<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงเสวนาแด่นักสู้ที่จากไปฯแนะรัฐต้องจริงใจไม่ปล่อยคนผิดลอยนวล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ย.63-ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ (PPM) จัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;แด่นักสู้ผู้จากไป ประชาธิปไตยแบบไหน ที่จะไม่ลอยนวลพ้นผิด&amp;rdquo; โดยนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า การที่เราต้องลุกขึ้นมาเหมือนกับการพันธนาการที่ไม่กล้ามองอนาคต การก้าวพ้นภาระเพื่อออกมาลุกขึ้นยืนปกป้องคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมามีคนสูญหายมากมาย แต่ประเทศไทยไม่มีการบังคับคดีเรื่องการสูญหาย และการค้นหาความจริง ที่ผ่านมาชาวบ้านทำได้เพียงแค่สร้างอนุสาวรีย์เพื่อเตือนใจ และประจานรัฐบาล การสูญหายไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายนั้นหายไปแล้ว ทั้งนี้ ตนไม่เชื่อมั่นว่าภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจะสามารถออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ เพราะสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) พยายามแสดงความจริงใจผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองผู้สูญหาย แต่เมื่อเช้าสนช.กลับล่าช้า และมีการหยิบร่างกฎหมายนี้ออกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคนา กล่าวว่า การบังคับสูญหายต้องเป็นกฎหมายที่ไม่หมดอายุความ แต่ที่ผ่านมาการออกกฎหมายมาก็เพื่อคุ้มครองผู้กระทำความผิด เอื้อต่อการงดเว้นโทษ ทำให้ผู้กระทำผิดยังคงเกิดขึ้น กฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนี้ต้องให้ญาติ และเหยื่อจำเป็นต้องมีส่วนร่วม และรัฐบาลต้องรับฟัง เมื่อคนกระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่ง่ายเลยในการดำเนินคดี และไม่มีการคุ้มครองพยานแต่กลับมีการคุกคาม เราจะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หรือ ไม่ว่ารัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลประชาธิปไตยล้วนแต่มีการละเมิดสิทธิ แต่กลไกรัฐบาลประชาธิปไตยการตรวจสอบจะเข้มแข็งกว่า ใครจะด่ารัฐบาลหรือด่านายกฯ ทางนายกฯต้องรับฟังไม่ใช่ออกมาโต้ตอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในขณะนี้มีกระบวนการลดทอนความน่าเชื่อถือคนที่ท้าทายอำนาจรัฐ ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี เป็นทนายโจร เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ล้มล้างสถาบัน ต่อต้ายการพัฒนา หากคนเหล่านี้ถูกทำให้สูญหายก็จะไม่มีใครออกมาปกป้อง เพราะสังคมเชื่อว่าเป็นคนไม่ดี ไปถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่าใครบ้างคือนักปกป้องสิทธิฯ เพราะกระทรวงยุติธรรมยังเถียงไม่จบว่าคนนี้สีดำ คนนี้สีเทา และคนนี้สีขาว รัฐบาลกลับไม่รู้ สิ่งที่รัฐบาลพยายามแก้ไขคือทำตัวเลขผู้สูญหายน้อยลง แต่ไม่ทำให้ความจริงเปิดเผยและนำคนผิดมาลงโทษ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 60 นายกฯตั้งกรรมการปกป้องสิทธิฯ ถามว่าทำอะไรบ้างจนหมดวาระและตั้งชุดใหม่ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเราจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่การเมืองเป็นแบบนี้ เราต้องทำหน้าที่ของเรา เพราะเราคือพยานการละเมิดสิทธิฯที่เกิดขึ้น เพื่อมอบสังคมให้คนรุ่นใหม่ที่พูดได้โดยไม่กลัว และรัฐต้องดูแลทุกคนให้มีความปลอดภัยเท่ากัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ แกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอก กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหาเรื่องความเท่าเทียมกัน กลุ่มคนรุ่นใหม่จึงออกมาเรียกร้องว่าคนต้องเท่าเทียมกันผ่านการเคลื่อนไหวต่างๆ โดยการเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน หรือการจัดงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันที่เกิดความจำเป็น ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่ไม่ได้รับสิทธิต่างๆ แถมบางคนยังถูกทำร้าย และสูญหาย ทั้งนี้ พวกเราต้องการเรียกร้องการพูดคุยและประชาธิปไตย เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ แตกต่างจากผู้มีอำนาจที่ออกมาพูดว่าอยากให้มีการประนีประนอมแต่ความอยุติธรรม และสิทธิทนุษยชนประนีประนอมไม่ได้ ดังนั้นข้อเรียกร้องของเยาวชนคนรุ่นใหม่จึงถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ว่าเราจะทำอะไร ทุกอย่างคือการเมือง ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เด็กเรียกร้องเคลื่อนไหวเพื่อให้การเมืองดีขึ้น เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ สิทธิการเข้าถึง การขนส่ง การเดินทางสาธารณะ แต่รัฐกลับปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะนำรถเมล์มาสกัดกั้นทดแทนกำลังเจ้าหน้าที่รัฐ มีเจ้าหน้าที่มาเช็คประวัติข้อมูลนักศึกษา เราต้องการสร้างสังคมที่พูดคุยกันได้ และพื้นที่ปลอดภัย เราต้องเติบโตไปในอนาคต ตอนนี้สังคมยังบิดเบี้ยวไม่หยุด ข้อเรียกร้องเราต้องเกิดผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สายธารการเปลี่ยนแปลงกำลังไหลเข้ามาที่ผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในอนาคตเราอยากเห็นประเทศไปได้ไกลกว่านี้ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายและรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และคุณูปการของบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับการพูดถึงหรือถูกยกย่อง เป็นเพราะเราเพิกเฉยกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำๆ หลายกรณีที่ผู้กระทำผิดไม่เคยถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นด้านกลับของสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งบอกได้ว่าประชาชนไม่ได้มีความหมายไร้ค่าในสายตาชนชั้นนำ ประชาชนจึงไม่ได้รับการปกป้อง ตนจึงเสนอสิ่งที่ต้องทำ 3 &amp;nbsp;ประเด็น คือ 1.ต่อสู้เชิงประเด็นให้เป็นวาระเชิงสังคมมากขึ้น 2.ต่อสู้เชิงระบบ ซึ่งการต่อสู้เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เจ้าของทรัพยากรอย่างแท้จริง เป็นเรื่องจำเป็น โดยที่ทุกส่วนต้องเกี่ยวโยงกัน ไม่ว่าการมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ต้องเป็นของประชาชน การปฏิรูประบบราชการ กระบวนการยุติธรรม รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้คนมีความมั่นคงในชีวิต และ3.ต่อสู้เชิงวัฒนธรรม ที่ต้องปลูกฝังค่านิยมพลเมืองร่วมกันว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องสกปรก แต่เป็นเรื่องของเราทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การสร้างวาทกรรมการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เพื่อให้คนไม่สนใจการเมือง เมื่อคนไม่สนใจการเมืองอำนาจก็เป็นของผู้มีอำนาจ ซึ่งคอยสร้างคำพูดว่าให้มีชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อที่ตัวเองจะรักษาโครงสร้างอำนาจ ทั้งนี้ การต่อสู้เชิงวัฒนธรรมทำได้ทุกที่ อย่าให้วัฒนธรรมอนุรักษ์นิยม อำนาจนิยม คืบเข้ามาอีก เราจึงต้องช่วยกันทุกมิติ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83902</URL_LINK>
                <HASHTAG>เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, เสวนาหัวข้อ “แด่นักสู้ผู้จากไป ประชาธิปไตยแบบไหน ที่จะไม่ลอยนวลพ้นผิด”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201115/image_big_5fb0e6f81bb72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2020 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2020 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดเมืองแต่ไม่ปิดเหมือง!ชาวบ้านบุกโรงพักแจ้งเอาผิดตำรวจสภ.หัวทะเลหลังใช้อำนาจคุกคามเหตุแถลงล็อกดาวน์เหมืองแร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.63- กลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ประมาณ 20 คน ได้เดินทาง ไปที่สถานีตำรวจภูธรหัวทะเล เพื่อแจ้งความเอาผิดกรณีการที่ตำรวจ สภ.หัวทะเล จำนวน 7 นาย มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ทีผ่านมา สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 63 ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ &amp;lsquo;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;rsquo; เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและหยุดกระบวนการพิจารณาในการอนุมัติ/อนุญาต รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมในการสำรวจและการทำเหมืองแร่ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังต้องต่อสู้ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปหาชาวบ้านหนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ถึงทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำเกษตรกรรมอยู่ โดยมีตำรวจ 7 นาย เดินทางมาด้วยรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถตู้ตำรวจ รถตำรวจตราโล่และรถกระบะ isuzu สีขาว ซึ่งแต่งตัวเต็มยศ 5 นาย และนอกเครื่องแบบอีก 2 นาย ซึ่ง ด.ต.ธาร พุบขุนทด และพวก ได้เข้าไปหาชาวบ้านและพยายามบังคับข่มขู่ให้ชาวบ้านไป สภ.หัวทะเล ทั้งๆ ที่ไม่มีแสดงหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ก่อนแต่อย่างใด ทั้งยังมีการแย่งยึดโทรศัพท์จากชาวบ้านและทำการตรวจสอบคัดลอกข้อมูลจากโทรศัพท์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีการแจ้งหมายจากศาลให้ดำเนินการได้นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ชาวบ้านคนดังกล่าวเกิดความหวาดกลัวและหวั่นเกรงต่อความปลอดภัยในชีวิต จนต้องฝืนใจเดินทางไปกับตำรวจทั้ง 7 นายดังกล่าว ซึ่งระหว่างการเดินทางชาวบ้านก็ไม่ทราบเลยว่าจะนำตัวตนเองไปที่ สภ.หัวทะเล จริงหรือไม่เพราะไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ จากตำรวจ จนกระทั่งมาถึง สภ.หัวทะเล ตำรวจได้นำตัวชาวบ้านไปไว้ที่ สภ. หลังเก่าโดยยังไม่ได้ทำการสอบสวนใดๆ และมีการข่มขู่ชาวบ้านว่า ถ้าไม่พาชาวบ้านคนอื่นมาสอบสวนด้วย ตนเองจะติดคุกเพียงคนเดียว ใครก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ และบังคับให้พาไปหาชาวบ้านที่ร่วมแถลงการณ์คนอื่นๆ เพิ่มเติม จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่า 2 ชั่วโมง ชาวบ้านคนดังกล่าวได้ร้องขอตำรวจให้คืนโทรศัทพ์ให้ จึงสามารถติดต่อไปทางญาติพี่น้องและสมาชิกกลุ่มฯ คนอื่นๆ ให้มาช่วยเหลือได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 13.30 น. เมื่อชาวบ้านได้เดินทางไปถึง สภ.หัวทะเล ก็มีตำรวจออกมาต้อนรับและเข้ามาพูดคุยกับชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยได้สอบถามว่า &amp;ldquo;ชาวบ้านมาทำอะไรกัน&amp;rdquo; โดยทางชาวบ้านได้แจ้งว่ามาแจ้งความดำเนินคดีตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีการข่มขู่คุกคามประชาชน จากนั้นชาวบ้านได้เดินเข้าไปพบ ร.ต.อ.โยธิน เดือนกลาง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนร้อยเวร สภ.หัวทะเล ในขณะนั้น เพื่อขอแจ้งความในกรณีดังกล่าวซึ่งในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังขอแจ้งความอยู่นั้น พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ สารวัตรใหญ่ สภ.หัวทะเล ได้เดินเข้ามาหาชาวบ้านและยกมือไหว้พยายามขอโทษแทนลูกน้องที่ได้กระทำการอุกอาจต่อชาวบ้านแบบนั้น และตนเองได้กำชับลูกน้องไปแล้วว่าไม่ให้กระทำการแบบนี้อีกต่อไป และกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากที่ตรวจสอบดูคลิปก็ดูว่าชาวบ้านไม่มีความผิดอะไร และขอโทษแทนลูกน้องอีกครั้งด้วยที่กระทำการดังกล่าวไป และถ้าชาวบ้านต้องการอะไรหรือให้ทำอะไรก็ยอม พร้อมทั้งย้ำว่า ไม่มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลังให้ทำแน่นอนและเป็นการทำไปตามหน้าที่ โดยตนเองจะรายงานกลับไปยังต้นสังกัดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทางชาวบ้านได้ยืนยันที่จะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้และอาจจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีกต่อชาวบ้านคนอื่นๆ จึงยืนยันที่จะขอแจ้งความเอาไว้ก่อน โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่าการทำกิจกรรมเป็นเพียงการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกต่อโครงการสำรวจและการทำเหมืองแร่ที่มีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน และเป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน รวมทั้งชาวบ้านคนดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของตำรวจด้วย ซึ่งชาวบ้านที่ถูกบังคับพาตัวมาเกิดความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล ต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งกังวลต่อความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และสูญเสียอิสรภาพจากการพาตัวมาโดยไม่รู้อะไรเลย นอกจากนี้สิ่งที่เสียหายที่สุด คือ ชื่อเสียงที่เรียกคืนมาไม่ได้ โดยการกระทำของตำรวจเปรียบเสมือนตนเองเป็นผู้ก่อการร้ายหรือทำผิดคดีอาชญากรรมร้ายแรง แต่ทว่าตนเองแค่อยากแสดงออกเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพราะเหมืองและโรงไฟฟ้ามันมีผลกระทบต่อชีวิตและชุมชน เรามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งได้ยืนยันจะขอแจ้งความดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ ได้พยายามเข้ามาพูดคุยขอไกล่เกลี่ยและขอให้อย่าเพิ่งแจ้งความใดๆ และกล่าวว่า อยากให้เรื่องมันจบ เพราะตนเองก็โดนตำนิมาไม่น้อย และได้กำชับลูกน้องให้แล้ว แต่ทางชาวบ้านยังคงยืนยันจะขอแจ้งความเช่นเดิม จนกระทั่ง พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ จึงสั่งให้ ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ตำรวจร้อยเวรรับแจ้งความให้กับชาวบ้าน โดยเวลาประมาณ 14.00 น. ร.ต.ต.ชัยมงคล นิลประทีปปรีชา หรือ ดาบใหญ่ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อหาชาวบ้านที่มา สภ.หัวทะเล และจะขอพูดคุยกับชาวบ้านเป็นการส่วนตัว โดยพยายามสอบถามถึงแกนนำชาวบ้านและถามว่าใครเป็นคนพามาแจ้งความ และพยายามขอคุยเจรจากับชาวบ้าน โดยชาวบ้านได้กล่าวว่า เราไม่มีใครเป็นแกนนำ เราเป็นชาวบ้านที่เดือดร้อนจากเหมืองแร่โปแตชและโรงไฟฟ้า เป็นผู้ได้รับผลกระทบ กลุ่มคือประชาชนทุกคน โดยตลอดเวลาที่ชาวบ้านกำลังให้การกับพนักงานสอบสวน พ.ต.ท.มงคล แก้วโพธิ์ได้พยายามเข้ามาขอโทษและขอไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านอยู่ตลอด แต่ชาวบ้านก็ยังคงยืนยันคำเดิมที่จะไม่ไกล่เกลี่ยเพราะสิ่งที่ทำมันเกินกว่าเหตุและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีตำรวจนายหนึ่งโทรศัพท์หาชาวบ้านสมาชิกกลุ่มฯ ที่ไม่ได้เดินทางมา สภ.หัวทะเล ด้วย และพยายามกล่าวว่า อยากจะขอไกล่เกลี่ยกับทางชาวบ้าน เพราะไม่อยากให้มันเป็นคดีความ โดยชาวบ้านได้ยืนยันว่า การมาแจ้งความในครั้งนี้เป็นมติของกลุ่มฯ เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม จากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่มีการข่มขู่คุกคามประชาชน เวลาประมาณ 16.00 น. ชาวบ้านที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์ด้วย ได้พยายามเข้าไปสอบถามการแจ้งความและการลงบันทึกประจำวันดังกล่าวกับทางตำรวจ เพราะเวลาได้ล่วงเลยไปมากแล้ว และเกิดความสงสัยกันว่า ทำไมการดำเนินการถึงล่าช้าขนาดนี้ เหมือนเป็นการถ่วงเวลาให้ใช้เวลานานกว่าปกติเกินไป จนกระทั่งเวลา 17.12 น. ตำรวจร้อยเวรได้ทำบันทึกคำให้การผู้กล่าวหาแล้วเสร็จ และได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยทางชาวบ้านได้ขอบันทึกประจำวันที่ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ไว้ แต่ทาง ร.ต.ท สุพจน์ เพียงกระโทก ได้อ้างว่า ไม่สามารถให้ได้ โดยได้มีการโต้เถียงกันกับชาวบ้านเล็กน้อย ซึ่งชาวบ้านกล่าวว่า บันทึกประจำวันสามารถให้ได้ เป็นระเบียบตำรวจที่ต้องให้ และเมื่อวานนี้ที่ชาวบ้านได้มาลงบันทึกประจำวันก็ได้รับเอกสารบันทึกประจำวันด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นว่าจะให้ไม่ได้แต่อย่างใด และเวลาประมาณ 17.50 น. ชาวบ้านจึงได้รับเอกสารบันทึกประจำวันจากทางตำรวจร้อยเวร ซึ่งหลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้เดินทางกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภายหลังสถานการณ์ดังกล่าวพรรคสามัญชน ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 โดยระบุว่า การให้สัมปทานเหมืองแร่ถือว่าเป็นการพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่คุณค่าหลักของมันในยุคสมัยนี้ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น รัฐและบริษัทต้องทบทวนอยู่เสมอว่าการพัฒนาใด ๆ ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็สมควรที่จะต้องชะลอ ยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปรกติเพื่อทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ เพื่อสร้างสมดุลในการพัฒนา ไม่ใช่เอาเปรียบประชาชนมากเกินไปด้วยการให้ประชาชนหยุดการเคลื่อนไหวแต่ไม่บอกให้ตัวรัฐเองและบริษัทหยุดการพัฒนาใด ๆ เอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้นเอง สิ่งที่พี่น้องประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์กระทำจึงเป็นสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรม เพื่อจะเตือนสติรัฐ ให้เป็นรัฐที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน แต่สิ่งที่ กอ.รมน.จังหวัดชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.หัวทะเล กระทำ กลับเป็นการใช้อำนาจแบบโง่ ๆ ที่เกินไปกว่าการควบคุมโรคโควิด -19 จึงขอประณามการกระทำของ กอ.รมน. จังหวัดชัยภูมิ และตำรวจ สภ.หัวทะเล ภายใต้รัฐบาลประยุทธ ที่ทำการข่มขู่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวรณรงค์ &amp;#39;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;#39;ที่การใช้อำนาจอันล้นเกินในลักษณะเดียวกันเช่นนี้เองจึงทำให้ตัวเลขผู้อดอยากทุกข์ยากเพิ่มขึ้น สวนทางตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสจากโควิด -19 ที่ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ อาทิ&amp;nbsp; กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด กรณีเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย, กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กรณีการทำเหมืองหินปูน จ.หนองบัวลำภู, กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย จ.มุกดาหาร, กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส กรณีขุดเจาะสำรวจแร่โพแทชตามอาชญาบัตรพิเศษเพื่อขอสำรวจแร่โพแทช จ.สกลนคร, กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ กรณีการทำเหมืองแร่โปแตชและขออนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่ออุตสาหกรรมแร่โพแทช จ.ชัยภูมิ และกลุ่มรักษ์บ้านแหง กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหิน จ.ลำปาง&amp;nbsp; ได้รณรงค์ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อให้ล็อคดาวน์เหมืองแร่และเรียกร้องให้หยุดสัมปทานเหมือง ในแคมเปญรณรงค์ &amp;#39;ล็อกดาวน์เหมืองแร่ หยุดฉวยโอกาสให้สัมปทานเหมือง&amp;#39; ตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.ทีผ่านมาโดยมีกลุ่มชาวบ้านแต่ละพื้นที่ร่วมกันแถลงการณ์ดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64947</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยภูมิ, พรก.ฉุกเฉิน, ล็อกดาวน์, สภ.หัวทะเล, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, เหมืองแร่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eae7e9b842eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายประชาชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ชี้ปมอุ้มขังเอ็นจีโอใต้ เหตุ&#039;คนร.&#039;เปิดอ้าซ่าแหล่งหินอุตสาหกรรมประเคนทุนเหมือง จี้ยกเลิกขอประทานบัตรบริษัทลงดาบหนักขึ้นบัญชีดำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.62 - จากกรณีเกิดเหตุความรุนแรงต่อนายเอกชัย อิสระทะ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคใต้ &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพัทลุงเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประทานบัตรที่ 1/2562 โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ของบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด ที่จัดขึ้น ณ มัสยิดอัสซอลีฮีน ม.4 ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในทันทีที่นายเอกชัยไปถึงสถานที่จัดเวทีฯก็ได้ถูกชายฉกรรจ์มากกว่าสิบคนขัดขวางไม่ให้เข้าร่วมเวทีและยึดโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ บัตรประจำตัวประชาชน และบังคับควบคุมตัวออกจากสถานที่จัดงานนำไปกักขังไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงจนกระทั่งการจัดเวทีฯเสร็จสิ้นจึงถูกปล่อยตัวออกมา &amp;nbsp;โดยทำการลบข้อมูลทุกอย่างออกจากโทรศัพท์มือถือและกล้องหน้ารถและข่มขู่ไม่ให้แจ้งความดำเนินคดีและห้ามยุ่งเกี่ยวกับการขอประทานบัตรทำเหมืองหินที่นี่อีก &amp;nbsp;หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่รับรองความปลอดภัยของนายเอกชัยและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ออกแถลงการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากนโยบายที่ผิดพลาดในยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่ โดยระบุว่า ต้นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อนายเอกชัยมีองค์ประกอบของกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในกิจการเหมืองแร่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย &amp;nbsp;กล่าวคือ &amp;nbsp;พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 หรือกฎหมายแร่ฉบับใหม่บัญญัติให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ นโยบายและแผนแม่บทในการบริหารจัดการแร่ขึ้นมาโดยพื้นที่ที่จะกําหนดให้เป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทําเหมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ &amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า &amp;nbsp;เขตโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ &amp;nbsp;เขตพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด &amp;nbsp;พื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ &amp;nbsp;หรือพื้นที่ แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม &amp;nbsp;แต่ในความเป็นจริงคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งได้จัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2564 ขึ้นมาโดยละเว้นให้พื้นที่แหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมและประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ที่ประกาศก่อนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรม (อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง) ของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว แต่ไม่สามารถประกาศได้ทันก่อนวันที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ให้เป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองทั้งหมด &amp;nbsp;ทั้ง ๆ ที่พื้นที่แหล่งหินฯตามมติ ครม. และประกาศฯดังกล่าวจำนวนมากล้วนเป็น แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมซึ่งควรถูกรื้อหรือปรับปรุงแก้ไขใหม่เพื่อยกเว้นหรือกันพื้นที่แหล่งหินฯที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมออกไปจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างตามมติ ครม. และประกาศฯดังกล่าวเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ &amp;nbsp;การจัดทำเอกสารทางยุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ของ คนร. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ด้วยจึงถือว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงต่อนายเอกชัย &amp;nbsp;เพราะคาดว่าเขาน้อยที่เป็นแหล่งหินตามคำขอประทานบัตรของบริษัทดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายเป็น แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ที่ต้องถูกกันออกจากการเป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองที่ไม่สามารถนำไปขอประทานบัตรได้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งถ้าหากการจัดทำเอกสารทางยุทธศาสตร์และแผนแม่บทฯไม่ถูกบิดเบือนแต่สอดคล้องต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ก็จะทำให้เขาน้อยที่น่าจะเข้าข่ายเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมถูกกันออกจากการเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามมาตรา 17 วรรคสี่อย่างแน่นอน &amp;nbsp;และบริษัทดังกล่าวก็จะไม่สามารถนำเขาน้อยมาดำเนินการขอประทานบัตรได้ &amp;nbsp;และเมื่อไม่สามารถนำเขาน้อยมาดำเนินการขอประทานบัตรได้ก็จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นกับเอกชัยอย่างแน่นอนตามไปด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยสาเหตุที่กล่าวมา &amp;nbsp;นอกจากรัฐจะต้องเร่งรัดจับกุมผู้กระทำผิดที่ก่อเหตุความรุนแรงด้วยการอุ้มขังนายเอกชัยมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว &amp;nbsp;เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจสุ่มเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตนายเอกชัย อิสระทะแล้ว &amp;nbsp;เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ขอเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหารอบด้าน &amp;nbsp;ดังนี้ 1. ให้ยกเลิกยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2579) และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2564 ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 และให้จัดทำขึ้นใหม่โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึงและรอบด้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยต้องยกเว้นหรือกันพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมและประกาศกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ที่ประกาศก่อนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ และที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดแหล่งหินอุตสาหกรรม (อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง) ของกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว แต่ไม่สามารถประกาศได้ทันก่อนวันที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ที่เข้าข่ายเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ที่ไม่สามารถนำไปขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองได้ออกจากเขตแหล่งเพื่อการทำเหมือง ให้ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอให้ยกเลิกเพิกถอนคำขอประทานบัตรที่ 1/2562 เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ของบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด &amp;nbsp;เนื้อที่ 67 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา &amp;nbsp;ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง &amp;nbsp;โทษฐานที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฝ่าฝืนกฎหมายแร่ฉบับใหม่และกฎหมายอื่น ๆ ที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับการจ้างวานกลุ่มบุคคลให้ก่อเหตุความรุนแรงต่อนายเอกชัย อิสระทะ 3. ให้ยกเลิกเพิกถอนเขาน้อยในเขตท้องที่ ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ที่เป็นแหล่งหินตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2562 ของบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด ออกจากการเป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีและประกาศฯดังกล่าว &amp;nbsp;เพราะเข้าข่ายเป็น แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม&amp;rsquo;ที่ไม่สามารถนำไปขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ให้การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพัทลุงเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประทานบัตรที่ 1/2560 โครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ของบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด ที่จัดขึ้น ณ มัสยิดอัสซอลีฮีน ม.4 ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เป็นโมฆะ &amp;nbsp;เนื่องจากไม่เป็นไปตามแนวทางการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายแร่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ &amp;nbsp;เพราะมีการขัดขวางไม่ให้คนเห็นต่างเข้าร่วมเวที &amp;nbsp;และเห็นได้ชัดว่าการจัดเวทีไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ &amp;nbsp;ทำให้ผู้มีส่วนได้เสียไม่มีโอกาสได้ร่วมเวที &amp;nbsp;ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ให้ทำการลงโทษและเพิกถอนบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด ออกจากการเป็นบริษัท &amp;nbsp;หรือห้ามไม่ให้บริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด (หรือบริษัทแปลงโฉมมาในชื่ออื่นแต่เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการจากบริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด) ดำเนินกิจการการขออาชญาบัตรเพื่อขอสำรวจแร่และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ใด ๆ อีกในอาณาเขตประเทศไทย &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับการจ้างวานกลุ่มบุคคลให้ก่อเหตุความรุนแรงต่อนายเอกชัย อิสระทะ &amp;nbsp;.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายแร่60, กป.อพช.ใต้, คนร., นโยบายยุทธศาสตร์แร่20ปี, บริษัทสิงห์ศิลาทอง จำกัด, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, เอกชัย อิสระทะ, เอ็นจีโอใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53e6e0b2206.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
