<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 07:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. ลุย ‘อินโนบิก’ พัฒนายา-สุขภาพ ผุดโปรดักซ์ตีตลาดขึ้นแท่นผู้นำภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ปตท. เดินเครื่อง &amp;ldquo;อินโนบิก (เอเซีย)&amp;rdquo; เต็มกำลัง ลุยธุรกิจยา สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ พร้อมจ่อดึงผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีพัฒนานวัตกรรม ผุดผลิตภัณฑ์สร้างตัวตนเจาะตลาดตอบโจทย์ผู้บริโภค หวังขึ้นแท่นผู้นำภูมิภาค &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยภายในการบรรยายในหัวข้อ &amp;quot;บทบาทของนักลงทุนในการกระตุ้นอุตสาหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพหลังโควิด&amp;quot; ในงาน Bio Asia Pacific 2021 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Virtual Exhibition &amp;amp; Conference ว่า ปตท. ได้ดำเนินการจัดตั้งอินโนบิก (เอเซีย) ขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสการลงทุนในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อดำเนินธุรกิจเพื่อสุขภาพ หรือ &amp;ldquo;Life Science&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บุรณิน กล่าวว่า บริษัท อินโนบิก มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำทางด้าน Life Science ของภูมิภาค โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย ทั้งนี้ยังมีโจทย์หลักในการดำเนินงานที่สำคัญคือจะต้องเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว โดยอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ คน กระบวนการ และผลิตภัณฑ์ โดยจะต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) คิดค้นยารักษา การป้องกัน และอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งป้องกันและรักษา รวมถึงการตรวจวินิจฉัยโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะต้องมีการร่วมมือกับผู้ที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วให้เกิดการลงทุนที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายขององค์กร โดยเปิดให้หน่วยงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมอาร์แอนด์ดีกับเรา ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเอกชนอื่นๆ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์หรือบริการที่จะสร้างชื่อให้อินโนบิกเป็นที่รู้จักในตลาด ซึ่งบริษัทยืนยันว่ามีการเปิดกว้างรับนวัตกรรมใหม่ๆ และมีกระบวนการวิเคราะห์พิจารณาการลงทุนอย่างดี และจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรที่เข้ามาร่วมมือ&amp;rdquo;ดร.บุรณิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดบริษัทประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน บริษัท Lotus Pharmaceutical จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาสามัญชั้นนำ ในตลาดเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน โดยการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้มีผลหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท Lotus Pharmaceutical เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ได้มีมติอนุมัติขายหุ้นเพิ่มทุนให้ อินโนบิก (เอเซีย) 17,517,348 หุ้น ในราคา 80.7 เหรียญไต้หวันใหม่ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วนการถือครองหุ้น 6.66% &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงยังมีมติเห็นชอบจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และ บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด (บริษัทย่อยที่ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 100%) ในสัดส่วนการถือหุ้นที่เท่ากันบริษัทละ 50% เพื่อดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร ตั้งเป้าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2564 ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 300 ล้านบาท พร้อมจัดตั้งโรงงานผลิตที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าชั้นสูงในไทย ด้วยกำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี รวมไปถึงการพัฒนาร้านค้าต้นแบบ คาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2565 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm&quot;&gt;นอกจากนี้ ปตท. โดยอินโนบิก (เอเซีย) ยังได้ร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ตั้งโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทยที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งจะโฟกัสกลุ่มยารักษาโรคไม่ติดต่อ (NCD) เช่น โรคมะเร็ง ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกส่วนในร่างกาย และสอดคล้องกับสังคมสูงอายุของไทย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในประเทศไทยในอนาคตถ้าไม่ได้ลงทุนเรื่องสุขภาพ หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็จะเกิดปัญหาว่ามีประชากรสูงวัยมากขึ้นและต้องรับภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นตามมา กลับกันที่ปัจจุบันคนในสังคมก็เริ่มมีการตระหนักเรื่องการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้เกิดการพัฒนาไปในสู่ทิศทางที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งในด้านการรักษา ด้านตรวจวินิจฉัยโรค และการป้องกัน ผ่านการพัฒนายา อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารเพื่อสุขภาพ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้การลงทุนในด้านดังกล่าวมีความน่าสนใจ&amp;rdquo; ดร.บุรณิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ได้ร่วมกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 260 ล้านบาท โดยไออาร์พีซี ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 60 และอินโนบิก (เอเซีย) ถือหุ้นร้อยละ 40&amp;nbsp; เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ ด้วยวิธี Meltblown เพื่อเป็นวัตถุหลักสำหรับทำหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น สำหรับโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown จะตั้งอยู่ที่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในช่วยไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116801</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ, ปตท, สุขภาพ, เครื่องมือแพทย์, ‘อินโนบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141b477ec1a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 09:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอ.ชวนอุตฯ เครื่องมือแพทย์ เร่งใช้ประโยชน์มาตรฐานเกี่ยวกับโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ย. 2564 นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ได้รับเลือกจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมาตรฐานเทคนิคทางไฟฟ้าระหว่างประเทศ(บอร์ด กมฟท.) ที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้เป็นตัวแทนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ International Electrotechnical Commission &amp;ndash; IEC เพื่อร่วมดำเนินงานด้านการมาตรฐานในสาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการเสนอข้อคิดเห็นในการกำหนดมาตรฐาน การออกเสียงลงคะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การที่ประเทศไทยโดย สมอ. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก IEC นอกจากจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศแล้ว ยังได้รับทราบความก้าวหน้าทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานมาตรฐานของประเทศไทยให้ก้าวทันสถานการณ์โลกอีกด้วย โดยที่ผ่านมา ได้มีการนำมาตรฐานของ IEC มาประกาศใช้แล้วกว่า 800 มาตรฐาน ถือเป็นการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกในปีที่ผ่านมากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ล่าสุด IEC ได้อนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงเอกสารมาตรฐานเกี่ยวกับบริภัณฑ์ไฟฟ้าทางการแพทย์ (Medical electrical equipment) จำนวน 5 เรื่อง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนี้ 1. IEC 60601-1:2005+AMD1:2012 CSV , &amp;nbsp;2.IEC 60601-1-2:2014 , 3. IEC 60601-1-6:2010+AMD1:2013 CSV , &amp;nbsp;4.EC 60601-1-8:2006+AMD1:2012 CSV , &amp;nbsp;และ 5. IEC 60601-1-11:2015, Medical electrical equipment - Part 1-11:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการส่งผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ได้มีมติเห็นชอบให้ สมอ. โหวตออกเสียงเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งบริหารของ IEC ตลอดจนรับรองงบประมาณและรับรองธรรมนูญและระเบียบวิธีปฏิบัติของ IEC ฉบับใหม่ ซึ่งการโหวตออกเสียงดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 7 ต.ค. 2564 นี้ ในการประชุมสามัญประจำปีของ IEC ระหว่างวันที่ 1 - 8 ต.ค. 2564 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศในอาเซียน และหนึ่งใน 26 ประเทศทั่วโลกที่สามารถโหวตออกเสียงได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116240</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรฐานโควิด, สมอ., เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60eba6c101d0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเครื่องมือแพทย์บูม  สอท.ฟุ้งไทยฐานผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2564 นายอดิศร อาภาสุทธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวาเมดิค จำกัด และ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) &amp;nbsp; เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการทางด้านการแพทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ เช่น ถุงมือการแพทย์ เลนส์แว่นตา ไซริงค์ ชุดสายน้ำเกลือ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตมากกว่า 800 ราย ในขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการส่งเสริมของภาครัฐ ที่ได้ผลักดันผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ของไทยให้นำผลงานเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น ประกอบกับการมีจุดแข็งจากพื้นฐานอุตสาหกรรมเชื่อมโยงทั้งการผลิตรถยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบออโตเมชั่นต่างๆ ซึ่งคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถยกระดับเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) กล่าวว่า ทีเซลส์ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศ ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตยา ชีววัตถุ สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์นั้นมีอัตราการขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยปัจจุบันระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติและ AI Medical ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาททั้งต่อการรักษา การบริการทางการแพทย์ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทีเซลล์จึงจัดงานโครงการประกวดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ i-MEDBOT Innovation Contest 2021 ขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนผลงานของนวัตกรรมไทยให้สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและส่งเสริมให้ก้าวสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกวดในครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข และ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ยุค Next Normal อย่างมีศักยภาพ ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 20 ทีมจาก ทั่วประเทศทั้งวงการแพทย์ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท และผลงานอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล รวมถึงผลงานที่ผ่านเข้ารอบ ทาง ทีเซลส์ จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรม รองรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายชัยรัตน์ กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาวุฒิ ศรีนิรัตน์ จากทีม The Matrix ผู้ชนะเลิศประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;จากผลงาน Matrix UVC disinfection robot กล่าวว่า &amp;ldquo;Matrix UVC disinfection robot เป็นหุ่นยนต์สำหรับฆ่าเชื้อในอากาศโดยใช้รังสี UVC ที่ผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานของ CE MARK &amp;nbsp;หุ่นยนต์ทำงานด้วยการตั้งค่า GPS เพื่อเคลื่อนที่ไปยังจุดที่กำหนด และจะปล่อยรังสีออกมาเพื่อกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้ใน 64 วินาที และลำแสงจะถูกปิดทันทีหากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในบริเวณที่หุ่นยนต์กำลังทำงาน ซึ่งผลงานนี้ได้ผลิตและจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในอนาคตได้วางแผนในการหาตัวแทนจำหน่าย และใช้โมเดลในการเคลื่อนที่อัตโนมัติของหุ่นยนต์ต่อยอดการผลิตหุ่นยนต์ส่งอาหาร หรือหุ่นยนต์ส่งของต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115762</URL_LINK>
                <HASHTAG>สอท., อุตสาหกรรม, เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_61358cf288277.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2020 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2020 08:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;ห่วงพรก.ฉุกเฉินเสื่อมมนต์ขลัง แนะ3คาถาสู้ศึกโควิด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค. 63 &amp;ndash; นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;ldquo;ถ้าในสัปดาห์นี้ยังแก้ไขปัญหาความขาดแคลนในเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ยารักษาไวรัสโควิด หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ ไม่ได้ ก็น่าห่วงใยว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินอาจเสื่อมสิ้นมนต์ขลัง ขอเพียงตัดสินใจบนหลักการ 3 ข้อคือ 1.ถือเอาความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก 2.กฎระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ต้องยกเว้น 3.ต้องจัดงบประมาณมาใช้จ่ายให้เพียงพอ ในการทำสงคราม กับการแพร่ระบาดของไวรัส ด้วยประสบการณ์ 6 ปีตัดสินใจอย่างไรก็ไม่มีวันผิดพลาด&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61406</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, เครื่องมือแพทย์, โควิด-19, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb0a10c9bc07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ในหลวงห่วงโควิด19 พระราชทานอุปกรณ์การแพทย์/สั่ง26หน่วยงานเหลื่อมเวลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ ช่วยผู้ป่วยวิกฤติโควิด-19 แก่ 5 โรงพยาบาล รวม 92 เครื่อง ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โฆษก ศบค.เผยนายกฯ ขอบคุณความร่วมมือจาก ปชช.และทุกฝ่ายร่วมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด &amp;quot;มท.&amp;quot; ยกระดับความเข้มข้นทุกมาตรการ จว.พื้นที่เสี่ยง-กทม.-ปริมณฑล-อุบลฯ-สงขลา-ภูเก็ต-3 จังหวัดชายแดนใต้ สั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านกำชับติดแอปเฝ้าระวังติดตามบุคคลกลับจาก กทม. ด้าน ผบ.ทสส.ส่งหนังสือถึง 26 หน่วยงานรัฐ-วิสาหกิจปรับลดเวลาและวันทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ในการนี้พลเรือโทวิชัย มนัสศิริวิทยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ และพลเรือตรีสุมิตร แดงดีเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เป็นตัวแทนรับมอบของพระราชทานในเบื้องต้น ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett รุ่น 980 จำนวน 1 &amp;nbsp;เครื่อง, เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett รุ่น 840 จำนวน 3 เครื่อง, เครื่องช่วยหายใจ Draeger รุ่น &amp;nbsp;Carina จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องช่วยหายใจ Maquet รุ่น SERVO-s จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว จำนวน 13 เครื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีต่อกรมแพทย์ทหารเรือ กองทัพเรือ ตลอดจนประชาชน บุคลากรของกรมแพทย์ทหารเรือ กราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาท และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเป็นสรรพสิริมงคล และจะมุ่งมั่นดำเนินภารกิจดูแลผู้ป่วย ประชาชนที่ทุกข์ร้อน และจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานเพื่อพัฒนางานบริการทางการแพทย์ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม (กห.) พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวหลังประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ป่วยวิกฤติแก่ รพ.พระมงกุฎเกล้า, รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า, รพ.ภูมิพลอดุลยเดช และ รพ.ตำรวจ เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจชนิดควบคุมปริมาตรและความดัน 42 เครื่อง, เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 50 เครื่อง รวมทั้งหมดจำนวน 92 &amp;nbsp;เครื่อง ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ กระทรวงกลาโหม (กห.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และทุกโรงพยาบาล จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดในการดูแลช่วยเหลือชีวิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบวิกฤติจากภัยโรคระบาดครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ฯ ซึ่งเป็นวันที่สองหลังจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), ปลัดกระทรวงที่รับผิดชอบงาน 5 กลุ่ม และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม แต่ไม่มีระดับรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และฝ่ายการเมืองเข้าร่วมเหมือนวันที่ 26 มี.ค. โดยเป็นการรายงานการติดตามงานทั้งในด้านสาธารณสุข การควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์ การต่างประเทศ และช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ การแก้ไขสถานการณ์ด้านความมั่นคง &amp;nbsp;การปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท และภาพรวมหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้เข้าวันที่สอง
ยกระดับเข้มพื้นที่เสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีเพียงผู้รับผิดชอบกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพราะต้องการประชุมกับฝ่ายปฏิบัติเพื่อปรับให้รูปแบบการทำงานรวดเร็วขึ้น และนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง &amp;nbsp;พร้อมสั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เข้าประชุมด้วยทุกครั้ง เพราะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม รวมทั้งตัวแทนจากกระทรวงการคลังต้องเข้าร่วมด้วย &amp;nbsp;เพราะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อจะได้รับทราบแนวปฏิบัติตามที่สั่งการให้ตรงตามวัตถุประสงค์ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงผลการประชุมว่า ในที่ประชุม &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวชื่นชมประชาชนที่ให้ความร่วมมือมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 เช่น การเว้นระยะห่างในการนั่งรถโดยสารประจำทาง และการเว้นระยะห่างในการนั่งรับประมานอาหาร เป็นต้น &amp;nbsp;พร้อมกันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า ขณะนี้เตียงรองรับผู้ติดเชื้อเพียงพอ มีการปรับปรุงโรงแรมให้เป็นหอผู้ป่วยเฉพาะกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 250 เตียง ซึ่งในส่วนนี้จะใช้รองรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยซึ่งเป็นผู้ป่วยส่วนใหญ่ อีกทั้งในส่วนของเวชภัณฑ์มีการอนุมัติให้บริษัทเอกชนจำหน่วยชุดตรวจแบบสอดเข้าโพรงจมูกเพิ่มเติม 12 บริษัท และชุดเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันอีก 3 &amp;nbsp;บริษัท อย่างไรก็ตามมีงบกลาง 1,500 ล้านบาทให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นหน่วยงานกลางจัดซื้อจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แจกจ่ายบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เสนอให้จังหวัดที่มีผู้ป่วยมากและความเสี่ยงสูง ต้องยกระดับการป้องกันให้เข้มข้นขึ้นทุกมาตรการ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี ระยอง อุบลราชธานี และที่เน้นหนักมากเป็นพิเศษ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงภูเก็ต ซึ่งมาตรการต่างๆ แล้วแต่ทางจังหวัดจะไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงการเคอร์ฟิว ด้านกระทรวงการต่างประเทศเตรียมประชุมในวันที่ 30 มี.ค.เพื่อจัดเครื่องบินเช่าเหมาลำนำคนไทยกลับจากประเทศอิตาลี จากนั้นจะประสานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหามาตรการดูแลเนื่องจากเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ ผบ.ทสส.ระบุว่ามาตรการตั้งด่านต่างๆ นั้น ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่ก็จำเป็นต้องตั้งจุดตรวจเพื่อให้ประชาชนอยู่กับบ้านมากขึ้น โดยจะมีการเพิ่มจุดตรวจเป็นทั้งหมด 377 จุด ซึ่งประชาชนจะต้องคุ้นชินกับสถานการณ์ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ เพื่อทำให้ข้าศึกที่มองไม่เห็นลดลงด้วยการอยู่ในเคหสถาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีการพูดเรื่องเคอร์ฟิว แต่นายกรัฐมนตรีให้อำนาจผ่านกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าฯ &amp;nbsp;พิจารณามาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม เช่นการประกาศปิดชายหาดหรือสถานที่อื่นๆ หรือกรณียังมีการรวมกลุ่มของประชาชนต่างจังหวัดในแต่ละวัน&amp;quot; นพ.ทวีศิลป์กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2563 เรื่องการจัดโครงสร้างของ &amp;nbsp;ศบค. โดยมีการจัดโครงสร้างภายใน ดังนี้ 1.สำนักงานเลขาธิการ มีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่นายกฯ มอบหมายเป็นหัวหน้าสำนักงาน 2.สำนักงานประสานงานกลาง ให้เลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าสำนักงาน 3.ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นหัวหน้าศูนย์ 4.ศูนย์ปฏิบัติการด้านมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าศูนย์ 5.ศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าศูนย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสินค้า ให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าศูนย์ 7.ศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศ และดูแลคนไทยในต่างประเทศ ให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าศูนย์ 8.ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหัวหน้าศูนย์ 9.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้าศูนย์ และ 10.ศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูล มาตรการแก้ไขปัญหาจากการติดเชื้อโควิด-19 ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าศูนย์ โดยทั้ง 10 ศูนย์ต้องรายงานให้นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์ได้รับทราบ และนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์สามารถปรับปรุงโครงสร้างได้ นอกจากนี้ ผอ.ศูนย์ยังสามารถแต่งตั้งบุคคลเป็นคณะที่ปรึกษาด้านการแพทย์ ด้านกฎหมาย &amp;nbsp;ด้านธุรกิจ และด้านอื่นๆ อีกตามสมควร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การประชุม ศบค.ที่ก่อนหน้านี้นายกฯ ให้มีการประชุมทุกวันในช่วงนี้เพื่อประเมินสถานการณ์และติดตามงานนั้น สำหรับวันเสาร์และอาทิตย์นี้จะไม่มีการประชุม แต่จะมีการแถลงข่าวเวลา 11.00 น.&amp;nbsp;
กทม.ปิดพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพฯ แถลงว่า คณะกรรมการโรคติดต่อ กทม.พิจารณาให้มีการปิดสถานที่เพิ่มเติมและอนุโลมให้เปิดสถานที่เพิ่มเติม โดยสถานที่ปิดเพิ่มเติม คือ 1.สนามแข่งขันทั้งคนและสัตว์ เช่น สนามแข่งขันนกพิราบและนกเขา 2.สนามเด็กเล่นทั้งสวนสาธารณะและในหมู่บ้าน &amp;nbsp;3.สถานที่แสดงมหรสพ และสถานที่มีการละเล่นสาธารณะ เช่น ลานแสดงดนตรีในพื้นที่สาธารณะ 4.พิพิธภัณฑ์ และ 5.ห้องสมุด ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.-30 เม.ย.63 นอกจากนี้ยังให้มีสถานที่ปิดเพิ่มอีก คือ ห้องประชุมหรือห้องจัดเลี้ยงในโรงแรม หรือสถานที่รับจัดเลี้ยง เช่น บ้านทรงไทย ซึ่งการแต่งงานที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มี.ค.นี้จะได้รับผลกระทบ แต่ขอให้เข้าใจ กทม.เพราะหากมีการแพร่ระบาดจากงานแต่งงาน พลาดแล้วเรียกคืนไม่ได้ รวมถึงให้ปิดร้านสนุกเกอร์ คลินิกเสริมความงาม สถานเสริมความงามที่ประกอบเวชกรรม ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.เป็นต้นไป และปิดสถานที่รับเลี้ยงเด็กของรัฐและเอกชน จะมีผลในวันที่ 31 มี.ค.นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนพื้นที่อนุโลมเปิดได้ คือ 1.พื้นที่จัดให้รับประทานอาหารในโรงพยาบาล แต่ต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม 2.ตลาด หรือตลาดนัด อนุญาตให้ร้านดอกไม้ขายได้ 3.พื้นที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจในห้างสรรพสินค้า เช่น ไปรษณีย์ในห้าง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ความว่าได้รับการประสานจาก ศบค.ว่าสืบเนื่องจากการปิดห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ทำให้ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่ในห้างทั่วไปต้องปิดไปด้วย จึงมีประชาชนร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถไปใช้บริการเมื่อโทรศัพท์มือถือมีปัญหาได้ โดยเฉพาะกรณีซิมการ์ดโทรศัพท์เสีย &amp;nbsp;(ซิมดับ) หรืออุปกรณ์มือถือชำรุด กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาผลกระทบต่อประชาชน จึงขอให้จังหวัดพิจารณาการผ่อนผันให้ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือ หรือระบบสื่อสารในห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อเฝ้าระวังติดตามบุคคลที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลับภูมิลำเนา ให้จังหวัดดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.ให้อำเภอสั่งการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนสำหรับชุมชนในเขตเทศบาล ขอความร่วมมือให้ผู้ที่เดินทางกลับติดตั้งแอปพลิเคชัน AOT Airports 2.หากพบว่าเมื่อแอปพลิเคชันแจ้งเตือนการขาดหาย หรือออกนอกพื้นที่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติตามที่ได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้
แจ้ง 26 หน่วยงานปรับลดเวลาทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ลงนามหนังสือวันที่ 26 มี.ค.63 แจ้งไปยัง 26 หน่วยงาน เพื่อปรับลดเวลาและวันทำงานของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรหรือองค์การมหาชน หรือหน่วยงานอิสระ ตั้งแต่ 27 มี.ค.เป็นต้นไป ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ตามมาตรการที่ สธ.กำหนดและการเว้นระยะห่างทางสังคม ดังนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายกราชบัณฑิตยสภา, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, อัยการสูงสุด, ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน, ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์, อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา, ประธานศาลปกครอง, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, &amp;nbsp;ประธานสภาพัฒนาการเมือง, เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย, เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และนายกพัทยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ปิดอาคารรัฐสภา โดยอ้างถึงความกังวลของข้าราชการกลัวติดไวรัสโควิด-19 ว่า อาคารรัฐสภาไม่สามารถปิดได้เพราะเป็นสถานที่ราชการรวมถึงหน่วยงานราชการต่างๆก็ไม่สามารถปิดได้เช่นกัน เพียงแต่ขอความร่วมมือ เช่น ไม่เดินทาง ไม่อยู่ในที่แออัดเกินไป ส่วนข้าราชการบางส่วนที่ไปทำงานตามอาคารเช่าต่างๆ เท่าที่ไปตรวจเยี่ยมมามีสภาแออัด ซึ่งก็ได้มีการปรับให้ส่วนหนึ่งกลับไปทำงานที่บ้าน เพื่อให้เกิดความไม่หนาแน่นเกินไป ซึ่งตนก็เห็นด้วย ส่วนใหญ่การทำงานของคณะกรรมาธิการไม่มีการประชุมแล้ว แต่ก็เหลือเพียงคณะกมธ.ป.ป.ช. ก็ต้องให้เกียรติเขาในการพิจารณาว่าจะประชุมต่อไปหรือไม่ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีวุฒิภาวะแล้ว ส่วนจะสั่งให้ปิดเลยเป็นไปไม่ได้ ต้องทำงานตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังรับมอบแอลกอฮอล์คุณภาพจาก &amp;nbsp;ปตท.จำนวน 30,000 ลิตร เพื่อมอบให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ไปผลิตยาว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้อนุมัติงบกลาง 1,500 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุขไปบริหารจัดการซื้ออุปกรณ์ยาและเวชภัณฑ์ ในการควบคุมและแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งกระทรวงจะได้โอนงบประมาณให้องค์การเภสัชกรรมไปสั่งซื้ออุปกรณ์เหล่านี้จากทั้งจีนและญี่ปุ่นในแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ได้ประมาณ 340,000 เม็ด เพียงพอใช้กับประชาชน 6,000 คน โดยจะใช้ในผู้ป่วยรายที่มีอาการหนัก ปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง ส่วนในรายที่มีอาการไม่รุนแรงก็รักษาตามอาการ ขณะเดียวกันจะมีการจัดซื้อหน้ากากอนามัยแบบ N95 และชุด PPE เพิ่มเติมเพื่อใช้สำหรับป้องกัน รวมอย่างละ 2 ล้านชิ้นเพื่อให้เพียงพอ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61177</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช่วยผู้ป่วยวิกฤติโควิด-19, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, พระราชทาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุปกรณ์ทางการแพทย์, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องมือแพทย์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dff700f7b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;สั่งด่วนให้&#039;เจลแอลกอฮอล์&#039;เป็น&#039;เครื่องสำอางค์&#039;แก้ปัญหาสินค้าขาดตลาดรับมือ โควิด-19 ระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.63 - จากกรณีที่เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562 กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศ ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบเพื่อฆ่าเชื้อ เป็นเครื่องมือแพทย์ และจะบังคับใช้ในวันที่ 11 มีนาคม อันจะส่งผลให้บริษัทเครื่องสำอางค์ ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตเครื่องมือแพทย์ ไม่สามารถผลิตเจลแอลกอฮอล์ หรือเจลล้างมือออกสู่ตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศเก่า ตั้งแต่โลกยังไม่รู้จัก Covid-19 แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปมาก เราต้องระดมทุกทรัพยากรมาช่วยกันสกัดโรคนี้ จึงได้สั่งการให้ยกเลิกประกาศฉบับนี้ และ อย.ได้ปฏิบัติตามแล้ว เท่ากับผู้ผลิตเครื่องสำอางค์กลับมาผลิตเจลแอลกอฮอล์ได้ จากนี้ เจลล้างมือจะทยอยเข้าสู่ตลาดบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58952</URL_LINK>
                <HASHTAG>สธ., อนุทิน ชาญวีรกูล, เครื่องมือแพทย์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200305/image_big_5e60b50b385e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 17:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 14:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พี่ตูน-รพ.พระมงกุฎฯรับมอบอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์จากโครงการก้าวคนละก้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.62- พล.ต.นิมิตร์ สะโมทาน ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า พร้อมด้วย พล.ท.พีระพล ปกป้อง เลขาธิการ มูลนิธิรพ.พระมงกุฎฯ&amp;nbsp; พ.อ.นพ.ธนากร เทียนศรี หัวหน้าแผนกศัลยกรรมประสาท รพ.พระมงกุฎฯ นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูนบอดีสแลม ร่วมกันแถลงข่าว รับมอบอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ ที่จัดซื้อด้วยงบประมาณจากโครงการก้าวคนละก้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.นิมิตร์ &amp;nbsp;กล่าวว่า รพ.พระมงกุฎฯ ยังต้องการเครื่องมือจำนวนมาก แต่หากใช้กระบวนการจัดหาปกติต้องวางแผน 1-2 ปีถึงจะได้ แต่เงินที่ได้รับจากโครงการก้าวคนละก้าว 221 ล้านบาท ทำให้ รพ.สามารถจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ได้เร็วขึ้นรวม 60 รายการ อาทิ เครื่องหัวใจและปอดเทียม เครื่องควบคุมการให้เลือดผู้ป่วยอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ เครื่องกระตุกหัวใจ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นสั้น โดยไฮไลท์อยู่ที่หุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง มูลค่า 55 ล้านบาท เครื่องแรกในประเทศไทย และเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสามารถสร้างแผนที่ระบบประสาทของสมองทั้งหมดได้ภายใน 20 นาที และช่วยสร้างแผนการผ่าตัดและนำทางได้อย่างแม่นยำ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์ เดียวกับแขนหุ่นยนต์ที่ใช้ในสถานีอวกาศของนาซ่า นอกจากนี้ยังจัดซื้อเครื่องมือแพทย์จำเป็นและรถพยาบาลมอบให้รพ.ในสังกัดกรมแพทย์ทหารบกอีกด้วยโดย ก้าวต่อไปอยู่ระหว่างการสร้างศูนย์กู้ชีพก้าวคนละก้าว ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.นพ.ธนากร กล่าวว่า ปกติศัลยแพทย์ผ่าตัดสมองจะมีความลำบากมาก เพราะสมองมีความซับซ้อนสูง มีเซลล์ประสาทประมาณแสนล้านเซลล์ มีเส้นทางเชื่อมต่อประมาณแสนล้านเส้นทาง ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าการผ่าตัดจึงมีความเสี่ยงโดยหากทำให้เส้นทางเชื่อมต่อเสียหาย ก็จะเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้ แต่ปัจจุบันการผ่าตัดด้วยหุ่นยนตร์ดังกล่าว จะให้ภาพที่มีความละเอียดสูง สามารถแยกเส้นเลือด เส้นประสาท และสมองได้ มีระบบนำทางไปหาเนื้องอกโดยตรง ทำให้ไม่หลงเส้นทาง และมองเห็นเส้นทางเชื่อมต่อเส้นประสาทได้จึงหลบหลีกได้ ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพดี ปลอดภัยสูง ลดเวลาผ่าตัดให้สั้นลงประมาณ 12-16 ชั่วโมง แล้วแต่ความยากง่ายของผู้ป่วยแต่ละราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูนบอดีสแลม กล่าวว่า ตนขอเป็นตัวแทนจากประชาชนคนไทยทุกคนที่ร่วมบริจาคเงินในโครงการก้าวคนละก้าวมาทั้งปี 60 เป็นตัวแทนเด็กน้อยยกกระปุกออมสิน เด็กน้อยที่ให้เงิน 20 บาท และทุกๆ คนที่โอนเงินมาร่วมสมทบผ่านช่องทางต่างๆ วันนี้คือความสุขที่ทุกคนสมควรได้รับไป และยินดีกับรพ.พระมงกุฎที่มีเครื่องมือดี เพื่อรักษาคนไข้ให้มีชีวิตรอด ที่สำคัญคือช่วยให้คนที่ไม่มีเงินเยอะ คนไทยสามัญ ได้รับการรักษาด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากคนที่มีเงิน อย่างไรก็ตาม ภายในกลางปีนี้จะแนวคิดจะจัดโครงการก้าวคนละก้าวปีที่ 2 เนื่องจากพบว่ายังมีรพ.ขนาดเล็กตามต่างจังหวัดที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งตนและทีมงานจะลงไปพูดคุยกับแพทย์และพยาบาลก่อน ว่าต้องการอะไรบ้าง แต่การวิ่งคงไม่ได้เป็นการวิ่งระยะยาวเหมือนเดิม แต่อยากให้โครงการวิ่งเป็นโครงการที่ให้ความสนุก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.จรรยา ดวงมณี ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์ศัลยกรรมประสาท กล่าวว่า เครื่องนี้ประชาชนทุกสิทธิสามารถใช้ได้ คนสามารถใช้ได้ แต่ขึ้นกับการวินิจฉัยแพทย์และส่งต่อมายังรพ.พระมงกุฎฯ ส่วนค่าใช้จ่ายเฉพาะตัวเครื่องนั้นไม่ได้คิดเพิ่ม โดยคิดอัตราเดียวกับรพ.รัฐ ส่วนการผ่าตัดปัจจุบันสามารถทำได้ประมาณสัปดาห์ละ 4 ราย เนื่องจากรพ.ยังมีขีดจำกัดเรื่องห้องผ่าตัด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27419</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย, ตูนบอดีสแลม, นิมิตร์ สะโมทาน, ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า, พ.อ.นพ.ธนากร เทียนศรี, พล.ท.ประทีป ปกป้อง, รับมอบ, เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c496e1a0d737.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
