<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>4202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2018 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2018 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอ.รมน.จวกแถลงการณ์ลวงโลก หาทหารละเมิดสิทธิมนุยชนชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 &amp;nbsp;มี.ค.61- พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงเครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางกองทัพภาคที่ 4 ทบทวบการปฏิบัติการณ์ทางทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงที่ผ่านมา พบมีการกระทำที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ว่าเป็นการแถลงการณ์ลวงโลกพร้อมเรียกให้องค์กรดังกล่าว &amp;quot;ยุติหลอกลวงประชาชน&amp;quot; โดยมีถ้อยคำแถลงตามที่ได้ปรากฏข่าวกลุ่มเครือข่ายเฉพาะกิจ เพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยุติการคุกคามและปิดปากประชาชน ที่ได้เผยแพร่เมื่อ 2 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวแล้ว พบว่า เป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของระบบอำนาจรัฐ ดังนั้น จึงขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. สถานการณ์ปัญหา จชต. ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา นอกจากความสูญเสียของพี่น้องประชาชนที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีพฤติกรรมแบบสุดโต่งแล้ว ยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่แอบอ้างว่า เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่คอยเคลื่อนไหว บิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐดังปรากฏให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการละเมิดสิทธิและการซ้อมทรมาน ทั้งเรื่องการทำหนังสือร้องเรียนไปยังองค์กรต่างๆ การทำรายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิและย่ำยีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;ความเป็นมนุษย์ โดยไม่ยินยอมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นความจงใจทำลายความน่าเชื่อถือและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความสำคัญและยึดมั่นในหลักการบังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความสงบสุขของประชาชนภายใต้หลักนิติรัฐ เป็นการปฏิบัติภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติและไม่สามารถละเว้นการปฏิบัติได้ ทั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนในทุกขั้นตอนของการบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้ทุกกรณี แต่ทุกครั้งที่มีการบังคับใช้กฎหมาย กลับถูกต่อต้านและบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานจากกลุ่มที่แอบอ้างว่า เป็นนักปกป้องสิทธิ ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เคยออกมาปกป้องสิทธิให้พี่น้องประชาชน ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนร้ายที่ใช้ความรุนแรง ทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุน ให้มีการใช้ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การแจ้งความดำเนินคดีกับ บก. ผู้จัดการออนไลน์ และนายอิสมาแอเตะ เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายด้วยการจงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีหน่วยงานของรัฐ โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานภาครัฐได้รับความเสียหาย ดังนั้นการขอพึ่งอำนาจของกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการคุกคาม หรือปิดปากประชาชนตามที่กล่าวอ้างและบิดเบือนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ให้การเคารพในสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่สามารถแสดงออกโดยไม่ละเมิดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงขอให้กลุ่มที่กำลังเคลื่อนไหว อย่านำปัญหาความมั่นคงในพื้นที่มาบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มหรือผลประโยชน์ทางการเมือง และให้ยุติหลอกลวงประชาชน ด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่อาจทำให้สังคมเกิดความสับสน วุ่นวาย เพราะเป็นพฤติกรรมที่ล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย สำหรับองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมเป็นเครือข่ายเฉพาะกิจ และสื่อมวลชนขอให้ใช้ดุลยพินิจในการแสดงออกและนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของความจริง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มีนัยยะแอบแฝงที่เข้ามาฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ความขัดแย้ง ให้ขยายวงกว้าง ที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแถลงการณ์ของ เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ออกเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในห้วงสองสามปีที่ผ่านมาอาจทำให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี แห่งนี้ดีขึ้นแล้ว แต่เราในนามของเครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและผู้ที่ร่วมลงชื่อข้างท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ ขอย้ำเตือนว่าข้อสรุปดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแต่อย่างใด เพราะตราบใดที่รัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานีไม่พยายามจัดการกับปัญหารากเหง้าซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นประเด็นปัญหาในทางการเมือง อีกทั้งยังไม่มุ่งเน้นการลดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ ตราบนั้นความขัดแย้งในพื้นที่จะยังไม่อาจคลี่คลายลงไปได้ ที่สำคัญ ประชาชนพลเรือนทุกชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่แห่งนี้ก็ยังคงประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำยืนยันข้างต้น สะท้อนจากสภาพความเป็นจริงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ (นับตั้งแต่ในช่วงปลายปี 2560 เป็นต้นมา) ไม่เฉพาะเหตุรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนยังคงมีความต่อเนื่องอยู่เท่านั้น แต่ยังปรากฎเหตุการณ์ปิดล้อมหมู่บ้าน ตรวจค้น และจับกุมประชาชนจำนวนมากในคราวเดียวกันหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย แม้ปฏิบัติการเหล่านี้จะอ้างการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ แต่ผลลัพธ์ก็คือยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่ายังส่งผลให้เกิดความรุนแรงระลอกใหม่ตามมาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์อันอึมครึมเหล่านี้ ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าจะยิ่งมีการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อมีความพยายามจะปิดกั้นและกีดกันการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ประชาชนปรารถนา ดังเช่นที่ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภาคในภาคที่ 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งความดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับสื่อมวลชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่ามา ทั้งในกรณีรายงานข่าวเกี่ยวกับการซ้อมทรมานของสื่อผู้จัดการออนไลน์และการเข้าร่วมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีความของตนเองของนายอิสมาแอ เต๊ะ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP) ในรายการ &amp;ldquo;นโยบาย by ประชาชน&amp;rdquo; ทางสถานี Thai PBS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและกฎหมายอาญามิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และยังทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิในเสรีภาพของบุคคลและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมายระหว่างประเทศทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) ที่ระบุว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพทั้งทางร่างกายและการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อมิให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หรือที่เรียกว่าSLAPPs (Strategic Lawsuit against Public Participations)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมีส่วนร่วมของประชาชนในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี จะไร้ความหมาย หากรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตของพลเรือนและเสรีภาพที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ อันเป็นหลักการพื้นฐานสำหรับการสร้างสันติภาพที่เคารพยอมรับ ให้เกียรติ และเปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;


	1.ขอเรียกร้องให้ กอ.รมน. ภาค 4 สน. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องยุติการคุกคามประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาด้วยการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรม
	2.ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานียุติการคุกคามและโจมตีพลเรือนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาโดยเด็ดขาด
	3.ขอเรียกร้องให้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยุติการคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดี (SLAPPs) ต่อประชาชน สื่อมวลชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
	4.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทบทวนและตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการดำเนินการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
	5.ขอเรียกร้องให้ &amp;ldquo;หุ้นส่วนสันติภาพ&amp;rdquo; ทั้งรัฐบาลไทย กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหรือขบวนการต่อสู้ปาตานีทุกกลุ่ม กลุ่มประชาสังคมทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ร่วมกันติดตามและตรวจสอบกรณีการคุกคามข้างต้นอย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการคลี่คลายปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต่อรัฐบาลไทยและขบวนการต่อสู้ปาตานี
	6.ขอเรียกร้องให้เพื่อนมิตรกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ศาสนาผนึกกำลังกันเพื่อป้องกัน สกัด ขัดขวางไม่ให้ทุกฝ่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำหลักคิดที่ว่าสันติภาพนั้นไม่อาจปรากฎขึ้นได้ หากไร้ซึ่งความเป็นธรรม


&lt;p&gt;องค์กรร่วมลงนาม 1.กลุ่มด้วยใจ &amp;nbsp;2.กลุ่มนักสาธารณสุขเพื่อสังคม (PHOS) 3. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มบุหงารายาเพื่อการศึกษา (BRG) 4.กลุ่มสตรีพุทธเพื่อสังคม 5.คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) 6.เครือข่ายชาวปาตานีนอกมาตุภูมิ (PATANI iewers) 7. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) 8. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) 9. เครือข่ายบัณฑิตอาสาปาตานี (INSouth) 10.เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PermaTamas) 11. เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ (JOP) 12.เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมุสลิม (SPAN) 13.เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 14.เครือข่ายเยาวชนลุ่มน้ำสายบุรี (JALEM) 15.ชมรมอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม (PICSEB) 16.ปาตานีฟอรั่ม (Patani Forum) 17. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Nusantara) 18. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) 19.มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ 20. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21. &amp;nbsp;ศูนย์บูรณาการคนหนุ่มสาวเพื่อศักยภาพชุมนุมชน (YICE)22. &amp;nbsp;ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW)23. &amp;nbsp;ศูนย์วัฒนธรรมมลายูปาตานี (BUMI)24. &amp;nbsp;ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS)25. &amp;nbsp;สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน (Media Selatan)26. &amp;nbsp;สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้27. &amp;nbsp;สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี28. &amp;nbsp;สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS)29. &amp;nbsp;สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)30. &amp;nbsp;สำนักพิมพ์อาวัณบุ๊ค (Awan Book)31. &amp;nbsp;สำนักสื่อวารตานี (Wartani)32. &amp;nbsp;ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู33. &amp;nbsp;องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (HAP)34. &amp;nbsp;องค์กรผู้หญิงปาตานี (PERWANI)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบุคคลลงนาม ประกอบด้วย 1.งามศุกร์ รัตนเสถียร &amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล 2.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล 3.ฐิตินบ โกมลนิมิ 4.ณรรธราวุธ เมืองสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp; สื่อมวลชน 5.บดินทร์ สายแสง &amp;nbsp; สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล 6.บัณฑิต ไกรวิจิตร 7.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ &amp;nbsp; มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 8.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ &amp;nbsp;คณะพยาบาลศาสตร์ มอ.ปัตตานี 9.มูฮำหมัดอิลยาส หญ้าปรัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.รอมฎอน ปันจอร์ 11.เรืองรวี พิชัยกุล 12.สุณัย ผาสุก &amp;nbsp;ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย 13.อันธิฌา แสงชัย 14.อับดุลสุโก ดินอะ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์อัลกุรอานเเละภาษา QLCC 15.อาทิตย์ ทองอินทร์ 16.เอกราช ซาบูร์ 17.เอกรินทร์ ต่วนศิริ &amp;nbsp; คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4202</URL_LINK>
                <HASHTAG>3จังหวัดชายแดนภาคใต้, กอ.รมน., พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์, ลวงโลก, เครือข่ายเฉพาะกิจเพื่อปกป้องพลเรือนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180303/image_big_5a9a43ab4a70d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
