<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาศาลแพ่งอ่านคำพิพากษา ครอบครัวชัยภูมิ ป่าแส ร้องค่าเสียหายกองทัพบก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.63- เป็นเวลากว่า 3 ปี 7 เดือนแล้วที่ นายชัยภูมิ ป่าแส ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านรินหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่วิสามัญฆาตกรรม &amp;nbsp;ซึ่งภายหลังเกิดเหตุขึ้นครอบครัวของนายชัยภูมิ ได้เดินหน้าทวงถามความยุติธรรม ทั้งการทวงถามเรื่องกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์แต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองที่วิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากระบวนการของศาลในการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และในวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. เวลา 09.00 &amp;nbsp;น. ศาลแพ่ง จะอ่านคำพิพากษาต่อคดีดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกถึงเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย โดยระบุว่า ในฐานะเราเป็นผู้หญิงที่ดูแลครอบครัว ที่ดินและสิ่งแวดล้อม เรารู้สึกยอมไม่ได้และมิไว้ใจรัฐบาลที่กำลังใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมโดยสันติของเด็กเยาวชนและประชาชน หากรัฐบาลทำเพื่อประชาชนตามที่พร่ำบอก รัฐบาลต้องหยุดคุกคามประชาชน หยุดใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการสลายการชุมนุม ยุติการจับกุมและข่มขู่คุกคามในรูปแบบต่างๆ โดยเปลี่ยนมาเคารพและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข &amp;nbsp;ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกอย่างสันติ ต้องมีการยุบสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และหนึ่งความฝันที่ควรทำเป็นความจริงคือการปฏิรูปให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่างาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พวกเราเด็กผู้หญิงและผู้หญิงในสังคมไทยทุกรุ่นในปัจจุบัน &amp;nbsp;น่าภาคภูมิใจที่รวมกันต่อสู้ ไม่มีการแบ่งแยก &amp;nbsp;ไม่ว่าเราจะเป็นใคร &amp;nbsp;เกิดที่ไหน &amp;nbsp;เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ &amp;nbsp;หรือจะเป็นกลุ่มไหนๆก็ตาม &amp;nbsp;เรารวมตัวกันต่อสู้ &amp;nbsp;เราต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของเรา เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชน &amp;nbsp;และเราก็ต่อสู้เพื่อแม่น้ำ &amp;nbsp;ภูเขา &amp;nbsp;ทะเล &amp;nbsp;ที่ดินทำกิน &amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม และต่อสู้ร่วมกับม็อบเพื่อปลดแอกประเทศไทย &amp;nbsp;ถึงแม้เวลาของผู้หญิงจะมีไม่มากแค่ที่เราผ่านมาแล้วชูสามนิ้วก่อนไปก็ถือว่าได้ร่วมต่อสู้แล้ว &amp;nbsp;แม้ผู้หญิงบางคนมาร่วมไม่ได้เพราะไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง หรือเป็นผู้หญิงพิการ &amp;nbsp; มีลูกเล็กหรืออยู่ในคุกก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต่อสู้เพราะเรารู้ว่าในใจทุกคนร่วมต่อสู้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์ของเพื่อนเราที่ต่อสู้ ต้องเสี่ยงกับชีวิต &amp;nbsp;การถูกคุกคาม &amp;nbsp;การข่มขู่หรือถูกจับ เราขอส่งความรักความห่วงใยให้น้อง ๆหลานๆ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ๆที่ถูกคุกคามทำร้ายจากผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงแม้กระทั่งในรั้วมหาวิทยาลัยที่ควรจะปลอดภัย เราส่งความรักความห่วงใยให้ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพโดยกรงขังและแม่ๆของพวกเธอ แม้ประชาชนและผู้หญิงทุกคนจะถูกทำร้ายและคุกคามเพียงใด แต่ไม่ใครยอมแพ้ &amp;nbsp;ไม่มีใครถอย &amp;nbsp;และผู้หญิงด้วยกันก็เข้ามาช่วยหรือเป็นแรงหนุน &amp;nbsp;ช่วยส่งกำลังใจ &amp;nbsp;เราเห็นได้ชัดเจนว่าในวันนี้ไม่มีใครสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอีกต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงในไทยจากมุมมองของคนทั่วโลก &amp;nbsp;เขาประทับใจและได้รับแรงบันดาลใจ &amp;nbsp;เขาเห็นถึงความสามารถ &amp;nbsp;เห็นถึงความเข้มแข็งเพราะไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ เด็กผู้หญิงมัธยม &amp;nbsp;จนถึงผู้หญิงสูงอายุ &amp;nbsp;ก็ถูกมองเห็นถึงบทบาทที่อยู่ข้างหน้าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อความยุติธรรมทางสังคมและในขณะที่ต้องทำงานเป็นผู้ดูแลในทุกสถานการณ์ &amp;nbsp;เราขอปรบมือเสียงดังๆให้กับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงทุกคนในประเทศไทย ทั้งนี้เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ขอยืนหยัดและปกป้องเด็กนักเรียน ผู้หญิงคนรุ่นใหม่ ผู้หญิงกลุ่มต่างๆและประชาชนผู้ประท้วงอย่างสันติทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81737</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพบก, ชัยภูมิ ป่าแส, ศาลแพ่ง, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f9547233782e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯชง7ข้อยูเอ็นเขย่า&#039;รัฐไทย-ธุรกิจ&#039;สร้างหลักประกันคุ้มครองนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) และภาคีเครือข่ายอีก 53 หลากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการประชุมมีการอภิปรายในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากเวทีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส. ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมโดยรัฐ หรือหน่วยงานธุรกิจ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ดังนั้นการพิจารณาของเวทีนี้ ควรมีประเด็นสำคัญอย่างการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ของภาคธุรกิจในทุกเวทีอภิปรายด้วย โดยสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกเป็นเป้าหมายการฟ้องคดีเพื่อขัดขวางการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.ปรานม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2557 พบว่ามีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 440 คนถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยากจนในเขตเมืองที่ถูกไล่รื้อจากที่อยู่อาศัย ตามมาด้วยจำเลยที่เป็นผู้หญิงซึ่งทำงานปกป้องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนเอง โดยผู้ที่เป็นคนฟ้องคดี คือ บริษัทเหมืองแร่ บริษัทปาล์มน้ำมัน และหน่วยงานของรัฐบางแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่รัฐควรจะสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยมีท่าทีเพิกเฉยในการที่บริษัทสามารถคุกคามและข่มขู่โดยผ่านกระบวนการยุติธรรมและรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเหมืองทองคำ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด องค์กรชุมชนที่มีแกนนำเป็นผู้หญิงในจังหวัดเลยในปี 2557 ซึ่งบริษัทเหมืองทองคำและหน่วยงานรัฐ ได้ฟ้องดำเนินคดีถึง22 คดีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;น.ส.ปรานม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ามีอีกในหลายพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีกับผู้นำชุมชน ในข้อหาละเมิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการรวมตัวประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านโครงการที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ของตนเอง โดยคดีที่มักมีการฟ้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้แก่ คดีหมิ่นประมาท ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของบริษัทในการดำเนินคดีกับผู้หญิง เพราะจะส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว และรวมถึงทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว เมื่อต้องใช้เวลาต่อสู้คดี ย่อมมีเวลาน้อยลงในการทำงานดูแลครอบครัว นอกจากเป็นการแทรกแซงต่อความจำเป็นในการดูแลครอบครัวแล้ว การที่ผู้หญิงต้องออกไปต่อสู้คดีทำให้ถูกมองว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเอง กลายเป็นตราบาปอันเป็นเหตุให้มีการมองว่าผู้หญิงไม่ได้ดูแลครอบครัวของตนเองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่พบในชุมชนชนบท&amp;quot;น.ส.ปรานม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวถึงปัญหาในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลของนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคาม ว่า การพิจารณาคดีมักเกิดขึ้นที่ศาลระดับจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ถูกฟ้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลบุตร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ทำให้เกิดความเครียดและความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นการปิดปากให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯไม่สามารถแสดงความเห็นที่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา ระบุว่า &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) แต่แผนดังกล่าวกลับไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงยังคงมีชีวิตอยู่กับความกลัว ความไม่ปลอดภัย และการถูกคุกคามโดยเฉพาะการคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางโซเซียลมีเดีย (Cyber Bullying)ในขณะที่การเยียวยาเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย การขอความคุ้มครองจากรัฐมักเป็นไปโดยยากลำบาก เพราะแทนที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมักได้รับคำแนะนำให้หยุดแสดงความคิดเห็นหรือหยุดเคลื่อนไหว แผนปฏิบัติการชาติ (NAPs) ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเพียงสิ่งที่เขียนไว้ในกระดาษ แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติ&amp;quot; นางอังคณา ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ และผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ยังเกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ทำงานสนับสนุนผู้หญิงและชุมชนระดับรากหญ้า อย่างคุณอังคณาก็เป็น1ใน 22 คน รวมถึง น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน , น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล อดีตเจ้าหน้าที่ องค์กรฟอร์ทิไฟท์ ไรทส์ , น.ส.สุธารี วรรณศิริดีต นักวิจัยประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน , นางสุชาณี คลัวเทรอ ผู้สื่อข่าว , น.ส.สุธาสีนี แก้วเหล็กไหล นักสหภาพแรงงาน, น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร &amp;nbsp;อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่ถูกฟ้องร้องจากบริษัทแห่งเดียวกันนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักกฎหมายผู้นี้ ระบุว่า &amp;nbsp;คดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกระหว่าง 8-42 ปี และมีค่าปรับระหว่าง 8แสน ถึง 4.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการแชร์ทวีตให้กำลังใจแรงงานข้ามชาติ ที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิด้านแรงงานของตน การถูกดำเนินคดีเช่นนี้ เป็นการโจมตีอย่างจงใจและมียุทธศาสตร์ เมื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญถูกฟ้อง ย่อมส่งผลให้ผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ เกิดความหวาดกลัว ถือเป็นฟ้องคดีฟ้องปิดปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fority Rights &amp;nbsp;ระบุว่า ในระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 และหลังจากนี้ หน่วยงานธุรกิจย่อมมองหาแนวทางที่จะฟื้นฟูกิจการจากภาวะขาดทุน และมุ่งทำกำไรให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากสุดที่จะเน้นให้เห็นปัญหาการละเมิด หรือการคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประกันว่าหน่วยงานธุรกิจจะปฏิบัติตามหลักการและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แต่การที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อไป ย่อมส่งผลให้การทำงานที่สำคัญเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนมีความเสี่ยงอันตราย และดำเนินการได้ยากขึ้น สุดท้ายแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึกของกว่า 40 องค์กรจากเครือข่ายภาคประชาชนจากชุมชนองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและต่างประเทศและผู้ลงนามบุคคลหลายท่าน กล่าวถึงข้อเสนอว่า ขอให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG) ใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ปลอดจากการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการฟ้องคดีปิดปาก ด้วยการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ไปนี้เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้ผู้จัดประชุมถามความคืบหน้าจากรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในปี 2561 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการดำเนินคดีเพื่อขัดขวางการปกป้องสิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิทั้งหญิงและชาย 2.ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และมติที่ให้ความคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่มีสถานะเป็นเพียงกฎ ตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักในแง่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลสามารถยกฟ้องคดี หรือห้ามบุคคลเอกชนฟ้องคดีใหม่ กรณีที่เห็นว่าเป็นการฟ้องคดี &amp;ldquo;โดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการใช้บทบัญญัติตามมาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ให้เป็นผล อีกทั้งในกฎหมายไม่มีการให้นิยามคำว่า &amp;ldquo;โดยไม่สุจริต&amp;rdquo; ส่งผลให้ตกเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งจนถึงปัจจุบัน การร้องขอต่อศาลให้ใช้อำนาจตามมาตรา 161/1 ในคดีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มักถูกปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีในลักษณะที่เป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรืออื่น ๆ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการสั่งไม่ฟ้องคดีไม่ได้เป็นอำนาจเฉพาะของอัยการสูงสุด หากมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยาวนาน และไม่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมามีการให้ทรัพยากรและความช่วยเหลืออย่างเพียงพอต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ใช้อำนาจของตนได้อย่างเป็นผลและมีประสิทธิภาพหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นอกจากนี้ยังไม่มีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติ หรือข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งปรับ หรือการลงโทษหน่วยงานธุรกิจที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ฐานคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6. ความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งแม้พิสูจน์ว่าเป็นจริง แต่ไม่ได้เป็นความผิดที่สร้างอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงไม่ควรถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งมีบทลงโทษจำคุก และมีค่าปรับจำนวนมาก การลงโทษเช่นนี้ควรมาใช้เฉพาะกับอาชญากรรมร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนให้รัฐบาลไทยลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญาใด ๆ กับความผิดฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ7.เรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำงานในประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ให้ใช้ทรัพยากรและอำนาจที่มีอยู่เพื่อประกันว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที โดยเฉพาะต่อผู้หญิง และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ โดยเครือข่ายหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันให้มีการคุ้มครองหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซประเทศไทย, นางอังคณา นีละไพจิตร, มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ยูเอ็น, สกต., สิทธิมนุษยชน, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200607/image_big_5edc8ecadad7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
