<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 18:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเน็ตเดือด สธ.ประกาศ ‘ผ้าอนามัยชนิดสอดเป็นเครื่องสำอาง’ ส่งผลเจอภาษีแพงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค. 2564 กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเซียล หลังมีการเผยแพร่ประกาศของราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ที่มีการประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการกำหนดวัตถุอื่นเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. 2564 ซึ่งอาศัยอำนาจตามความใน (3) ของบทนิยามคำว่า &amp;lsquo;เครื่องสำอาง&amp;rsquo; ในมาตรา 4 และมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง&amp;nbsp;พ.ศ. 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ให้ผ้าอนามัยชนิดสอดที่ใช้สอดใส่เข้าไปในช่องคลอดเพื่อซับเลือดประจำเดือนเป็นเครื่องสำอาง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประเด็นนี้สร้างความเดือดให้กับชาวเน็ตในทันที โดยในโลกโซเซียลอย่างทวิตเตอร์ ทัแฮชแท็ก #ผ้าอนามัยไม่มีภาษี ก็ติดเทรนด์อันดับ 1 อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นวงกว้าง ที่ตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า การจัดหมวดหมู่ให้ผ้าอนามัยแบบสอดไปเป็นหมวดเครื่องสำอางได้อย่างไร?&amp;nbsp; ซึ่งจากประกาศนี้จะส่งผลให้อัตราภาษีเพิ่มจากเดิม 7% เป็น 30% ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายฉบับนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ทำไมภาครัฐจำเป็นต้องภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะเพิ่มมากขึ้น พร้อมและระบุว่า ในหลายประเทศมีการยกเลิกภาษีผ้าอนามัยกันแล้ว ขณะที่สกอตแลนด์ ในปีที่แล้วก็มีการผ่านกฎหมายให้ผู้หญิงและผู้ที่มีประจำเดือนใช้ผ้าอนามัยฟรีเป็นประเทศแรกของโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง เคยออกมาชี้แจงแล้วว่า ภาครัฐไม่มีการเก็บภาษีผ้าอนามัยในอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยถึง 40%เพราะถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โดยไม่ได้ถูกระบุในพิกัดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ดังนั้นภาษีผ้าอนามัยจึงจะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามราคาของสินค้าเหมือนสินค้าชนิดอื่น ซึ่งก็คือ 7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กดอ่านเทรนด์เพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเพจ Drama addict เขียนถึงประเด็นนี้ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายๆเพจกำลังเล่นประเด็นนี้ในกฏกระทรวงที่ออกมาเมื่อวันที่ 19 อยู่ เตือนว่า ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบด่า เด๋วซวยเอา เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องทางเทคนิคของข้อกฏหมายเกี่ยวกับเครื่องสำอางแบบสอด ที่มันพิเศษกว่าชาวบ้านหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือก่อนหน้านี้ ผ้าอนามัยแบบสอด เฉพาะแบบสอดนะ ถูกจัดเป็นเครื่องสำอาง ตั้งแต่ปี 28 เพราะเข้าได้กับนิยามเครื่องสำอาง คือ วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวมตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่างๆ ด้วย โดยไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ้าอนามัยแบบสอดต้องใช้มาตรฐานของเครื่องสำอาง เพราะผ้าอนามัยแบบสอดนี่มันแตกต่างจากผ้าอนามัยทั่วไปนิดหน่อย คือ ถ้าใส่คาไว้นาน ไม่ถอดมาเปลี่ยน อาจเกิดการหมักหมม แล้วแบคทีเรียผลิตพิษออกมาจนติดเชื้อในกระแสเลือดช๊อคตายได้ (นี่กูพูดจริงนะไม่ใช่เรื่องล้อเล่น) ดังนั้นจึงต้องมีมาตรฐานควบคุมสูงหน่อย เพื่อสุขภาพคนใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่ามีการแก้ไขนิยามเครื่องสำอางใน พรบ ปี 58 เปลี่ยนนิยามของเครื่องสำอางนิดหน่อย ทำให้ ผ้าอนามัยแบบสอด หลุดจากนิยามของเครื่องสำอางไป เขาเลยออกกฏกระทรวงมาระบุว่าผ้าอนามัยแบบสอดจัดเป็นเครื่องสำอางอีกที แต่อันนี้เพื่อผลทางกฏหมายในการจดแจ้งพวกผ้าอนามัย ส่วนประเด็นราคาของผ้าอนามัยแบบสอด ที่คนกังวลว่าจะสูงขึ้นมั้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะกรมสรรพสามิตร ยืนยันว่า ไม่มีการเก็บภาษีอนามัย ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย ก็ราคาตามเดิมเหมือนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดก็ตามนี้ครับ สรุป ไม่มีอะไร แค่เรื่องเทคนิคทางกฏหมายเท่านั้นเอง ส่วนโรคติดเชื้อในกระแสเลือดจากการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดไม่ถูกสุขอนามัย ใครสนใจอ่านในนี้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110743</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผ้าอนามัยแบบสอด, เครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f94f413f497.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ผลักดันส่งออกสินค้าตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก  อาหาร-สมุนไพร-เครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดทำแผนตามยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการเพิ่มเติม โดยได้วางแผนในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์ของโลกในหลายด้าน ทั้งเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ความต้องการสินค้าอาหารที่มีคุณภาพสูง อาหารฮาลาลสำหรับผู้บริโภคชาวมุสลิม และสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูง หลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสินค้าที่กรมฯ ประเมินว่า กำลังเป็นแนวโน้มใหม่ของโลก และเป็นเทรนด์ที่จะเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัฒนามาจากของเหลือใช้ 2 รูปแบบ คือ ผลผลิตเหลือใช้ทางการเกษตร และขยะคุณภาพดีจากแหล่งอุตสาหกรรม ที่นำมาแปรรูปและออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เชิงสร้างสรรค์ สินค้าในกลุ่มอาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ที่ได้รับการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (circular packaging) เพื่อตอบโจทย์นโยบาย BCG โดยกรมฯ มีแผนที่จะดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมด้านการตลาด ผ่านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์สินค้า BCG ของไทยในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีอาหารอนาคต (future food) ที่ประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก คือ 1.อาหารฟังก์ชั่น (functional food) 2.อาหารนวัตกรรมใหม่ (novel food) 3.อาหารทางการแพทย์ (medical food) และ 4.อาหารอินทรีย์ (organic food) ที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในด้านต่างๆ อาทิ การเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพื่อโภชนาการเฉพาะบุคคล เพื่อสุขภาพจิตที่ดี เพื่อโภชนาการรูปแบบใหม่ที่ไม่บริโภคอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ (Plant-based) และอาหารผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยมีตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ส่วนอาหารมังสวิรัติ มีตลาดเป้าหมาย คือ อินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สินค้าฮาลาล มีเป้าหมายจะเร่งส่งเสริมและผลักดันการ่สงออกสินค้าในกลุ่มอาหาร แฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง โดยมีตลาดเป้าหมายในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ UAE เป็นต้น และตลาดในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาก เช่น อินเดีย จีน รัสเซีย เป็นต้น รวมทั้งจะเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าในกลุ่มสมุนไพร เครื่องสำอาง ที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยมีตลาดเป้าหมาย ได้แก่ จีน เวียดนาม รัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้ากลุ่มอื่นๆ จะเน้นสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ตลาดโลกฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง และ ธุรกิจบริการมูลค่าสูง ได้แก่ ดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ เกมส์ แอนิเมชันคาแรคเตอร์ และธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเดิมที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะอาหาร ทั้งอาหารคน และอาหารสัตว์เลี้ยง 2.สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน และ 3.สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ และสินค้าเพื่อสุขภาพและอนามัย กรมฯ ยังจะเดินหน้าผลักดัน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าเหล่านี้ ยังคงเป็นที่ต้องการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109125</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมุนไพร, สมเด็จ สุสมบูรณ์, ส่งออกสินค้า, อาหาร, เครื่องสำอาง, เมกะเทรนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9c9e0d82cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังคับใช้แล้ว‘กัญชา-กัญชง’ในเครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.2564 - &amp;nbsp;&amp;lsquo;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การใช้ส่วนของกัญชาในเครื่องสำอาง พ.ศ.2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การใช้ส่วนของกัญชงในเครื่องสำอาง พ.ศ.2564 ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.นี้ โดยเนื้อหาของประกาศ 2 ฉบับดังกล่าวเป็นการกำหนดปริมาณ และการใช้กัญาชา และกัญชงในเครื่องสำอางต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดกัญชาที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดกัญชงที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, กัญชา, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข, เครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609d044d7bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2021 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะนำ 3 วิธีเลือกคลีนซิ่งลดสิวฉบับบิวตี้บล็อกเกอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;เพราะด้วยคุณสมบัติเด่นของคลีนซิ่งที่สามารถลบเครื่องสำอาง, ครีมกันแดด รวมไปถึงสิ่งสกปรกต่างๆ บนใบหน้าได้อย่างหมดจด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นสาวๆ หลายคนใช้ไอเทมดังกล่าวกันเป็นประจำทุกครั้งก่อนล้างหน้า ถึงแม้คลีนซิ่งจะมีข้อดีมากมาย แต่ถ้าหากใครที่เป็นสิวอยู่แล้วและเผลอไปเลือกใช้คลีนซิ่งผิดประเภท แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราหวังไว้ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น วันนี้เราจึงได้ลองรวบรวมทุกรายละเอียดสำคัญในการเลือกคลีนซิ่งลดสิวมาให้สาวๆ ทุกคนได้ลองไปอ่านเพิ่มเติมกัน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นยังไง ถ้าพร้อมแล้ว ลองตามไปดูกันได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;สังเกตสภาพผิวของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจสำคัญของการเลือกคลีนซิ่งลดสิวคือการลองย้อนกลับมาสังเกตตัวเองว่าปกติแล้วผิวของเรามีสภาพแบบไหน สำหรับใครที่ผิวมัน แน่นอนว่าสิ่งที่หลายคนมักประสบพบเจอ คงหนีไม่พ้นความมันส่วนเกินบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว ในเมื่อความมันมักมาคู่กับคนผิวมันอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเลยก็คือการมองหาคลีนซิ่งที่มีคุณสมบัติช่วยควบคุมและไม่ทำให้หน้ามันไปกว่าเดิม ได้แก่ คลีนซิ่งแบบน้ำ ส่วนประเภทของคลีนซิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ คลีนซิ่งแบบเจลและแบบออยล์ ในขณะเดียวกันหากใครที่เป็นคนผิวแพ้ง่าย ทางที่ดีควรมองหาคลีนซิ่งที่มีปราศจากของสารก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น แอลกอฮอล์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;หลีกเลี่ยงสารบางประเภทที่มีอยู่ในคลีนซิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;นอกเหนือไปจากการเลือกคลีนซิ่งลดสิวให้เหมาะกับสภาพผิวแล้ว อีกหนึ่งรายละเอียดสำคัญที่เราควรจะใส่ใจไม่แพ้กันได้แก่การหลีกเลี่ยงสารบางประเภทที่มีอยู่ในตัวคลีนซิ่ง เนื่องจากสารประเภทนี้มักก่อให้เกิดอาการระคายเคืองรวมไปถึงการอุดตันบริเวณรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเกิดสิว โดยตัวอย่างของสารที่คนทุกสภาพผิวควรเลี่ยง ได้แก่ สารในกลุ่มซัลเฟตและสารกันเสียในกลุ่มพาราเบน รวมไปถึงน้ำหอม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ทดลองด้วยการซื้อคลีนซิ่งไซส์เล็กมาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;เนื่องจากสภาพผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเกิดอาการแพ้หลังจากลองใช้คลีนซิ่งลดสิวที่ใครหลายคนบอกปากต่อปากกันว่าดี ในเมื่อสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นแบบนี้ ดังนั้นวิธีเลือกคลีนซิ่งให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการลองซื้อผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กมาใช้งานเพื่อสังเกตดูว่าหลังจากเราลองทาบริเวณที่มีสภาพผิวใกล้เคียงกับผิวหน้าอย่างหลังหูหรือข้อพับไปแล้ว ร่างกายของเราได้ส่งสัญญาณของอาการแพ้ เช่น ผดหรือรอยแดง หลังใช้งานไปแล้ว 48 ชั่วโมงหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครีมกันแดด, คลีนซิ่ง, บิวตี้บล็อกเกอร์, เครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210113/image_big_5ffebf53a52ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นศ.สาวร้องป. โมเดลลิ่งลวง ถ่ายนู้ดส่งขาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นศ.สาวเข้าร้องกองปราบฯ ถูกคนร้ายอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่งติดต่อขอถ่ายภาพเปลือยโฆษณาคลินิกศัลยกรรม ก่อนนำไปขายให้สมาชิกทางไลน์ เผยมีผู้ตกเป็นเหยื่ออีกหลายราย เข้าข่ายค้ามนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนนี้ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้พา น.ส.หนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 19 ปี เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับโมเดลลิ่งรายหนึ่ง ที่หลอกให้ถ่ายคลิปหวิวเพื่อทำรีวิวสินค้า ก่อนนำภาพและคลิปเปลือยไปโพสต์ขายในแอปพลิเคชันไลน์ทางกลุ่มลับ โดยขอให้ดำเนินคดีต่อโมเดลลิ่งรายนี้กับพวกในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.หนึ่งเปิดเผยว่า เป็นนักศึกษาของสถาบันแห่งหนึ่ง แต่ก็มีผู้ติดตามในอินสตาแกรม หรือไอจี อยู่พอสมควร โดยตนจะรับรีวิวสินค้าต่างๆ เช่น ครีม เครื่องสำอาง รวมไปจนถึงเสื้อผ้า กระทั่งมีคนร้ายอ้างตัวเป็นโมเดลลิ่งติดต่อมาขอให้รีวิวครีม โดยโอนเงินค่าจ้างให้ก่อน 2,900 บาท ต่อมาก็ขอให้รีวิวคลินิกศัลยกรรม ส่วนค่าจ้างจะให้ศัลยกรรมฟรี 2 กรณี ทั้งนี้ ภาพที่ต้องการคือภาพเปลือยเรือนร่างทั้งหมด จึงตอบตกลงและถ่ายภาพส่งไปให้ โดยไม่คิดว่าจะถูกนำไปเผยแพร่ แต่ที่หลงเชื่อและตัดสินใจส่งภาพไปให้ ก็เพราะคนร้ายส่งภาพตัวอย่างของคนอื่นมา เป็นภาพเปลือยเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คนร้ายยังอ้างอีกว่าจะช่วยดูโหงวเฮ้งเพื่อแก้เคล็ดให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่ง น.ส.หนึ่งก็หลงเชื่อ แต่ปรากฏว่าคนร้ายกลับนำเอาภาพเปลือยของตนไปโพสต์ขายทางไลน์กลุ่มลับในราคา 2,000-10,000 บาท โดยที่ตนไม่เคยรู้เรื่อง เพราะหลังจากส่งคลิปไปให้ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย มารู้อีกทีก็เพราะเพื่อนส่งมาให้ดู ตอนแรกจะมีการนำภาพในชุดนักเรียนมาลงให้ดูก่อน ก่อนแจ้งกับผู้สนใจว่าถ้าอยากดูคลิปเต็มให้เสียเงินสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มลับ คนที่จะสมัครต้องถ่ายรูปบัตรประชาชนส่งมาพร้อมโอนเงินให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.หนึ่งกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ตนเสียหาย เพราะบางคนก็มองว่าขายคลิป หรือขายตัว มีคลิปเซ็กซ์โฟนกับคนอื่น แต่จริงๆ ไม่ได้ทำ จึงอยากจะมาร้องขอความเป็นธรรม ขอให้ตำรวจจับกุมคนที่ทำให้ได้ เท่าที่ทราบยังมีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออีกเป็นจำนวนมากด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายรณณรงค์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นได้พิจารณาดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์ เนื่องจากมีพฤติการณ์หลอกผู้เสียหายให้ถ่ายภาพ อ้างว่าจะดูดวงให้ แต่กลับนำภาพเปลือยของเหยื่อไปขายในไลน์ที่เป็นกลุ่มลับ จึงจะให้กองปราบฯ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทลายเครือข่ายเหล่านี้ทั้งหมด เพราะพบว่ามีภาพของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งน่าจะเข้าข่ายการค้ามนุษย์ โดยเป็นเรื่องของการผลิตสื่อลามกเพื่อจำหน่าย การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนเบาะแสของผู้กระทำความผิดก็พอมีอยู่ ตนจะมอบให้พนักงานสอบสวนทั้งหมดเพื่อขยายผลการจับกุมทั้งเครือข่าย เพราะเชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการ เนื่องจากมีผู้เสียหายที่ถูกหลอกนับสิบคน บางคนก็เป็นเน็ตไอดอลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องนำเสนอให้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พิจารณาสั่งการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11306</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายคลิป, ขายตัว, ครีม, พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180613/image_big_5b211bb181ddc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่น!ออกประกาศ2ฉบับรวดคุมโฆษณาเครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.2561 &amp;ndash; กรณีเครื่องสำอาง และอาหารเสริมไร้คุณภาพ รวมทั้งมีการโฆษณาเกินจริง ทำให้ล่าสุดมีการออกประกาศและระเบียบเกี่ยวกับเครื่องสำอางออกมาแล้ว 2 ฉบับรวดในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ประกอบด้วยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การขอความเห็นเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องสําอาง พ.ศ.2561 ซึ่งลงนามโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และระเบียบคณะกรรมการเครื่องสําอางว่าด้วยการโฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นจากการโฆษณาเครื่องสําอาง พ.ศ.2561 ซึ่งลงนามโดยธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการสุขภาพ ประธานกรรมการเครื่องสําอาง และมีผลบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดประกาศที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดระเบียบที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11225</URL_LINK>
                <HASHTAG>ราชกิจจานุเบกษา, สาธารณสุข, อาหารเสริม, เครื่องสำอาง, โฆษณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้&#039;อย.-สคบ.&#039;ต้องปรับตัวด่วน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2561 - ดร.นพดล &amp;nbsp;กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิ สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำเผยผลสำรวจ เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อความไม่ปลอดภัยใน เครื่องสำอาง อาหาร และยา กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,037 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 63.3% ไม่ทราบว่า สามารถตรวจสอบเลของค์การอาหารและยา (อย.) ได้ด้วยตนเอง ในขณะที่ 36.7% ทราบ โดยตรวจสอบผ่านเว็บ อย. สายด่วน อย. เว็บค้นหาทั่วไป และ แอพพลิเคชั่นนอกจากนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งน่าเป็นห่วง คือ ส่วนใหญ่หรือ 73.9% ไม่ทราบว่าสามารถตรวจสอบเลข จดแจ้ง เครื่องสำอางได้ ด้วยตนเอง ในขณะที่ 26.1% ทราบ โดยตรวจสอบผ่าน เว็บ อย. ฉลาก สายด่วน อย. แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ค้นหาทั่วไป อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ 91.9% พอใจการทำงานของตำรวจที่จับกุมดำเนินคดี ขบวนการ สวมเลข อย. ได้ ในขณะที่ 8.1% ไม่พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ช่องทางที่เคยพบเห็นโฆษณา เครื่องสำอางผ่านสื่อต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 83.6% พบเห็นผ่านทาง เฟซบุ๊ก รองลงมาคือ 51.6% พบเห็นผ่านทาง ทีวี &amp;nbsp;33.8% พบเห็นผ่านทางไลน์ ในขณะที่ 26.4% พบเห็นผ่านทางสิ่งพิมพ์ &amp;nbsp;20.9% ผ่านทางการบอกต่อ และ 7.8% ผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ทั่วไป ทวิตเตอร์ &amp;nbsp;ยูทูป และอินสตาแกรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึง แหล่งที่เชื่อมั่นในการซื้อ สินค้า เครื่องสำอาง พบว่า เกินครึ่งหรือ 55.9% เชื่อมั่น เชื่อถือ บริษัท ชื่อสินค้า รองลงมาคือ 36.2% เชื่อคนรู้จักแนะนำ 22% เชื่อ คำโฆษณา 15.5% เชื่อดารา คนดัง และ 11.6% เชื่ออื่นๆ เช่น จากผู้เชี่ยวชาญ ดู คอมเมนท์ต่างๆ หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า สารประกอบที่ใช้ในการผลิตและส่วนผสม ดูจากมาตรฐานการรับรอง และคนรู้จักที่ใช้ผลิตภัณฑ์จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ หน่วยงานที่ ประชาชนต้องการให้เร่งแก้ไข ปัญหาความไม่ปลอดภัยของประชาชนในการซื้อ เครื่องสำอาง อาหาร และ ยา พบว่า อันดับแรก ส่วนใหญ่ 78.3% ได้แก่ อย. รองลงมาคือ 72.4% ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และส่วนใหญ่เช่นกัน หรือ 63.5% ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่ 35.2% ระบุตำรวจ และ 2.5% ระบุอื่นๆ เช่น สื่อมวลชน โรงเรียน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ผลสำรวจ, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ, สคบ., องค์การอาหารและยา, อย., อาหาร}สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, เครื่องสำอาง, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1c90c03235a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
