาติ ถูกกีดกันจากการ่างกฎหมาย ขอเรียกร้องพรบ.ฉบับนี้ ให้มีการเปิดฟังความเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้มีการพิจารณาในระบบรัฐสภาฯที่มาจากการเลือกตั้ง เชื่อว่ามีประโยชน์มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เหยื่อทุกคนที่ยังอยู่ อยู่อย่างหวาดกลัว ถูกลดทอนศักดิ์ศรีมนุษย์ แต่ผู้กระทำความผิดกลับมีที่ยืนในสังคม ขอเรียกร้องรัฐบาลประยุทธ์ แสดงความจริงใจ ผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกคน แม้รัฐไม่สามารถคืนชีวิต แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธในการคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว การเปิดเผยความจริง ความยุติธรรม ต้องการเพียงแค่ความจริงใจจากรัฐ การชดใช้เป็นเงิน ไม่ได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การบังคับสูญหายถือเป็นอาชญากรรมต่อมวลมนุษย์ชาติ การสร้างกลไกลตรวจสอบ มีความสำคัญ เสียงของประชาชนต้องถูกรับฟัง รัฐต้องไม่อดทนต่อเจ้าหน้าที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน&amp;quot;นางอังคณา กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16479</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายวีระ สมความคิด, พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร, สัณหวรรณ ศรีสด, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b8787aa13292.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละปฏิรูปตร.หมกเม็ด สกัดอัยการ-ไม่แก้จับแพะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;วงเสวนาชำแหละร่าง พรบ.ปฏิรูปตำรวจ 2 ฉบับซ้อนกล หมกเม็ด ไร้เดียงสา ขี้หมูราขี้หมาแห้ง ชี้ไม่เปิดช่องให้อัยการเห็นสำนวน-ถ่วงดุลตั้งแต่เกิดเหตุ แต่กำหนดเงื่อนไขโทษ 10 ปี แถมต้องให้แจ้งข้อหาก่อน ยันผิดหลักสากลที่ไม่ให้ฝ่ายใดผูกขาดการสอบสวนเบ็ดเสร็จแล้วเป่าสำนวนโดยลำพัง &amp;nbsp;ไร้หลักประกันการจับแพะ ย้อนถามทำไมกลัวอัยการเห็นสำนวน หวั่นคดีจะหมดอายุความแต่ให้ฟ้องไปก่อนผลักภาระสร้างความเดือดร้อน ปชช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันที่ 13 สิงหาคม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police Watch และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน จัดเสวนาหัวข้อ &amp;quot;ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา จะแก้ปัญหาความอยุติธรรมในสังคมไทยได้แค่ไหน?&amp;quot; โดยนายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นในร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา คือ 1.ไม่มีหลักความอิสระของพนักงานสอบสวนทั้งในร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา 2.หลักการสำคัญอัยการจะต้องรู้ข้อเท็จจริงแต่เริ่มต้น เพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างว่ามีพยานเพียงพอไปสู่การฟ้องร้องคดีหรือไม่ เท่าที่ดูในร่างกฎหมายซ้อนกลพอสมควรให้เข้าไปในคดีใหญ่ และอัยการจะเข้ามาได้ต่อเมื่อตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระบวนการเช่นนี้ความยุติธรรมก็สูญหายไปแล้ว เพราะคดีที่ตำรวจไม่แจ้งข้อกล่าวหาก็จบไประหว่างทาง เพราะหลักสากลเขาต้องไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกุมอะไรแล้วเป่าได้เพียงลำพัง ในต่างประเทศถ้ามีการร้องเรียนมาเขาต้องสำเนาส่งให้อัยการ 1 ชุด เพื่อให้อัยการได้รู้ตั้งแต่เริ่มต้นว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหา อัยการประสงค์จะลงมาตั้งแต่เริ่มต้นก็ทำได้ ณ นาทีนั้น สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในมาตรา 15 ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ที่เขียนไว้ว่าพนักงานอัยการจะลงมาก็ต่อเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหา ถามว่าถ้าพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการแจ้งคดี แสดงว่าอัยการไม่มีโอกาสเข้ามาถ่วงดุลตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้เป็นหลักสากลที่ต้องให้งานสอบสวนกับอัยการเป็นเรื่องเดียวกัน &amp;nbsp;อัยการจะถ่วงดุลได้อย่างไรถ้าเห็นแค่ในสำนวน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิดกล่าวต่อว่า 3.คดีอาญาเชื่อมโยงประชาชน โดยให้ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการสอบสวนอย่างในต่างประเทศ เพราะหากพบว่ามีการสอบสวนที่ไม่ชอบก็สามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการดังกล่าวนี้ได้ เพราะจากเดิมตำรวจมีช่องทางร้องเรียนเฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น จึงอยากเสนอให้มีช่องทางร้องเรียนเฉพาะเรื่องการสอบสวนโดยตรง ส่วน กต.ตร.เป็นเรื่องร้องเรียนทั่วไป จึงเป็นภาพที่เบลอมาก 4.สร้างหลักประกันให้ผู้เสียหาย กำหนดให้ในกรณีไม่ฟ้อง สามารถมอบสำนวนให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเองได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.ใน ม.22 เรื่องกรณีจะขาดอายุความ ที่ให้ฟ้องร้องไปก่อน เป็นการเอาเสรีภาพประชาชนเป็นตัวประกัน เป็นการผลักภาระให้ประชาชนที่เป็นจำเลยไปว่าเอาข้างหน้า ทั้งที่ควรให้มีการแสดงความรับผิดชอบของภาครัฐในการแสวงหาความจริง ไม่ใช่โยนให้ประชาชนหรือไปที่ศาล 6.ควรเขียนเพิ่มเติมให้อัยการสามารถเข้ามาสอบสวนร่วมกับตำรวจได้ หากผู้เสียหายร้องขอเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.การจัดโครงสร้างตำรวจไปรวมกับโครงสร้างราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดควรมีอำนาจสั่งการตำรวจในจังหวัดในพื้นที่ได้ เช่นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่มีอำนาจสั่งการกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติไม่มีการแยกแยะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะเข้าไปบริหารความยุติธรรมให้ประชาชนแต่อย่างใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าทำตาม 7 ข้อถึงจะตอบโจทย์ประชาชนได้ จะทำให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใส ตรวจสอบได้&amp;quot; นายบรรเจิดกล่าวและว่า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพยายามเขียนอ้อมไปอ้อมมา จะให้อัยการเข้ามาสอบสวน มีบทบาทร่วมสอบสวน แต่เกรงว่าเขียนจะไปซ้ำรอยดีเอสไอ เพราะสุดท้ายไม่ได้ให้อัยการเข้ามาร่วมตรวจสอบพิสูจน์ความจริง
อ้างงานเยอะแต่ไม่โอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า สิ่งที่ไม่ได้เห็นใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ คือการโอนตำรวจไปให้กระทรวง ทบวง กรมที่รับผิดชอบ ซึ่งถูกกำหนดไว้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ตั้งแต่ปี 45 แล้ว และใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติปี 47 สปช.ก็มีมติให้โอน 11 หน่วย ครม.ก็รับทราบเมื่อวันที่ 30 ก.ย.58 แต่ในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้มีการโอนแค่ผิวเผิน เช่น ยุบตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ขณะที่ตำรวจจราจร กทม. และเทศบาลนครจะโอนภายใน 5 ปี ไม่สมกับยุค 4.0 ความจริงไม่ควรเกิน 3 ปี ไม่เข้าใจว่าตำรวจชอบอ้างว่างานเยอะ แต่เหตุใดไม่ยอมโอนภารกิจ ดังนั้นหากมีการโอนตำรวจก็จะทำให้ภารกิจและงานต่างๆ &amp;nbsp;ของตำรวจลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังไม่มีการประกันความอิสระของตำรวจ การแยกสายงานสอบสวนก็ดีขึ้นระดับหนึ่ง ที่ไม่เขียนหลักประกันความอิสระเพราะไม่ต้องการให้พนักงานสอบสวนมีอิสระ จึงแยกท่อนให้อยู่ในระบบยศแบบเดิม มีแต่คำว่าอิสระที่เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูเท่านั้น โครงสร้างตำรวจจังหวัดก็ไม่มี ทุกวันนี้ ผบก.จังหวัดก็ไม่เข้าประะชุมกับผู้ว่าฯ นายกรัฐมนตรีบอกว่าผู้ว่าฯ เป็นเหมือนนายกฯ ในจังหวัด แต่ผู้ว่าฯ กลับสั่งตำรวจในจังหวัดไม่ได้ ตำรวจกลายเป็นองค์กรอิสระในจังหวัด จึงไม่แปลกใจที่ผู้ว่าฯ อดหลับอดนอนไปจับสถานบันเทิงเอง บอกให้ตำรวจรู้ก็ไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา สิ่งที่ขาดหายไป พนักงานสอบสวนเฉพาะทางไม่เกิดขึ้น จริงๆ เติมถ้อยคำ ประโยคเดียวจบข่าวง่ายๆ คือ กระทรวง ทบวง กรมได้ ที่เป็นเจ้าพนักงานสอบสวนให้มีอำนาจสอบสวนให้ดำเนินการได้ ซึ่งไม่ได้ตัดอำนาจสอบสวนตำรวจ แต่ตำรวจก็ขัดขวาง เช่นคดีปุ๋ยปลอมที่กระทรวงเกษตรฯ ฟ้อง แต่ส่งให้ตำรวจสอบสวนล้มหมดเลย&amp;quot; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นเรื่องการทำงานสุจริตและยุติธรรมในมาตรา 14, 15 โดยไม่มีหลักประกันว่าการจับแพะจับแกะจะไม่เกิดขึ้น เพราะการแจ้งข้อหายังเป็นตำรวจ แต่ไปเขียนให้ดูดีนิดหน่อยที่ระบุว่า &amp;quot;ในการแจ้งข้อหาพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาที่ยังมิได้มีหลักฐานพอสมควรที่แสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้กระทำความผิดนั้นมิได้&amp;quot; จริงๆ ไม่ต้องเขียนเพราะ ป.วิ.อาญามีอยู่แล้ว ทำให้ดูดีแต่ไม่มีอะไร และถือว่าผิดหลักสากล เพราะเราต้องเริ่มจากหลักทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วดำเนินคดีที่ใช้หลักสิ้นกระแสความสงสัยแต่ในศาล ทำไมเราไม่เริ่มกระบวนการสอบสวนให้สิ้นความสงสัยตั้งแต่ชั้นตำรวจก่อนแจ้งข้อหา &amp;nbsp;เราก็สอบไปเรื่อยๆ คนก็ไม่เดือดร้อนเพราะยังไม่มีการแจ้งข้อหา แต่ทันทีที่แจ้งข้อหาก็จะเดือดร้อน มี พิมพ์มือ ประวัติอาชญากรรมติดไปจนตายไม่มีทางลบ แม้ศาลจะยกฟ้อง ไปขอวีซ่าตรวจสอบมาก็เจอเลย &amp;nbsp;
ฟ้องไปก่อน ปชช.เดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นั่นหมายความว่าอัยการก็ยังไม่มีบทบาทเข้ามาสอบสวนแจ้งข้อหาและตรวจสอบจริง และทำท่า เหมือนอัยการจะเข้ามา คือคดีต้องมีโทษขั้นต่ำ 10 ปี มีคดีน้อย ส่วนใหญ่เป็นคดีฆ่า ต่ำกว่านั้นเข้าไม่ได้ ส่วนคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การร้องเรียนก็เข้ามาไม่ได้ หรือเข้ามาได้ตอนแจ้งข้อกล่าวหาไม่ได้ คดีการฆ่าตัดตอน &amp;nbsp;2,500 ศพอัยการเข้ามาไม่ได้ เพราะไม่มีการแจ้งข้อหา เขียนแบบหมกเม็ด ซึ่งจริงๆ ทุกคดี อัยการต้องเข้ามาได้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คดีจราจร เพราะการสอบสวนและแจ้งข้อหาต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ประเทศไทยทำให้เป็นคนละท่อนคนละส่วน อยากถามว่าตำรวจจะเอาสำนวนไปไหน เพราะสุดท้ายก็ต้องส่งให้อัยการเพื่อฟ้อง จะมานั่งห่วงอัยการเห็นทำไม จริงๆ แล้วโทษเกิน 5 ปี อัยการก็เข้ามาได้แล้ว เข้ามาเห็นที่เกิดเหตุที่ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะมิเช่นนั้นจะเหมือนคดีคุณพ่อโดดตึก ที่อัยการฟ้องไปโดยที่สำนวนยังไม่สมบูรณ์ ทั้งที่พยานหลักฐานผมคิดว่ามีมากกว่านั้นแต่อัยการก็ไม่รู้ จะโทษอัยการหรือศาลก็ไม่ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวด้วยว่า ที่ร้ายคือมาตรา 22 อำนาจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องเป็นของอัยการ หากไม่ฟ้องก็ส่งให้ผู้บังคับการสอบสวนเป็นผู้ตรวจสอบ หากมีความเห็นแย้งก็แย้ง หากแย้งไม่ทันก็ให้ฟ้องไปก่อน และบางครั้งสองหน่วยงานนี้แย้งกันไปกันมา คดีไม่จบ ชาวบ้านเดือดร้อน ทุกวันนี้ก็โชว์การแย้งกันตลอดเป็นระบบที่วิปริต ทั้งที่วันนี้การฟ้องก็ผิดหลักอยู่แล้ว ไม่ใช่หลักฐานพอฟ้อง แต่ต้องพิสูจน์จนเกิดความมั่นใจ 99% ถึงฟ้องจึงจะถูกต้อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศเราศาลยกฟ้อง 40% อยากถามว่าฟ้องไปทำไม เพราะคดีที่ยกฟ้องนี่จบโดยสมบูรณ์ ผู้ต้องหาก็บริสุทธ์ นี่คือความเสียหาย จึงขอสรุปว่าร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา คือไร้เดียงสา ขี้หมูราขี้หมาแห้ง และหมกเม็ด อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวมีการปฏิรูปแค่ 30% เท่านั้น&amp;quot; พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า การทำกฎหมายหัวใจสำคัญคือตอบสนองและรับใช้ประชาชน &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมให้บ้านเมืองสงบ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมก็คือต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมดีขึ้น การแก้กฎหมายหากไม่ตอบโจทย์ก็เปลืองงบประมาณเปล่าๆ หัวใจของกระบวนการยุติธรรมคืออยู่ที่พยานหลักฐาน อย่าให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะเขาจะสามารถลบหลักฐานได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีหลายหน่วยงานอื่นๆ ได้เห็นพยานหลักฐาน จึงต้องมีอัยการเข้ามาดู อย่างในต่างประเทศจะเห็นหลักฐานทุกอย่าง จะให้ความเป็นธรรมได้ทันที หากไม่ทำประชาชนจะไม่มีทางสู้คดีในประเทศนี้ได้ และกระบวนการยุติธรรมของไทยก็ล้มเหลว เพราะที่ผ่านมาก็วิ่งไปหาสื่อหรือทนายเพื่อร้องขอความเป็นธรรมแทน
ทำไมต้องกลัวอัยการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ร่างกฎหมายนี้ต้องการให้พนักงานมีหลักฐานให้ครบถ้วน แต่ทำไมถึงกลัวการเข้ามาของอัยการ &amp;nbsp; ทั้งที่ต้องรวบรวมทุกอย่างให้อัยการดู โดยคิดว่าที่ตำรวจกลัวที่สุดที่อัยการจะเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่างท้องที่หนึ่งมีสิ่งสิ่งผิดกฎหมายมาก เช่น หวยใต้ดิน ยาเสพติด อาวุธ โสเภณี มันจะต้องจ่ายเพื่อละเว้นคดี เมื่อเกิดคดีต้องลบพยานหลักฐานและบิดเบือนคดีได้ เพราะหากทำไม่ได้จะจ่ายเงินทำไม เงินก็จะหายไปจากระบบ ท้องที่นั้นก็จะไร้ราคา เมื่อไร้ราคาก็ไม่มีเงินซื้อตำแหน่ง ผลที่ตามมาก็จะได้คนดีเก่งๆ เข้ามาทำงาน เห็นไหมว่ากระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสจะแก้ปัญหาประเทศชาติได้หลายๆ อย่าง ยกตัวอย่างการรักษาผู้ป่วยให้พยาบาลทำทุกอย่าง โดยหมอไม่มาดูและฟังรายงาน แต่พยาบาลอยากถามว่าคนไข้จะตายครับ แต่หากทุกคนลงมาดูก็จะช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาไปพร้อมกัน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายน้ำแท้กล่าวต่อว่า ขณะที่ตำรวจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไร เพราะอาจไปรับผลประโยชน์มา แต่ผู้มีความรับผิดชอบคืออัยการ อยากถามว่าจะให้ตำรวจมีอำนาจมาแย้งอัยการทำไม เพราะหัวใจของการสอบสวนคือวันแรกๆ หากเห็นหลายๆ คนก็จะช่วยกันพิสูจน์หลักฐาน เช่น คดีฆ่าเสื้อดำ บอกว่าไม่มี DNA แต่ป่าไม้บอกมีเพราะมีหน่วยงานเก็บหลักฐาน นี่คืองานถ่วงดุล และทำให้คนหน้าหงายกลับไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ให้ตำรวจมีความอิสระอย่างเดียวไม่ได้ เละเทะแน่นอน เพราะนอกจากอิสระแล้วต้องยุติธรรม และตรวจสอบได้ ในร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ม.14 ผิดหลักสากล เพราะจะแจ้งอัยการเข้ามาได้ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หากต้องการช่วยใครก็ไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา ถือว่าเป็นการจะช่วยใครก็ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด&amp;quot; นายน้ำแท้กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปราโมทย์คริษฐ ธรรมคุณากร ประธานคณะทำงานกระบวนการยุติธรรม ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนจะโปร่งใสต้องมีการบันทึกภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ว่ามีการสอบปากคำหรือให้การอย่างไรเพื่อไว้ส่งให้ศาลดูได้ และมีทนายความร่วมฟังการสอบสวนด้วย การที่ผู้ถูกกล่าวหากลายเป็นแพะจะเริ่มต้นตั้งแต่การจับกุม &amp;nbsp;กระบวนการสอบสวนของตำรวจจึงถือว่าสำคัญที่สุด การจะปฏิรูปต้องเริ่มต้นจากต้นน้ำ และในกรณีการสอบสวนและสอบปากคำที่ไม่สุจริตต้องมีบทลงโทษพนักงานสอบสวนด้วย สำหรับเรื่องการโอนหน่วยงานตำรวจ เช่นการโอนจราจรให้ กทม.หรือเมืองใหญ่ๆ ภายใน 1 ปีก็ควรโอนได้แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15333</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำแท้ มีบุญสล้าง, ปราโมทย์คริษฐ ธรรมคุณากร, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180813/image_big_5b7193bda67fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประณามตร.จับผู้ถูกกล่าวหาโดยมิชอบเสนอให้อัยการเห็นชอบออกหมายเรียก-หมายจับ    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มิ.ย.61- เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ประกอบวิชาชีพเป็นทนายความ ที่อยู่ระหว่างการพาลูกความไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ว่า เป็นการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ พร้อมกับเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี กำชับและควบคุมการปฏิบัติของตำรวจ มิให้เลือกปฏิบัติต่อประชาชนในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับโดยไม่มีความจำเป็นและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และให้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับของตำรวจทุกคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับยกตัวอย่างว่าหลายคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนีแต่ตำรวจเสนออกหมายจับโดยอ้างเพียงว่าสามารถทำได้เป็นคดีที่มีโทษจำคุกเกินสามปี ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ขัดรัฐธรรมนูญและป.วิอาญา และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่กลับเลือกปฏิบัติในคดีที่โทษจำคุกสูงเกินสามปีกับตำรวจบางนายโดยไม่มีการเสนอศาลออกหมายจับแม้กระทั่งออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่ 11/ 2561
&amp;nbsp;
เรื่อง&amp;nbsp; ประณามการกระทำของตำรวจที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ&amp;nbsp; และขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับ
&amp;nbsp;
เนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์การดำเนินคดีอาญาที่นำไปสู่การเสนอศาลออกหมายจับบุคคลหลายกรณี ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 28 อยู่เสมอๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร และครูปรีชา ใคร่ครวญ ในกรณีการสอบสวนคดีหวย 30 ล้าน โดยกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ การจับกุมตัวนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที พิธีกรช่องนิวส์วัน ข้อหาหมิ่นประมาทและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ&amp;nbsp; โดยอ้างว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีพฤติการณ์หลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกหมายจับและใช้กำลังตำรวจล้อมบ้านจับตัว พ.ต.ท.สันธนะ&amp;nbsp; ประยูรรัตน์&amp;nbsp; โดยกล่าวหาว่าร่วมกันกรรโชกทรัพย์&amp;nbsp; การออกหมายจับและจับตัวอดีตพระพุทธะอิสระ โดยตำรวจพังกุฏิเข้าไปจับขณะนอนหลับ รวมทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในช่วงที่ผ่านมา และกรณีล่าสุดคือการออกหมายจับ แล้วจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ โดยการใช้กำลังบังคับกดคอลงกับพื้นบนสถานีตำรวจ ขณะพาผู้เสียหายไปใช้สิทธิตามกฎหมายในการแจ้งความร้องทุกข์
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคดีจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นที่ทราบกันดีว่า&amp;nbsp; บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี&amp;nbsp; ทุกคนยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ&amp;nbsp; ซ้ำส่วนใหญ่ยังพร้อมจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้รัฐพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอีกด้วย&amp;nbsp; แต่ตำรวจกลับไม่ยอมรับรู้ถึงการพร้อมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว&amp;nbsp; และได้เสนอศาลออกหมายจับ&amp;nbsp; โดยอ้างเพียงว่าสามารถกระทำได้&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษจำคุกเกินสามปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา&amp;nbsp; 66 (1) ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกก่อนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;
ในขณะเดียวกันหลายคดีที่มีโทษจำคุกสูงเกินสามปี แต่ตำรวจก็ไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ เช่น คดีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีโทษจำคุกถึงสิบปี&amp;nbsp; คดีอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ฉ้อโกงประชาชน (ตำรวจ 192 นาย) และอีกหลายคดีที่ตำรวจไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ หรือแม้กระทั่งออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp; แต่กลับใช้วิธีแจ้งให้มารับทราบข้อหาและไม่ต้องมีการประกันตัวเหมือนประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบัญญัติมาตรา 66 (1) นี้ได้กลายเป็นจุดอ่อนให้ตำรวจสามารถเลือกปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม โดยใช้เป็นเหตุในการเสนอศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้ง่าย&amp;nbsp; แม้กระทั่งบางคดีบุคคลนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเลย&amp;nbsp; และไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าได้มีใครไปกล่าวหาตนในเรื่องอะไรที่ใด ศาลได้ออกหมายจับตนแต่เมื่อใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อศาลออกหมายจับแล้ว&amp;nbsp; ตำรวจก็สามารถนำไปใช้จับผู้ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการต่างๆ บางกรณีก็เป็นการแกล้งให้บุคคลเดือดร้อนได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าไปจับในบ้านพักอาศัยโดยแจ้งให้สื่อไปทำข่าว&amp;nbsp; การจับในสาธารณสถาน หรือสถานศึกษาต่อหน้านักเรียน เช่น กรณี ครูปรีชา ใคร่ครวญ หรือแม้กระทั่งสัญจรอยู่ตามทางสาธารณะยามวิกาล ควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจที่เสนอศาลออกหมาย ซึ่งอาจเป็นต่างจังหวัดที่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง&amp;nbsp; สร้างความเดือดร้อนหวาดกลัวให้เกิดกับประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างยิ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในที่สุดผู้ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่&amp;nbsp; แต่ไม่ได้เป็นไปตามตัวบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp; 29 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้สันนิษฐานว่า&amp;nbsp; ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด&amp;nbsp; และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด&amp;nbsp; จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น&amp;nbsp; ในการจับ&amp;nbsp; ตำรวจก็มักไม่ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 83 ในเรื่องการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ถูกกล่าวหาในการแจ้งให้ญาติพี่น้องทราบถึงการถูกจับทันทีอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&amp;nbsp; วิธีการควบคุมตัวที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสาม และ&amp;nbsp; ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86&amp;nbsp; บัญญัติว่า &amp;ldquo;ให้กระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนีเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลายกรณีกลับมีการใช้กำลังบังคับ และใช้เครื่องพันธนาการ ทั้งที่ผู้ถูกจับไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด&amp;nbsp; ก่อให้เกิดความเสียหาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้นานาชาติมองว่า ไทยเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอเรียกร้องมายัง พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดผู้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 1. สั่งกำชับและควบคุมการปฏิบัติของตำรวจ มิให้เลือกปฏิบัติต่อประชาชนในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับโดยไม่มีความจำเป็นและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน&amp;nbsp; รวมทั้งวิธีการจับในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอาญาของประเทศให้มีมาตรฐานสากล ด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจสอบพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกผู้ต้องหา และเสนอศาลออกหมายจับของตำรวจทุกคดี เช่นเดียวกับการปฏิบัติในนานาอารยประเทศทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch
&amp;nbsp;21 มิถุนายน 2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11838</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police  Watch, ครูจอมทรัพย์, ครูปรีชา, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที, พ.ต.ท.สันธนะ  ประยูรรัตน์, พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ, พระพุทธะอิสระ, สภาทนายความ, สุกิจ พูนศรีเกษม, หมายจับ, หมายเรียก, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b61f9603d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Police Watch จี้&#039;มีชัย&#039;ยกเลิกลงโทษวินัยตำรวจแบบทหารชี้เป็นเหตุให้ตร.กลัวนาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13&amp;nbsp;มิ.ย.61 - เมื่อเวลา 16.00น.ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ &amp;nbsp;(คป.ตร.)หรือ Police Watch &amp;nbsp;ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ผ่านผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ&amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจดหมายเปิดผนึกมีเนื้อหาสรุปว่า องค์กรตำรวจไทยถูกกำหนดให้มีชั้นยศและวินัยแบบทหาร แม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวน&amp;nbsp;ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนเช่นเดียวกับทหารได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริงหรือต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ / Police Watch&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ คป.ตร. &amp;nbsp;020/2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13 มิถุนายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด
เรียน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ซึ่งติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการมาโดยตลอด เห็นว่า แนวทางปฏิรูปที่แถลงต่อสื่อมวลชนดูจะมีความคืบหน้าเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ดียิ่ง โดยเฉพาะการจะแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ โดยแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจฝ่ายป้องกันอาชญากรรมโดยให้ &amp;ldquo;หัวหน้างานสอบสวน&amp;rdquo; เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแทนหัวหน้าสถานีตำรวจ การแต่งตั้งโยกย้ายจะสามารถกระทำได้เมื่อหัวหน้างานสอบสวนเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้ระบบงานสอบสวนมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรตำรวจไทยได้ถูกกำหนดให้มีชั้นยศและระบบวินัยแบบทหารแม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวนในปัจจุบัน ยังเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ตำรวจทุกฝ่ายโดยเฉพาะ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; ไม่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เนื่องจากระบบวินัยแบบทหารที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติมาตรา 78 (3) &amp;ldquo;ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึง &amp;ldquo;ผู้มียศต่ำต้องทำความเคารพผู้มียศสูงกว่า&amp;rdquo; รวมถึงใน (12) &amp;ldquo;ไม่ใช้กริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร&amp;rdquo; และ (15) &amp;ldquo;ไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำที่เป็นเหตุให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ&amp;rdquo; ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนตั้งแต่ &amp;ldquo;ภาคทัณฑ์&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทัณฑกรรม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักยาม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักขัง&amp;rdquo; เช่นเดียวกับทหารตามมาตรา 82 ได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่งต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองดังที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ เพื่อจะได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมเป็นการปฏิรูประบบงานสอบสวนให้มีความเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการเรียกตำแหน่งหัวหน้าหน่วยทหารผู้ทำหน้าที่บัญชาการหรือบังคับการรบ ขัดต่อลักษณะงานสอบสวนและภาพลักษณ์ของเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ควรกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดมีฐานะเป็น &amp;ldquo;ราชการส่วนภูมิภาค&amp;rdquo; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับเมื่อผ่านความเห็นชอบของ &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; (กต.ตร.จังหวัด) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในปัจจุบัน ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; มีตัวแทนภาคประชาชน และวิชาการ เช่น อธิการบดี หรือผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา สื่อมวลชนในจังหวัด ตัวแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ เพิ่มบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของตำรวจในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถกระทำได้ง่ายด้วยการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ตช.) เกี่ยวกับองค์ประกอบ และกำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ผลการดำเนินการเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบด้วย เพื่อจะได้แจ้งให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขอแสดงความนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสมศรี หาญอนันทสุข
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ: แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 20เม.ย.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11312</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, กักยาม, นางสมศรี หาญอนันทสุข, นายมีชัย ฤชุพันธุ์, ปฏิรูปตำรวจ, ปฏิรูปตำรวจชุดมีชัย, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ, พนักงานสอบสวน, ภาคทัณฑ์, ราชการส่วนภูมิภาค, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9efb4db0d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
