<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จบแล้ว!ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกจากสารบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค. 2563 - &amp;nbsp;ที่ศาลแพ่ง นายนิมิตร์ เทียนอุดม ในฐานะเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (People GO Network) พร้อมคณะ เดินทางมาฟังคำสั่งศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำ พ.3454/2563 กรณีเครือข่าย People GO Network นำโดยนายนิมิตร์, น.ส.แสงสิริ ตรีมรรคา, นายณัฐวุฒิ อุปปะ, นายวศิน พงษ์เก่า และนายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็นโจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศตามมาตรา 5 และข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนที่โจทก์ทั้งห้าจะยื่นคำฟ้อง มีเหตุโรคไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดเกือบทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย จำเลยจึงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และประกาศขยายระยะเวลาอีก ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2563 และออกข้อกำหนดห้ามชุมนุม ซึ่งเป็นข้อกำหนดตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของโจทก์ทั้งห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่ต้องเพิกถอนประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 3) ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และข้อกำหนดตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ยื่นคำฟ้อง จำเลยออกประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 4) ฉบับลงวันที่ 28 ก.ค.2563 ซึ่งมีผลบังคับระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.2563 และจำเลยประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยข้อกำหนดล่าสุด ระบุว่า &amp;quot;ข้อ 1. การจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม การจัดให้มีกิจกรรมรวมกลุ่มหรือการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อการชุมนุมใดๆ ย่อมกระทำได้ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม จัดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนดด้วย&amp;quot; เห็นได้ชัดว่า ข้อกำหนดใหม่ดังกล่าวแตกต่างและเป็นการผ่อนคลายจากข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวข้อที่ 5 ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าว อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขณะนี้โจทก์ทั้งห้าจึงมีเสรีภาพในการชุมนุมภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ถึงกับต้องห้ามชุมนุมทุกกรณีเช่นเดียวกับขณะยื่นคำฟ้อง จึงไม่มีเหตุที่ต้องเพิกถอนประกาศ เรื่อง ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 3) ฉบับลงวันที่ 30 มิ.ย.2563 และข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปไม่มีประโยชน์ต่อคู่ความทุกฝ่าย จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายนิมิตร์ เปิดเผยหลังฟังคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าว เนื่องจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปัจจุบันมีการแก้ไขข้อกำหนดตามมาตรา 9 ข้อ 5 จากเดิมที่ห้ามการชุมนุม เปลี่ยนแปลงเป็นไม่ห้ามการชุมนุม ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ ศาลจึงไม่ได้วินิจฉัย และจำหน่ายคดีออก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73477</URL_LINK>
                <HASHTAG>People GO Network, ชุมนุม, นิมิตร์ เทียนอุดม, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a478d86bcd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เข็น&#039;ลุงตู่&#039;หนุนบำนาญแห่งชาติ สร้างหลักประกันรายได้คนไทยยามแก่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย.62 - กลุ่มประชาชนในนาม เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ รวมตัวกันยื่นรายชื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... จำนวน 14,654 รายชื่อ ให้แก่นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา โดยมีนายแทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการของประธานรัฐสภา เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญคือการสร้างระบบบำนาญแห่งชาติเป็นหลักประกันทางรายได้สำหรับทุกคน เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน และขณะนี้ คนส่วนใหญ่ในประเทศรู้สึกไม่มั่นคง กังวลใจว่า เมื่อแก่ตัวจะกินอยู่อย่างไร จะเป็นภาระกับลูกหลานหรือไม่ ซึ่งการมีรัฐสวัสดิการ อย่างบำนาญแห่งชาติถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิมิตร์ ระบุว่า การที่ประชาชนกว่า 15,000 คนร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ สะท้อนว่า มีคนจำนวนมากที่เมื่ออายุครบ 60 ปีแล้ว ยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้อะไรเลย จะมีเพียงเงินจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินจากลูกหลานเท่านั้น ซึ่งการมีบำนาญแห่งชาติ ถือเป็นการคืนภาษี ที่รัฐเก็บไปจากประชาชนในยามที่คนเหล่านี้ยังหนุ่มสาว และได้ทำงานเสียภาษีให้กับประเทศ ดังนั้น เมื่อพวกเขาแก่ตัวลง รัฐจึงต้องจัดหลักประกันด้านรายได้นี้ให้กับพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากหลังจากนี้ คือการใช้ ดุลยพินิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต้องให้ความเห็นชอบเบื้องต้นต่อร่างกฎหมาย ว่ามองเรื่องนี้เป็นภาระ เป็นเรื่องของการเมือง เป็นประชานิยมแล้วไม่เซ็นเห็นชอบให้กับสภาเพื่อพิจารณาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น คือการแสดงออกว่า นายกฯ ไม่เชื่ออย่างเดียวกันกับประชาชน ความพยายามทั้งหมดที่คนกว่า 15,000 คนได้ร่วมกันลงรายมือชื่อมาก็จะสูญเปล่าทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวแทนเครือข่ายประชาชนฯ ระบุว่าพวกเราต้องช่วยกันสื่อสารและเฝ้ามองท่าทีนี้ของนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะกฎหมายฉบับนี้คือการเริ่มต้นสร้างหลักประกันด้านรายได้เมื่อสูงวัย และเป็นเครื่องมือลดความยากจนเรื้อรังที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49650</URL_LINK>
                <HASHTAG>บำนาญแห่งชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc27b7ab0d42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
