<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ส.ส.ก้าวไกลห่วงงบเยียวยา4แสนล.ซ้ำรอยไทยนิยมบี้&#039;ซีพี-เบียร์ช้าง&#039;ช่วยชาติไม่เข้าร่วมพ.ร.ก.หุ้นกู้ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;8 พ.ค.63- น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตถึงพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ว่า มีความห่วงใยว่า เงินที่ตั้งมาเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะก้อนแรก วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยไป แผนงานด้านสาธารณสุข และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ วงเงิน 6 แสนล้านบาท และอีก 4 แสนล้านบาท ไว้สำหรับแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งขณะนี้กำลังจะหมดแล้ว โดยที่ยังไม่รู้ว่า หากมีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสในระลอกที่ 2 จะใช้งบประมาณในส่วนไหนต่อ อีกทั้งตนยังมีความเป็นห่วงในตัวพ.ร.ก.ที่ไว้สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคม วงเงิน 4 แสนล้านบาทที่จะถูกใช้ผ่านกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งตนเกรงว่า จะซ้ำรอยกับโครงการไทยนิยมยั่งยืนในยุคคสช.ที่จ่ายงบประมาณลงหมู่บ้านแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ โดยไม่รู้ได้อะไรกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เพราะประเมินไม่ได้ว่า มีผลจริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหากจะใช้โมเดลเดิมมาทำในเรื่องเดิมๆ ก็อาจได้ผลลัพธ์เช่นเดิมด้วย โดยอาจเป็นเพียงแค่การใช้งบประมาณโดยสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคพลังประชารัฐ และอาจมีการรั่วไหลเปิดช่องทุจริตหรือไม่ด้วย เพราะกระทรวงมหาดไทย ยังมีพล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกองทุนหมู่บ้านก็ยังมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งล้วนเป็นบุคคลเดิมๆในยุคคสช.และมาทำหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น จึงเสนอว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนั้น ควรเก็บไว้เยียวยาดีกว่า หากมีการแพร่ระบาดละรอกที่ 2 ส่วนงบประมาณสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น สามารถใช้งบประมาณในปี 2564 ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนพ.ร.ก.สำหรับดูแลเสถียรภาคทางการเมือง วงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) เข้าซื้อตราสารหนี้นั้น แม้ตนจะเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นที่ทำให้ตลาดการเงินไม่ผันผวน แต่ก็ยอมรับว่า เป็นการอุ้มนายทุนแน่ๆ เพราะตนข้อตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นการอุ้มแบบเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่ ดังนั้น วันนี้ขอเรียกร้องถึงยัง 20 มหาเศรษฐีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือเชิญชวนเพื่อเหลือประเทศในช่วงวิกฤตโควิด โดยเฉพาะ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี ซึ่งมีธุรกิจในเครือ อาทิ ทรูมูฟเอช ทรูคอร์ปอเรชั่น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ซีพีออล รวมทั้งกลุ่มเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่มี เบอร์ลี่ยุคเกอร์ เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งกำลังมีหุ้นกู้ครบกำหนดในปีนี้นั้น ไม่ควรขอรับการเข้าร่วมใช้เงินตามพ.ร.ก.ดังกล่าวเพราะช่วยบรรเทางบประมาณของชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65382</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, พ.ร.ก.เงินกู้, พรรคก้าวไกล, เครือเจริญโภคภัณฑ์, เครือไทยเบฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21fc269e2a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยเบฟฯคว้าสิทธิ์บริหารสตาร์บัคส์ในประเทศไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนผู้ดูแลร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในประเทศไทย ให้บริษัทในเครือไทยเบฟของนายเจริญ ศิริวัฒนภักดี เป็นผู้ดูแล โดย Bloomberg เปิดเผยตัวเลขดีลครั้งนี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ประกาศการลงนามในสัญญากับบริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าของบริษัท แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด (Maxim&amp;#39;s Caterers Limited) และบริษัท เอฟแอนด์เอ็นรีเทล คอนเนคชั่น จำกัด (F&amp;amp;N Retail Connection Co., Ltd.) บริษัทในเครือไทยเบฟ ให้เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการบริหารธุรกิจค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในประเทศไทย พร้อมขยายการเติบโตของตลาดในประเทศต่อไป โดยข้อตกลงดังกล่าวนี้คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปลายเดือน พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจอห์น คัลเวอร์ ประธานกลุ่มบริษัทสตาร์บัคส์ อินเตอร์เนชันแนล ฝ่ายพัฒนาช่องทางจำหน่ายและผลิตภัณฑ์กาแฟและชา เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมีระยะเวลากว่า 20 ปี การตกลงร่วมลงนามในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสตาร์บัคส์ และบริษัทมีความยินดีที่ได้มอบสิทธิ์ในการบริหารธุรกิจแก่ บริษัท แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด และ บริษัท เอฟแอนด์เอ็นรีเทล คอนเนคชั่น จำกัด ที่มีความมุ่งมั่นในการขยายโอกาสการเติบโตของสตาร์บัคส์ในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สตาร์บัคส์เริ่มเปิดสาขาแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2541 บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งตั้งอยู่ในย่านศูนย์การค้าระดับพรีเมี่ยม โดยปัจจุบันมี 372 สาขา ทั่วประเทศ นอกจากนี้สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังได้เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งแรกในเอเชีย ที่ถนนหลังสวน กรุงเทพฯ เมื่อปี 2556 ซึ่งสตาร์บัคส์ ได้มอบรายได้ 10บาท จากการจำหน่ายเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทุกแก้วจากร้านแห่งนี้ ให้กับ องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน เพื่อเป็นเงินสนับสนุนในการพัฒนาโครงการด้านการศึกษา สุขอนามัยในชุมชนอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไมเคิล วู ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะได้นำความเชี่ยวชาญกับความตระหนักเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวัฒนธรรม และแบรนด์สตาร์บัคส์ที่ได้สั่งสมมา เพื่อมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้าผ่านพนักงาน ผู้ซึ่งมีความรู้และความลุ่มหลงในกาแฟ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารธุรกิจร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในตลาดสำคัญหลายแห่งทั่วเอเชีย รวมถึงเป็นพันธมิตรและร่วมดำเนินธุรกิจกับสตาร์บัคส์มาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นจากการเปิดร้านสตาร์บัคส์สาขาแรกที่เกาะฮ่องกงร่วมกันเมื่อปี 2543 ปัจจุบัน บริษัท แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการร้านสตาร์บัคส์กว่า 400 สาขา ในตลาดกัมพูชา ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ และเวียตนาม ซึ่งมีการจ้างงาน กว่า 6,000 คนทั่วทั้ง 5 ตลาด ภายใต้กิจการร่วมค้าใหม่นี้ แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จะเป็นผู้ดูแลธุรกิจค้าปลีกและการขยายสาขาในตลาดประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า สำหรับดีลที่เกิดขึ้น เนื่องจากสตาร์บัคส์ต้องการหันไปรุกและให้ความสำคัญกับตลาดจีนอย่างจริงจัง โดยมีคู่แข่งรายหลักในการบุกตลาดจีนในครั้งนี้คือ luckin coffee
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36696</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายเจริญ ศิริวัฒนภักดี, บริษัท คอฟฟี่ คอนเซ็ปต์ ประเทศไทย, ร้านกาแฟสตาร์บัคส์, เครือไทยเบฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190524/image_big_5ce7bc4edf560.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
