<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NGOพาเหรดบี้ แก้ปัญหาชุมนุม เกรง‘มิคสัญญี’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ยกขบวนเขย่าบิ๊กตู่ลาออก เครือข่ายภาคประชาชนบี้เร่งเปิดสภาตั้งกรรมาธิการพิเศษ ก่อนประเทศเข้าสู่วิกฤติรัฐล้มเหลว ชี้พรรคร่วมรัฐบาลต้องตัดสินใจก่อนสู่ทางแยกเดินร่วมทางรัฐบาลทรราช ขณะที่เครือข่ายนักกฎหมายจี้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมไร้เงื่อนไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนิน เครือข่ายภาคประชาชนนำโดย รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม, นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา,&amp;nbsp; นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net) และนายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครป. และคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกันแถลงข่าวข้อเสนอต่อรัฐบาล รัฐสภา และพรรคการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติความขัดแย้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเมธาแถลงข้อเรียกร้อง ครป. และเครือข่ายภาคประชาชน 5 ข้อ ระบุว่า 1.เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดความคิดการสลายการชุมนุมและยุติความรุนแรง เนื่องจากการชุมนุมยังไม่ปรากฏลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุถึงขั้นที่รัฐบาลต้องตัดสินใจใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมและรัฐบาลได้ละเมิดหลักการสลายการชุมนุมและกฎการใช้กำลัง โดยขอให้รัฐบาลยกเลิกข้อกำหนดและประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงซึ่งสร้างความขัดแย้งและทำลายนิติรัฐ โดยใช้วิธีแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยสันติ และอย่าใช้ทหารเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเมธากล่าวต่อว่า 2.การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กติการะหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนสากล ขอให้ผู้ชุมนุมจัดการชุมนุมโดยสันติ และช่วยกันจัดการปัญหาเฉพาะหน้าไม่ให้เกิดการยั่วยุ การใช้ความรุนแรงและปลุกระดมความเกลียดชัง โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวปลอมจากบุคคลที่แฝงตัวเข้ามาสร้างสถานการณ์ หากเกิดเหตุความรุนแรงและสถานการณ์วิกฤติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขอให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ห้ามเจ้าหน้าที่เข้าไปใช้ความรุนแรงและบุกเข้าไปคุกคามจับกุม อันจะขยายความขัดแย้งรุนแรงต่อไปจนยากแก้ไขและเกิดเหตุจลาจลอลหม่านอันเป็นวิกฤติรัฐที่ล้มเหลว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเมธาระบุว่า 3.รัฐบาลต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากปฏิบัติการการสลายการชุมนุม ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกสั่งให้ปฏิบัติการและผลกระทบทางจิตใจ รวมถึงขอให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองและให้สิทธิ์เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;4.ทางออกจากวิกฤติความขัดแย้งคือ นายกรัฐมนตรีต้องทบทวนความผิดของตนเองที่ผ่านมาและเสียสละด้วยการลาออกเพื่อความสงบของบ้านเมือง และให้มีการเสนอเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกวุฒิสภางดออกเสียง โดยขอเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก และแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองร่วมกัน และ 5.ขอให้เปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นทางออกในวิกฤติประชาธิปไตย โดยตั้งกรรมาธิการพิเศษ และดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชนเพื่อประกาศใช้กติกาที่เป็นธรรมโดยเร็ว&amp;quot; นายเมธากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชายกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญโดยเร็วเพื่อหยิบประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ขึ้นมาพิจารณาแล้วก็ดำเนินการรับหลักการ เพื่อที่จะทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ที่อยู่ตามท้องถนนเข้าไปสู่เวทีประชุมในสภาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างมีเหตุผล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;และเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาเหตุการณ์วันที่ 16 ตุลาคม และอนาคตของพรรคการเมืองว่าจะตัดสินใจร่วมเดินไปสู่ทางแยกของรัฐบาลทรราชร่วมกัน หรือจะร่วมกันมีส่วนในการยุติความรุนแรงจากรัฐบาล เนื่องเพราะ พล.อ.ประยุทธ์คงอยู่ในแวดวงการเมืองอีกไม่นาน แต่พรรคการเมืองจะต้องอยู่ต่อไปในเส้นทางการเมืองและประชาธิปไตยอีกยาวนาน&amp;quot; นายพิชายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชายกล่าวต่อว่า ได้มีการประกาศจัดตั้งสถานที่ควบคุมตัวเพิ่มเติมขึ้นมาอีกในค่ายทหารจังหวัดชลบุรี นั่นแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะนำพาประเทศไปสู่อีกยุคหนึ่งที่เคยเรียกกันว่ายุคทมิฬภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการสังหารประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ใน 44 ปีที่ผ่านมา แต่ถึงวันนี้ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะหาทางออกเพื่อประเทศชาติ โดยการร่วมกันลดอุณหภูมิของความขัดแย้งลงให้มากที่สุด ซึ่งเป็นทางออกของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายนักกฎหมายออกแถลงการณ์ ระบุใจความว่า ตั้งแต่เริ่มประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ จนกระทั่งการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม แม้จะมีความพยายามของรัฐบาลในการให้เหตุผลหรือเชื่อมโยงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง กับเหตุการณ์รถพระที่นั่งของพระราชินีเคลื่อนผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กรณีย่อมเห็นได้ว่ารัฐบาลพยายามขยายเหตุการณ์ดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายเกินกว่าที่ปรากฏเป็นข้อเท็จจริงมาก ถึงขนาดมีการตั้งข้อหากับผู้ชุมนุมบางคนในฐาน ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และแจ้งข้อหานี้เพิ่มเติมกับผู้ชุมนุมในบริเวณดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ด้วย มาตรา 110 เป็นกฎหมายอาญาที่มีโทษรุนแรงมากถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เครือข่ายนักกฎหมายจึงขอเรียกร้อง คือ 1.ปล่อยตัวผู้ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ ทันที โดยไม่มีเงื่อนไขการปล่อยตัว 2.ถอนข้อกล่าวหาฐานประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 3.เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ อันเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครอง และเป็นหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ทำไม ทำร้าย ประเทศไทยของฉัน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,891 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง 14-17 ตุลาคม ที่ผ่านมา เมื่อสอบถามถึง คำถามที่ประชาชนอยากถาม พบว่า ส่วนใหญ่ 87.9% อยากถามว่าทำร้ายประเทศไทยของฉันทำไม ปลุกปั่นกระแสแตกแยกของคนในชาติของฉันทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร ทำไมเลือกทำตอนนี้ ในขณะที่ 12.1% ไม่อยากถาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงความเห็นต่อภาพเศรษฐกิจเกาะฮ่องกง ก่อนและหลังม็อบคนรุ่นใหม่และความขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในเกาะฮ่องกง พบว่า ส่วนใหญ่ 93.4% ระบุเสียหาย แย่หนักลงไปอีกหลังมีม็อบขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ความแตกแยกของคนในเกาะฮ่องกง ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึงความเห็นต่อภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ก่อนและหลังม็อบขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ความแตกแยกของคนในชาติ พบว่า&amp;nbsp; 92.8% เสียหาย แย่หนักลงไปอีก ในขณะที่ 7.2% ไม่แย่ ไม่เสียหาย และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ส่วนใหญ่หรือ 97.3% เป็นทุกข์และเดือดร้อนจากการชุมนุม ม็อบ ถ้าเกิดวิกฤตbเศรษฐกิจและวิกฤติโควิดที่แย่ลงไปอีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81056</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการพิเศษ, จี้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมไร้เงื่อนไข, ปล่อยตัวผู้ชุมนุมไร้เงื่อนไข, พรรคร่วมรัฐบาล, วิกฤติรัฐล้มเหลว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครือข่ายภาคประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8c52181429f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศเสนอทางออกปัญหา ‘วิกฤตที่ดินไทย’  เผยที่ดินรกร้างทั่วประเทศสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 120,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ม.ธรรมศาสตร์/ เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศร่วมจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;นำเสนอข้อมูลปัญหาวิกฤตที่ดินไทยให้สังคมรับรู้&amp;nbsp; และเสนอทางออกด้านนโยบาย&amp;nbsp; เผยที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศไทย 80 %&amp;nbsp; อยู่ในมือของกลุ่มคนเพียง 20 %&amp;nbsp; และประมาณ 70 % ปล่อยที่ดินให้รกร้างเพื่อรอเก็งกำไรทำให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 127,384 &amp;nbsp;ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินไม่เกิน 5 ไร่ &amp;nbsp;ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; ความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน&amp;nbsp; เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; ที่หอประชุมเล็ก&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ท่าพระจันทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีประชาชนกลุ่มต่างๆ เช่น&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; ชนเผ่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักศึกษา&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ 1,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ภายในงานมีเวทีเสวนา&amp;nbsp; การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; และข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน&amp;nbsp; โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมรับฟังข้อเสนอและชี้แจงนโยบายของพรรคในการแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนองค์กรที่ร่วมจัดงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาค&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประยงค์&amp;nbsp; ดอกลำไย&amp;nbsp; ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; แกนนำในการจัดงาน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันอำนาจในการบริหารจัดการที่ดินอยู่ในมือของรัฐส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยชุมชนไม่มีสิทธิหรือมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดิน&amp;nbsp; ชุมชนไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้&amp;nbsp; และที่สำคัญคือ&amp;nbsp; ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน&amp;nbsp; เพราะที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย&amp;nbsp; ส่วนประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนาจำนวนมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัยได้&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; หรือมีไม่พอทำกิน&amp;nbsp; ต้องเข้าไปบุกเบิกที่ดินทำกินในเขตป่า&amp;nbsp; หรือที่ดินรกร้าง&amp;nbsp; ทำให้ถูกจับกุม&amp;nbsp; มีปัญหาหาหนี้สิน&amp;nbsp; ความยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีที่ดินทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 320&amp;nbsp; ล้านไร่&amp;nbsp; แต่ผู้ที่มีที่ดินมากที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ&amp;nbsp; เป็นเจ้าของที่ดินรวมกันมากถึงร้อยละ 80&amp;nbsp; ของที่ดินโฉนดทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; มีที่ดินต่ำสุดรวมกันประมาณร้อยละ 20&amp;nbsp; และเป็นเจ้าของโฉนดเพียง 0.25&amp;nbsp; เปอร์เซ็นต์ของโฉนดที่ดินทั้งประเทศ&amp;nbsp; นอกจากนี้ผู้ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1,000&amp;nbsp; ไร่ในประเทศไทยมีอยู่เพียง 837 ราย&amp;nbsp; แต่ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีดินเฉลี่ยไม่เกินรายละ 5 ไร่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายประยงค์ยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จากการศึกษาของมูลนิธิสถาบันที่ดิน &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; ที่ดินที่มีการครอบครองโดยประชาชนทั่วไป 120 ล้านไร่ มากกว่าร้อยละ 90 ของที่ดินจำนวนนี้กระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงร้อยละ 10 หรือประมาณ 6 ล้านคน &amp;nbsp;(ประชากรทั้งประเทศประมาณ 65 ล้านคน)&amp;nbsp; และยังพบอีกว่า 70 % ของที่ดินที่มีการถือครองในประเทศไทยถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า &amp;nbsp;เพื่อรอขายหรือเก็งกำไร&amp;nbsp; โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ &amp;nbsp;หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ &amp;nbsp;หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึง 50 % &amp;nbsp;ประเมินความสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณปีละ 127,384 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประยงค์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งในระดับพื้นที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างพื้นที่รูปธรรมการพัฒนาโดยชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; การสร้างวิถีชุมชนที่มีความสมดุลและยั่งยืน&amp;nbsp; และในระดับนโยบาย&amp;nbsp; โดยนำเสนอมาตรการในเชิงนโยบายและกฎหมายต่อรัฐบาล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเสนอกฎหมายสิทธิชุมชนและการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า&amp;nbsp; กฎหมายธนาคารที่ดิน&amp;nbsp; ส่วนการจัดงาน&amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; ในครั้งนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริงของวิกฤตการณ์ที่ดินไทย&amp;nbsp; และนำข้อเสนอจากเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศมาผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับข้อเสนอจากการระดมความคิดของเครือข่ายภาคประชาชนมีดังนี้&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; หลักการ&amp;nbsp; 1.การปฏิรูปที่ดินต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย &amp;nbsp;เพื่อสร้างความเป็นธรรม &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.การเข้าถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน&amp;nbsp; การบริหารจัดการที่ดินต้องดำเนินไปบนพื้นฐานการเคารพสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; และเคารพวิถีวัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.นโยบายที่ดิน &amp;nbsp;ต้องไม่นำมาบังคับใช้ย้อนหลังกับประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;4.การดำเนินการทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม &amp;nbsp;ควรให้ความสำคัญและการนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชุมชน &amp;nbsp;รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินคดีได้มีโอกาสโต้แย้ง &amp;nbsp;หรือหักล้างข้อกล่าวหาอย่างเท่าเทียม&amp;nbsp; มิใช่พิจารณาเพียงเอกสารทางราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐจะต้องกำหนดมาตรการในเชิงกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง และสนับสนุนให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม ดำเนินการรับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรร่วมกัน ได้แก่ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า&amp;nbsp; พระราชบัญญัติกองทุนธนาคารที่ดิน &amp;nbsp;พระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีนโยบายที่ดิน คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ/มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) 1.ยกระดับการดำเนินโครงการจัดที่ดินแปลงรวม คทช. &amp;nbsp;ให้รับรองสิทธิชุมชนและสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการที่ดิน&amp;nbsp; 2.ทบทวนการจัดที่ดินแปลงรวมตามนโยบาย คทช.&amp;nbsp; และเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อย &amp;nbsp;คนยากจน &amp;nbsp;ไร้ที่ดิน &amp;nbsp;ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและปัจจัยการผลิตอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม &amp;nbsp;ไม่จำกัดโอกาสการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถพัฒนาและขยายกำลังการผลิต และแข่งขันได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;3.ยุติการนำนโยบาย &amp;nbsp;มติ &amp;nbsp;และระเบียบของ คทช.มาใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; แต่รัฐบาลควรสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;4.ทบทวนมติ คทช. วันที่ 18 มิถุนายน 2561 เกี่ยวกับพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ทั้งนี้ &amp;nbsp;เนื่องจากแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติดังกล่าว &amp;nbsp;อาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงกับชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1, 2 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนชาวเล และชุมชนชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีทวงคืนผืนป่า&amp;nbsp; 1.ยุตินโยบายทวงคืนผืนป่า และยกเลิกแผนแม่บทแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;การทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ &amp;nbsp;และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวส่งผลให้มีการละเมิด &amp;nbsp;คุกคามชีวิต &amp;nbsp;ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งกระบวนการในการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ชะลอการดำเนินการประกาศอุทยานแห่งชาติไว้ก่อน &amp;nbsp;และจัดตั้งกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดสำรวจแนวเขตเพื่อกันพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;และพื้นที่ป่าชุมชนออกจากเขตอุทยาน &amp;nbsp;และการประกาศแนวเขต&amp;nbsp; โดยการกำหนดแนวเขตเตรียมการประกาศอุทยานต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นก่อน จึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฉบับประชาชน (เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงิน) เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควบคู่กับร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฉบับของรัฐบาล&amp;nbsp; และเนื้อหากฎหมายทั้งสองฉบับต้องสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;และกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การสนับสนุนโฉนดชุมชน 1.ปรับปรุงกลไก &amp;nbsp;มาตรการและกระบวนการอนุญาต&amp;nbsp; และลดข้อจำกัดการจัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; (อาทิ ตามมาตรา 9 , มาตรา 12 ประมวลกฎหมายที่ดิน) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.ผลักดันให้คณะรัฐมนตรีมีมติคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน 486 แห่งให้เป็นไปตามมติการประชุมคณะกรรมการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน &amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp; 1/2561 &amp;nbsp;วันที่ 8 สิงหาคม 2561 และประสานงานให้มีการจัดที่ดินให้แก่ประชาชน &amp;nbsp;3.ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 &amp;nbsp;รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน&amp;nbsp; อาทิ &amp;nbsp;มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินสาธารณประโยชน์ &amp;nbsp;ปรับปรุงกลไกและกระบวนการการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบกฎหมายทั้งกรณีโฉนดที่ดิน &amp;nbsp;และการประกาศที่สาธารณะซ้อนทับที่ดินของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินเอกชนทิ้งร้าง&amp;nbsp; กรณีที่ดินที่ปล่อยทิ้งร้าง &amp;nbsp;ตามมาตรา 6 ประมวลกฎหมายที่ดิน จัดให้มีกลไก หน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ&amp;nbsp; และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีพื้นที่ชนเผ่า ชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;1.คุ้มครองสิทธิชนเผ่า &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;ตามสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;ข้อตกลง &amp;nbsp;และปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน &amp;nbsp;สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม &amp;nbsp;สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ในการถือครองและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; 2.สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;วันที่ 2 มิถุนายน 2553 &amp;nbsp;และการฟื้นฟูชีวิตชาวกระเหรี่ยง &amp;nbsp;วันที่ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;โดยเฉพาะการประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; 3.การกันเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัยของชุมชน พื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ &amp;nbsp;โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการกันเขตพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; 4.ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยให้สังคมเกิดความเข้าใจ &amp;nbsp;และยอมรับวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่า &amp;nbsp;ชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินในเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 1.ที่ดินรัฐที่หน่วยงานต่าง ๆ ครอบครองไว้จำนวนมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; ที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในการนำที่ดินเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย รองรับคนจนเมืองในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน จึงจะสอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนเหล่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านที่ดิน และที่ดินรัฐจำนวนมากอยู่ในเขตเมือง หรือใกล้เมือง เป็นการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และอาชีพ&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;การใช้ที่ดินรัฐเพื่อจัดทำโครงการที่อยู่อาศัย จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ในการจัดทำผังเมือง &amp;nbsp;ควรให้คนจนเมืองได้มีส่วนในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาเมือง&amp;nbsp; ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโตและหล่อเลี้ยงคนในเมืองให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก &amp;nbsp;ต้องรับฟังความเห็นของคนจนเมืองที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง&amp;nbsp; โดยกำหนดผังเมืองแบบผสมผสานระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยไว้ในพื้นที่เดียวกันไว้อย่างชัดเจน &amp;nbsp;ทั้งนี้เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองกับที่อยู่อาศัยเป็นไปในลักษณะคู่ขนาน &amp;nbsp;โดยมิให้ที่ดินบริเวณที่อยู่อาศัยมีราคาสูง &amp;nbsp;เพื่อให้คนจนสามารถดำรงวิถีชีวิตอยู่ได้ในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะคนจนที่ต้องเสียสละที่อยู่อาศัยเดิมให้กับโครงการพัฒนาต่างๆ &amp;nbsp;รัฐบาลควรมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการคิดงบประมาณในการอุดหนุนด้านการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาสาธารณูปโภคเป็นต้นทุนในโครงการ&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนที่เสียสละให้กับการพัฒนาและต้องโยกย้ายหรือต้องขยับปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ &amp;nbsp;สามารถนำงบประมาณที่ได้รับไปจัดสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ได้ &amp;nbsp;และที่สำคัญเป็นการลดภาวะความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการกับประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีภัยพิบัติ&amp;nbsp; 1.ปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 &amp;nbsp;ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการเตรียมความพร้อมการป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชน&amp;nbsp; มากกว่าการเยียวยาหลังการเกิดภัยพิบัติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และจัดให้มีเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นสาธารณะก่อนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เพิ่มคำนิยามคำว่า &amp;lsquo;สาธารณภัย&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ครอบคลุมภัยที่กระทบต่อสังคม&amp;nbsp; การกัดเซาะชายฝั่ง &amp;nbsp;ภัยที่เกิดจากการดำเนินนโยบายและโครงการของรัฐ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การสร้างอ่างเก็บน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทุกคนที่เป็นผู้ประสบภัยโดยเท่าเทียม &amp;nbsp;โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากเชื้อชาติ &amp;nbsp;สัญชาติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง &amp;nbsp;ทั้งในมิติของการจัดการระดับท้องถิ่น &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การอพยพ &amp;nbsp;สิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับภัยนั้นๆ &amp;nbsp;และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการลดความเสี่ยงภัยเป็นหลัก &amp;nbsp;4.ไม่เปิดโอกาสให้การประกาศสาธารณภัยเป็นสาเหตุของการแย่งชิงที่ดิน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การประกาศสาธารณภัยแล้วให้ประชาชนออกไปจากพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; 1.ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;ต้องคำนึงถึงการวางผังเมือง &amp;nbsp;การปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี &amp;nbsp;ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม&amp;nbsp; 2.การเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและร่วมออกแบบในกระบวนการพัฒนาของรัฐ &amp;nbsp;บนหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.รัฐจะต้องจัดการผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่าง &amp;nbsp;ชุมชน &amp;nbsp;รัฐ &amp;nbsp;และนักลงทุน &amp;nbsp;หากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนักธุรกิจ &amp;nbsp;ชาวบ้านก็ไม่ควรต้องเป็นผู้เสียสละด้วยการถูกพรากสิทธิที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22262</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, นโยบายที่ดิน คทช., พอช, ม.ธรรมศาสตร์, มหกรรมที่ดินคือชีวิต, เครือข่ายภาคประชาชน, เศรษฐกิจ, ‘วิกฤตที่ดินไทย’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181119/image_big_5bf248c4e7e34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2018 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2018 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสุขภาพบุกคลังค้านการแก้กม.สสส.อยู่ใต้ปีกกระทรวงการคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11 ต.ค.61- ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงการคลัง นายคำรณ &amp;nbsp;ชูเดชา ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.) นำตัวแทนเครือข่ายสุขภาพ จาก 4 ภาค ประกอบด้วยกลุ่ม องค์กร ภาคประชาชนที่ทำงานด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ ผู้บริโภค คนจนเมืองและชนบท กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ฯลฯ กว่า100 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านทาง ศิขรินทร์ ลิ้มนิจสรกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงการคลังเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ กฎหมาย สสส. ที่ริดรอนความเข้มแข็งของภาคประชาชนด้านสุขภาพ และยังเป็นการรวบอำนาจจากกรรมการบริหารกองทุน &amp;nbsp;โดยต้องมาผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง พร้อมเรียกร้องให้ยุติการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ &amp;nbsp;หยุดการอ้างคำสั่งนายกฯ &amp;nbsp;ทั้งนี้เครือข่ายฯได้ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ &amp;ldquo;หยุดครอบงำ หยุดทำลายสสส.&amp;rdquo;ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายคำรณ กล่าวว่า การรวมตัวของเครือข่ายสุขภาพครั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงจุดยืนร่วมกันในการคัดค้านการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เนื่องจากพบว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุข มีความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.สสส. &amp;nbsp;โดยสาระสำคัญในการแก้ไขกฎหมายขัดแย้งกับเจตนารมณ์ในการก่อเกิด สสส. อย่างสิ้นเชิง และยังเป็นการรวบอำนาจในการทำงาน ส่งผลกระทบให้การทำงานของ สสส.ขาดความเป็นอิสระ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากการแก้ไข้ พ.ร.บ. สสส.เป็นผลสำเร็จแล้วนั้น ในกฎหมายใหม่ ได้ระบุว่า การดำเนินงานของกองทุนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลังก่อน และยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นผู้มีอำนาจในการทบทวนวงเงินงบประมาณกองทุนตามอัตราเงินเฟ้อทุกๆ2 &amp;nbsp;ปี &amp;nbsp;เป้นตรรกะที่แปลกประหลาดมาก ที่ระดับการตัดสินใจของบอร์ดซึ่งนายกเป็นประธาน &amp;nbsp;และมีผู้แทนของกระทรวงคลังอยู่ในบอร์ดนี้ด้วย &amp;nbsp;แต่ยังต้องนำเรื่องมาขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังอีก&amp;rdquo; นายคำรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายคำรณ กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ สสส.เมื่อระบบราชการเข้ามาครอบงำ คือ ขาดความเป็นอิสระและขาดความคล่องตัวต่อ การแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องการความรวดเร็วในการทำงาน และในการจำกัดวงเงินเท่ากับควบคุมการทำงานสร้างเสริมสุขภาพตามหลักการ สร้างนำซ่อม ถูกทำให้เล็กลง เสมือนตัดแขนตัดขาทำให้แคระแกรน ทำให้มีผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษามากขึ้นโดยไม่จำเป็น &amp;nbsp;และกลุ่มคนที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ คือกลุ่มทุนผลิตภัณฑ์สินค้าและสารเคมีอันตรายที่ทำลายสุขภาพทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เครือข่ายฯขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องต่อกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปพิจารณา ดังต่อไปนี้1.ขอให้ยุติการแก้ไขพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 เพราะร่างกฎหมายใหม่ไม่เห็นว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแต่อย่างใด &amp;nbsp;ซ้ำร้ายยังถอยหลังไปไกลทั้งในประเด็นการจำกัดเพดานวงเงิน การรวบอำนาจกรรมการบอร์ดกองทุน สสส. ให้ต้องมาผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง เป็นการแก้ไขที่ขัดกับเจตนารมณ์ในการก่อเกิด สสส. &amp;nbsp;ที่ต้องการลดช่องว่าง ลดอุปสรรคที่ระบบราชการเข้าไม่ถึงประชาชนในการสร้างเสริมสุขภาพ &amp;nbsp;ก่อนที่จะเจ็บป่วยและเข้าสู่การบำบัดรักษา &amp;nbsp; 2.การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศอย่างสิ้นเชิงในแทบทุกมิติ ทั้งในด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ &amp;nbsp;ด้านการพัฒนาและการเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งการปฏิรูปประเทศในทุกมิติดังกล่าวต้องก้าวหน้าขึ้น &amp;nbsp;มิใช่ถอยหลัง กลับไปสู่ความล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพตามวัตถุประสงค์ของกองทุน สสส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ขอให้ยุติการกล่าวอ้างว่าการแก้ไข พ.ร.บ.สสส. เป็น&amp;ldquo;บัญชานายก&amp;rdquo; เพราะตั้งแต่ปี 2558 ที่มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจสอบการทำงานของ สสส. พบว่าปัจจุบันได้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบการดำเนินงานต่างๆของกองทุนไปแล้วถึง19 ฉบับ &amp;nbsp;การดำเนินงานเรื่องภาษี ที่มีปัญหาบางส่วนก็ได้ข้อยุติจากกรมสรรพากรชัดเจน ตลอดจนมีคำสั่ง คสช.ที่ 70/2559 ยกเลิก คตร. ไปแล้ว &amp;nbsp;ในขณะเดียวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ประเมินองค์กรของรัฐในเรื่องความโปร่งใส ความพร้อมรับผิด ความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร และคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน พบว่า สสส. เป็นหนึ่งในองค์กรมีผลคะแนนสูงมาก ถึง 81.41คะแนน และได้รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจากนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;การแก้ไข พ.ร.บ.สสส. จึงขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงที่จะเดินหน้าต่อไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19685</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, สสส., เครือข่ายภาคประชาชน, แก่ไขกม.สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181011/image_big_5bbf13f23eda9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4453</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิตาเลียนไทยฯยันไม่ได้ตัดต้นไม้แค่รื้อย้าย  เครือข่ายปชช.ไม่เชื่อลุยยื่นฟ้องศาล-จี้หน่วยงานรัฐฟัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 61 - บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่มีนายเปรมชัย กรรณสูต &amp;nbsp;ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างต่อเนื่องนับจากเหตุการณ์ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร &amp;nbsp;ล่าสุดวันนี้เครือข่ายภาคประชาชน &amp;nbsp;นำโดยนางสาวช่อผกา วิริยานนท์ เครือข่ายต้นไม้ในเมือง ,นางอนยา สูตะบุตร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;,นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,กลุ่มจตุจักโมเดล ,ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;รวมตัวกันเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐคำเนินการต่อบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ในกรณีการตัดต้นไม้ริมทางเท้าหน้าม.เกษตรศาสตร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เครือข่ายดังกล่าวจะเข้ายื่นหนังหนังสือต่อผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(กลต.) และในวันที่ 12 มีนาคมจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ชี้แจง &amp;quot;เรื่องการรื้อย้ายต้นไม้ที่ทางเท้าบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตร&amp;quot; ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Italian-Thai Development Public Company Limited &amp;quot;ITD&amp;quot; &amp;nbsp;ระบุว่า1. ตามแบบแนบสัญญา ITD ต้องก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามแยกเกษตร โดยในการก่อสร้างสะพานฯจำเป็นต้อง ขยายผิวถนนพหลโยธินทั้ง 2 ฝั่งของแยกเกษตร เป็นระยะทางฝั่งละประมาณ 280 เมตร เพื่อให้มีความกว้างถนนเพียงพอสำหรับวางทางลงของสะพานฯ ในการขยายผิวถนนนี้จำเป็นต้องรื้อย้ายตันไม้ที่ปลูกบนทางเท้า ออกจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ITD ได้แจ้งขออนุมัติรื้อย้ายต้นไม้ดังกล่าวไปที่ รฟม. โดยเป็นการแจ้งรวมกับจำนวนต้นไม้ในพื้นที่อื่นๆที่ต้องรื้อย้ายออก และ รฟม. ได้แจ้งขออนุมัติไปที่ สนง. เขตจตุจักร ตั้งแต่ 14 กันยายน 2558 ด้วยหนังสือเลขที่ รฟม.018(ขน)/ส1/29 จากนั้น ITD ได้ทยอยรื้อย้ายต้นไม้ในพื้นที่อื่นๆออกตามแผนก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สาหรับบริเวณแยกเกษตร ITD ได้สรุป Shop Drawing ของสะพานรถยนต์ข้ามแยกเกษตรจากแบบแนบสัญญาและส่งขออนุมัติเมื่อ 25 มกราคม 2561 โดยได้รับอนุมัติกลับมาเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ทั้งนี้จากแบบ Shop Drawing ซึ่งจะใช้ก่อสร้างจริง ITD จึงสรุปได้ยอดรวมของต้นไม้ที่กีดขวางงานขยายถนนที่แยกเกษตร ที่จำเป็นต้องรื้อย้ายออกทั้ง 2 ฝั่งของสี่แยกรวม 57 ต้น และแจ้งขออนุมัติรื้อย้ายไปที่สนง. เขตจตุจักร เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ในการรื้อย้ายต้นไม้ด้วยวิธีขุดล้อมแล้วยกต้นไม้ออกไปอนุบาลในพื้นที่ที่จัดไว้ ตามมาตรฐานการรื้อย้ายของกองสวนสาธารณะ กทม. นั้น จะเริ่มต้นด้วยการริดกิ่งตัดกิ่งออกก่อน เพื่อเป็นการเตือนต้นไม้ให้ปรับตัว ลดการคายน้า ของใบ จากนั้นจึงจะเริ่มขุดล้อม แล้วยกต้นไม้ออกไปไว้ที่ที่สำหรับอนุบาลต้นไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ในกรณีของการริดกิ่งตัดกิ่งต้นไม้บริเวณหน้า ม.เกษตร ที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2561 นั้น เป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้จำนวนทั้งหมดที่ ITD ขออนุมัติรื้อย้าย โดยในระหว่างที่รอการอนุมัติจาก สนง. จตุจักร ITD ได้เข้าเริ่มเข้าไปเตรียมงานรื้อย้ายโดยเริ่มริดกิ่งตัดกิ่งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ทั้งนี้พบว่าเหนือต้นดังกล่าวมีสายสื่อสารเป็นจำนวนมาก จึง
จำเป็นต้องริดกิ่งให้เพียงพอโดยคานึงถึงความปลอดภัยในขณะยกขนย้ายต้นไม้ออกจากตาแหน่งด้วย ต้องไม่ให้กิ่งของต้นไม้ไปเกี่ยวโดนสายสื่อสารข้างบน จนทำความเสียหายกับระบบสื่อสาร ซึ่งจะเกิดผลเสียหายต่อธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนชี้แจงความเป็นมาเพื่อให้ทราบโดยจะประสานงานกับ สนง.จตุจักร อย่างใกล้ชิดในการรื้อย้ายต้นไม้ดังกล่าวต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกมล มหาผล ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดการจราจร 08-9832-1159&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4453</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดต้นไม้, อิตาเลียนไทย, เกษตรศาสตร์, เครือข่ายภาคประชาชน, เปรมชัย กรรณสูต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9f3a63efa1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
