<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดาหน้าล้ม&#039;เรือดำน้ำ&#039; โจ้พท.ปูดใบสั่งบิ๊ก&#039;ป.&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝ่ายค้านดาหน้าจมเรือดำน้ำ หลังอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ โหวตให้ช็อปต่อ 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท &amp;quot;ยุทธพงศ์&amp;quot; อ้างใบสั่งจาก &amp;quot;บิ๊ก ป.&amp;quot; &amp;quot;เจี๊ยบ ก้าวไกล&amp;quot; เอาขี้ปากคนอื่นมาขยายต่อ ทอ.ต้องซื้อเพิ่มเพื่อความเกรียงไกรของกองทัพและให้ทันช่วงราคาโปรโมชั่น ส่วนเพื่อไทยรอลับปากในสภา อ้างเพื่อปากท้องประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่โตโยต้า ยูเนียน เซ็นเตอร์ จ.ฉะเชิงเทรา ในเวทีสัมมนาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สวัสดิการสังคม เรื่อง &amp;quot;รัฐสวัสดิการ ฝันที่ศิวิไลซ์ ทำอย่างไรจะไปถึง&amp;quot; นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และที่ปรึกษา กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2564 ร่วมบรรยายในหัวข้อ &amp;quot;ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรัฐสวัสดิการหรือไม่&amp;quot; โดยเริ่มต้นด้วยการแจกแจงงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ ตามช่วงอายุที่คนไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรัฐสวัสดิการอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนาธรกล่าวว่า การจะทำให้สวัสดิการประชาชนดีขึ้นกว่านี้ ทำให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงของผู้มีอำนาจว่าจะทำหรือไม่ ทั้งนี้จะเป็นได้ต้องทำอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ปฏิรูปส่วนราชการ หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนต้องยุบให้เป็นหน่วยเดียว เพราะนั่นหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายประจำอย่างบุคลากร ครุภัณฑ์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก, เรื่องที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงิน เป็นต้นว่าสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของข้าราชการที่ผ่านมา มีทหารเพิ่มขึ้นเยอะกว่าพยาบาล นี่คือการจัดทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ ถามถึงสามัญสำนึก วันนี้เราต้องการทหารหรือพยาบาลมากกว่ากัน เงินที่เท่ากันนี้จะเพิ่มให้กับทหารหรือพยาบาล นี่เป็นเรื่องเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวว่า เรื่องที่ 3 ลดการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือกรณีอนุมัติซื้อเรือดำน้ำอีก 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท และไม่จบแค่นี้ ยังมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องอีก 8,400 ล้านบาท สำหรับท่าเรือจอด โรงงานเก็บตอร์ปิโด เรือยกพลขึ้นบก อาคารข้าราชการต่างๆ เป็นต้น คำถามคือสถานการณ์แบบนี้มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะซื้อเรือดำน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเรื่องที่ 4 ยุติการเอื้อกลุ่มทุน ซึ่งที่ผ่านมาโครงการต่างๆ ของรัฐเข้าทำนองว่านายทุนต้องมาก่อน ส่วนประชาชนรอไปก่อน ยกตัวอย่างการให้ประโยชน์กับบริษัทปลอดภาษีในสนามบิน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 บริษัทดังกล่าวได้รับการเยียวยาด้วยความรวดเร็ว แต่ประชาชนกว่าจะได้เยียวยาต้องรอนานมาก ถ้าเราทำทั้ง 4 เรื่องนี้ได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าสวัสดิการของประชาชนในประเทศนี้จะดีขึ้นได้ งบประมาณด้านสวัสดิการปี 2564 กว่า 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าถ้าทำตามที่กล่าวมาได้ การจัดการงบประมาณแบบใหม่จะสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ คือเพิ่มขึ้นอีกราว 2 แสนล้านบาท ผมกล้ายืนยันว่าจากประสบการณ์ กมธ.งบประมาณฯ ที่ผ่านมา มั่นใจว่าใน 2-3 ปีนี้สามารถทำได้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บันไดขั้นแรกที่จะไปสู่รัฐสวัสดิการได้ ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาทหารออกจากการเมือง แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ ทำให้การเมืองเป็นปกติ เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว ต้องปฏิรูประบบราชการ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ต้องปฏิรูปกองทัพให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน ลดขนาดกองทัพลง ทำให้เป็นกองทัพที่ทันสมัย ต้องปฏิวัติระบบการศึกษา ลงทุนเพิ่มขึ้นในโรงเรียนกับครู กับเทคโนโลยีและอุปกรณ์การเรียนการสอน เป็นต้น สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่ทางเลือก เป็นทางออกทางเดียวของประเทศที่เหลืออยู่ และเป็นบันไดขั้นแรกที่จะได้มาซึ่งรัฐสวัสดิการ&amp;quot; นายธนาธรกล่าว
อ้างใบสั่ง&amp;quot;บิ๊กป.&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ในคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 กล่าวว่า ทาง อนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ โดยนายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ จะเข้ารายงานการพิจารณางบจัดซื้อเรือดำน้ำ จากประเทศจีนของกองทัพเรือ จำนวน 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท ต่อ กมธ.งบชุดใหญ่ ให้พิจารณาในวันที่ 26 ส.ค. เวลา 13.00 น. โดยตนในฐานะที่เป็นโฆษก กมธ.งบชุดใหญ่ จะขอให้ กมธ. พิจารณาทบทวนมติของอนุ กมธ.ที่มีมติให้จัดซื้อเรือดำน้ำใหม่ เพราะจริงๆ การลงคะแนนในที่ประชุมอนุ กมธ.เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา คะแนนออกมาเท่ากัน 4 ต่อ 4 แต่ประธานอนุ กมธ.กลับลงคะแนนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความจริงแล้วประธานอนุ กมธ.ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่ลงมติช่วยฝั่งรัฐบาล ซึ่งผมนั่งเป็นรองประธานอยู่ข้างๆ นายสุพล ทราบว่ามีคนในรัฐบาลระดับนายพล เป็นบิ๊ก &amp;ldquo;ป.&amp;rdquo; โทรศัพท์มาสั่งให้นายสุพลลงมติอีกเสียงหนึ่งให้กับฝั่งรัฐบาล เพราะโดยปกติแล้ว หากคะแนนเท่ากันตัดสินไม่ได้ ก็ต้องเสนอให้ กมธ.ชุดใหญ่เป็นผู้พิจารณาก็จบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวต่อว่า จะเสนอให้ กมธ.ชุดใหญ่ทบทวนมติของอนุ กมธ. ถ้า กมธ.ชุดใหญ่เห็นชอบตามมติของอนุ กมธ. ตนก็จะขอให้ที่ประชุม กมธ.ชุดใหญ่ลงมติแบบเปิดเผย จะได้เห็นว่า ส.ส.ที่อยู่ใน กมธ.คนไหนเห็นว่าเรือดำน้ำสำคัญกว่าปัญหาปากท้องของประชาชน จะได้ให้ประชาชนสั่งสอนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่า กมธ.ชุดใหญ่จะกลับมติของอนุ กมธ. ทั้งที่เสียงของรัฐบาลมากกว่า นายยุทธพงศ์ตอบว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ใน กมธ.ต้องคิดถึงประชาชน ประชาชนต้องมาก่อนเรือดำน้ำ ถ้าไม่ซื้อเรือก็ไม่มีใครตายสักคน แต่ตอนนี้ประชาชนกำลังฆ่าตัวตายเยอะ เพราะปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าจัดซื้อเรือดำน้ำ ตนก็จะได้เชิญชวนประชาชนออกไปเดินขบวนไล่รัฐบาล จะรอดูว่านายกฯ ไทยจะรักประชาชนคนไทยหรือรักเรือดำน้ำของจีน 2 ลำ
เพื่อไทยรอสับในสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของอนุกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะสภาพเศรษฐกิจภายหลังโควิด รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบอย่างตรงเป้ามีประสิทธิภาพ การลงทุนที่ทำให้เกิดรายได้กับประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ถือว่ายังไม่มีความจำเป็นในขณะนี้ และถือเป็นการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม ตอนนี้ยังมีโครงการอื่นๆ อีกมากที่จำเป็นมากกว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำ แต่ก็ถือเป็นการตัดสินใจขั้นต้นอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรรคเพื่อไทยยังหวังว่าในคณะกรรมาธิการงบฯ ชุดใหญ่ ที่มีตัวแทน ส.ส.จากทุกพรรคจะพิจารณาเรื่องดังกล่าว และเห็นด้วยกับอนุฯ เสียงข้างน้อยของพรรคเพื่อไทย ที่ขอให้ชะลอจัดซื้อเรือดำน้ำไปก่อน เอางบมาใช้ในโครงการอื่นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากคณะกรรมาธิการงบฯ ชุดใหญ่ยืนยันซื้อเรือดำน้ำ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่เชื่อว่ากรรมาธิการส่วนใหญ่ที่เป็น ส.ส.ซึ่งตัวแทนจากประชาชนจะไม่ฟังเสียงของประชาชนที่ออกมาคัดค้าน แต่หากดื้อดึงแบบพวกมากลากไป เชื่อว่าประเด็นนี้จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศหันหลังให้รัฐบาล ที่แย่ไปกว่านั้น อาจเป็นเงื่อนไขทำให้ประชาชนทนไม่ไหวออกมาชุมนุมกันมากขึ้น เพราะสภาพเศรษฐกิจวันนี้เข้าสู่สภาวะวิกฤติ และคนทั้งประเทศรอคอยความช่วยเหลือ การใช้เงินซื้อเรือดำน้ำไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้ประชาชนยอมรับ วันที่ 26 ส.ค. หากกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยังยืนยันซื้อเรือดำน้ำ คิดว่าในการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ คงมีการนำเรื่องนี้ไปอภิปรายอย่างเข้มข้นแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ในการพิจารณาของอนุ กมธ.ที่ผ่านมากว่า 10 วัน พิจารณาด้วยดีมาตลอดไม่มีปัญหา การลงมติเรามีทิศทางใช้หลักเหตุผลกับเรื่องของเม็ดเงินในการพิจารณา แม้กระทั่งงบประมาณกองทัพบกในบางเรื่องที่มีความจำเป็น เรายังอนุโลมให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องเรือดำน้ำ เราเห็นว่าเรามีอยู่ลำหนึ่งแล้ว โดยอนุ กมธ.ได้มีความเห็นเป็น 2 แนวทาง คือ 1.ยกเลิกไปเลย 2.ชะลอไว้ก่อน ส่วนตัวมองว่าควรยกเลิก เพราะด้วยสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ บริบทประเทศยังไม่เหมาะ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาโควิด-19 หากเมื่อไหร่เศรษฐกิจกลับมาดี ประชาชนอยู่กินดี กินอิ่มนอนหลับ จะซื้อ 4-5 ลำตนก็ไม่ขัดข้อง แต่ในขณะนี้ยังไม่ใช่ ถ้าไม่ยกเลิกก็ขอให้ชะลอออกไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ผมไม่ยุติ แม้จะโหวตแพ้โหวต แต่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ในบันทึกการประชุม จะขอใช้สิทธิในวาระที่ 2 ขออภิปรายต่อ และหากมีโอกาสจะขอไปชี้แจง กมธ.งบฯ คณะใหญ่ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน&amp;quot; นายครูมานิตย์กล่าว&amp;nbsp;
ให้ทันช่วงโปรโมชั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot;Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล&amp;quot; ได้เผยข้อมูลจากนางวรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.พรรคก้าวไกล หนึ่งในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาการจัดซื้อเรือดำน้ำ ระบุว่า &amp;quot;กองทัพเรืออ้างความจำเป็นต้องซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2,3 มูลค่า 22,500 ล้าน ว่าทำตาม MOU เมื่ออนุ กมธ.ขอให้นำ MOU มาเปิดดู ปรากฏว่าไม่มีระบุตามที่อ้าง&amp;quot; กองทัพเรือจึงอ้าง 2 เหตุผลใหม่ต่ออนุ กมธ.ว่า 1.ต้องซื้อเพิ่มเพื่อความเกรียงไกรของกองทัพ 2.จะซื้อให้ทันช่วงราคาโปรโมชั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ. ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 เป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งได้อนุมัติเห็นชอบโครงการจำนวน 3 ลำนี้ไว้แล้วเมื่อปีงบประมาณ 2560 และ ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2558 ให้กองทัพเรือดำเนินการจัดหาเรือดำน้ำในรูปแบบของรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่โครงการอนุมัติใหม่แต่เป็นโครงการผูกพันเดิม ซึ่งได้รับอนุมัติไปแล้ว เพียงแต่เมื่อปีงบประมาณ 2563 ทางกองทัพเรือได้คืนงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำส่วนนี้ให้รัฐบาลนำไปช่วยสถานการณ์โควิด-19 และขอความเห็นใจจากทางการจีนเลื่อนมาดำเนินการในปีงบประมาณ 2564 นี้แทน ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้มีมติเพื่อที่จะยืนยันให้กองทัพเรือได้ปฏิบัติตามตามข้อตกลงเดิมที่ทำไว้กับทางการจีนเท่านั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ด้านความมั่นคงของประเทศ การจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นต้องใช้เวลาต่อเรือถึง 6 ปีกว่าจะส่งมอบ และไม่ได้จ่ายเงินก้อน 22,500 ล้านบาทในทีเดียว หากแต่เป็นการผ่อนจ่ายเป็นงวดตามงบประมาณแต่ละปีของกองทัพเรือเอง ซึ่งกองทัพเรือยอมตัดลดงบประมาณของตัวเองในด้านอื่นๆ เพื่อเอามาจัดซื้อเรือดำน้ำไว้คานอำนาจต่อรองในน่านน้ำทะเลเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีข้อพิพาทกันอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศ มีไว้เพื่อไม่ต้องรบ หากไม่มีก็อาจจะต้องรบ &amp;nbsp;เพราะไม่มีคนเกรงใจ และการจัดซื้อก็ไม่ได้มีผลต่องบประมาณที่จะดูแลประชาชน เนื่องจากเป็นงบของกองทัพเรือเอง และเป็นงบผูกพันจ่ายเป็นงวดๆ ใช้เวลาหลายปี ไม่ได้ใช้เงินก้อนในการจัดซื้ออย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ดูแลประชาชนผ่านโครงการของรัฐบาลในด้านต่างๆ ดังที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านหน้ากองเรือยุทธการ ถ.สุขุมวิท อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีการก่อสร้างป้ายของหน่วยใหม่ โดยมีขนาดใหญ่อลังการ นำรูปแบบเรือหลวงนเรศวรมาเป็นพื้นหลัง พร้อมเฮลิคอปเตอร์บนเรือ ส่วนบริเวณโดยรอบมีการจำลองยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือมาไว้ด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น เครื่องบินแฮริเออร์ เอวี-8 อากาศยานประจำเรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่ปลดประจำการแล้ว แต่ไฮไลต์สำคัญคือมีการสร้างเรือดำน้ำจำลองบริเวณด้านหน้า ซึ่งขณะนี้ช่างกำลังเร่งมือก่อสร้าง คาดว่าจะให้แล้วเสร็จก่อนที่ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะเกษียณอายุราชการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75261</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร, สุพล ฟองงาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล, เครื่องบินแฮริเออร์ เอวี-8</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f4124f723000.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
