<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119702</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทสส. เผยปรับเคอร์ฟิวเหลือ 5 ทุ่มถึงตี 3 ช่วยอำนวยความสะดวกปชช. ยันดูแลปลอดภัยเหมือนเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค.64 - เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปก.ศปม.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่า จะเป็นไปตามวาระการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หากลดเวลาการออกนอกเคหสถาน(เคอร์ฟิว)เหลือ 5 ทุ่มถึงตี 3 จะช่วยเรื่องการตั้งด่านความมั่นคงให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้สะดวก และความปลอดภัย มากขึ้นอย่างไรหรือไม่ พล.อ.เฉลิมพล กล่าวว่า ในส่วนเรื่องความปลอดภัย เรื่องการตั้งด่านความมั่นคงที่ร่วมกันทำงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งทางตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่หลัก การลดระยะเวลาเคอร์ฟิว ในห้วงเวลานั้น เพื่อต้องการให้ ประชาชนออกมาดำเนินกิจการกิจกรรม หรือการเดินทางได้ดีขึ้น โดยเรื่องความปลอดภัยเราก็มีชุดตรวจอยู่เหมือนเดิม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119702</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, ล็อกดาวน์, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211014/image_big_6167a2c9d23c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงศบค.ชุดใหญ่ขยับเคอร์ฟิวเป็น5ทุ่มถึงตี3ให้มีผล16ต.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันที่ 14 ต.ค.เวลา 10.00น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 หรือ (ศบค.) จะเป็นประธานการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 หลังจากผ่อนคลายและปรับมาตรการกิจการกิจกรรมต่างๆมาครบ 14 วัน อย่างไรก็ตาม ศปก.ศบค. จะเสนอให้ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่พิจารณาผ่อนคลายเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาปรับระดับสีใหม่ให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือสีแดงเข้ม เหลือจำนวน 24 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่สีแดง จำนวน 29 จังหวัด และพื้นที่ควบคุมหรือสีส้ม จำนวน 24 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ศปก.ศบค. จะเสนอให้ที่ประชุม ศบค. พิจารณาเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกเคหะสถานหรือ เคอร์ฟิว โดยเสนอให้ขยับเวลาจากเดิม 22.00น.-04.00น. ของวันรุ่งขึ้น เป็น 23.00 น. - 03.00น. ของวันรุ่งขึ้น ไปอีก 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 - 31 ต.ค. 2564 ส่วนกิจการกิจกรรมในพื้นที่สีแดงเข้มจะเสนอให้ผ่อนคลายและปรับมาตรการคือ ให้สามารถจัดการประชุม รวมถึงงานประเพณีในศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ และสถานที่ลักษณะเดียวกันในห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมได้ โดยปรับจำนวนการรวมกลุ่มคนตามระดับพื้นที่สี โดยให้พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน พื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 100 คน พื้นที่ควบคุม ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า200 คน พื้นที่เฝ้าระวังระวังสูง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 300 คน และพื้นที่เฝ้าระวัง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 500 คน รวมถึงให้เปิดสถานดูแลผู้สูงอายุแบบไป-กลับได้ แต่ต้องได้รับการพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ซึ่งกิจการกิจกรรมที่จะปรับมาตรการในครั้งนี้ให้เปิดดำเนินการได้ไม่เกินเวลา 22.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะเสนอให้ที่ประชุม ศบค.พิจารณาแนวทางการเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 10 ประเทศแบบไม่ต้องกักตัว โดยจะพิจารณาปัจจัยหลักคือ จำนวนผู้ติดเชื้อของแต่ละประเทศ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอให้ ศบค.พิจารณาสูตรฉีดวัคซีนแบบไขว้ คือฉีดแอสตราเซเนกาตามด้วย ไฟเซอร์ นอกจากนี้จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณามาตรการแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในวันที่ 1 พ.ย. รวมถึงความพร้อมด้านต่างๆก่อนที่จะอนุญาตเปิดสถานบันเทิงให้ดื่มกินได้วันที่ 1 ธ.ค. โดยข้อเสนอต่างๆจะชัดเจนอย่างไรให้รอมติที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่วันที่ 14 ต.ค.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119636</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศบค., ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_61444fd7effd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 14:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 14:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกตรวจสถานบริการ ฝ่าพรก.ฉุกเฉิน เปิดเกินเวลา-ขายเหล้า จับนักเที่ยวได้ 38 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 6 ตุลาคม&amp;nbsp;เวลา 22.30 น. นายณรงชนนฐ์ ดีปู่ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองนครราชสีมา รักษาการนายอำเภอเมืองนครราชสีมา มอบหมายให้ นายศตพรรษ เพ็งแจ่มศรี ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมา ฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง จำนวนกว่า 30 นาย เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นสถานบริการฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดนครราชสีมา เรื่อง มาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมีการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำลังของเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจค้น ร้านละเมอ ริมถนนศิรินคร เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเปิดเป็นร้านอาหาร มีการเล่นดนตรีสด ซึ่งผลจากการตรวจค้นพบว่า สถานบริการดังกล่าวได้เปิดให้บริการลูกค้าเกินเวลากำหนด และมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดนครราชสีมา และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบภายในร้านยังพบว่า มีนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการอยู่ในร้านรวมจำนวน 38 คน ทุกคนกระทำการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. โดยทั้งหมดให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้กระทำผิดทั้ง 38 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลางดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119051</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครราชสีมา, พรก.ฉุกเฉิน, ร้านอาหาร, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e9779a03b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรุปตั้งด่านเคอร์ฟิวทั่วประเทศ 11 ก.ค.-5 ต.ค. ดำเนินคดีในด่าน มีเหตุจำเป็น-ตักเตือน 5.3 แสนราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี ที่ทาง ศบค. ได้มีมติขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถึง 30 พ.ย. 64 และผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตให้เปิดกิจการเพิ่ม ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 64 ที่ผ่านมานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีความห่วงใยประชาชน จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและ ศบค. ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย จึงได้มีมติขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถึง 30 พ.ย. 64 และผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตให้เปิดกิจการเพิ่ม ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 64 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงไปกำกับดูแล พร้อมกำชับการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ ให้ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานทหาร สาธารณสุขในพื้นที่ ฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบสถานประกอบการต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามประกาศคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่ 29จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยังคงมาตรการเคอร์ฟิว ห้ามออกจากเคหะสถาน ระหว่างเวลา 22.00 &amp;ndash; 04.00 น. ต่อไปอย่างน้อย 15 วัน ในส่วนของร้านอาหารที่มีการผ่อนปรน ให้บริโภคอาหารภายในร้าน และให้เล่นดนตรีได้ ยังคงห้ามจำหน่ายหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในร้าน อีกทั้งมีการผ่อนปรนให้สามารถใช้บริการศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านเสริมสวย ร้านนวด สปา สถานเสริมความงาม สถานที่เล่นกีฬา หรือแข่งกีฬา เปิดได้ไม่เกิน 21.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 64 ถึง 5 ต.ค 64 ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; (ศปม.ตร.) ได้มีการสรุปผลการปฏิบัติดังนี้ ตั้งจุดเคอร์ฟิว จำนวน 355 จุด มีการเรียกตรวจยานพาหนะ 819,388 คัน&amp;nbsp; เรียกตรวจบุคคล 1,066,032 คน ตั้งจุดตรวจชะลอการเดินทางตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. &amp;ndash; 5 ต.ค. 64 รอยต่อจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวดไปยังพื้นที่ควบคุมสูงสุด จำนวน 115 จุด , จุดตรวจชะลอการเดินทาง รอยต่อจังหวัดควบคุมสูงสุดไปยังพื้นที่อื่น&amp;nbsp;จำนวน 28 จุด , มีการเรียกตรวจยานพาหนะ 1,243,904 คัน , เรียกตรวจบุคคล 1,662,890 คน , แสดงเอกสารรับรอง 512,617 คน , ใช้ QR CODE หยุดเชื้อเพื่อชาติ 164,665 คน แนะนำตักเตือนลง App Covid Control 393,009 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินคดีภาพรวมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 64 &amp;ndash; 5 ต.ค. 64 ดำเนินคดีในด่าน มีเหตุจำเป็นและตักเตือน 538,989 ราย ออกนอกเคหสถาน 1,490 ราย ดื่มสุรา 101 ราย เสพยาเสพติด 253 รายและอื่นๆ 153 ราย ดำเนินคดีนอกด่าน ออกนอกเคหสถาน 2,298 ราย ดื่มสุรา 320 ราย มั่วสุม 438 ราย เสพยาเสพติด 738 ราย เล่นการพนัน 360ราย และอื่นๆ 327 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่ออีกว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัด เคร่งครัดในการปฏิบัติสำหรับภารกิจตามนโยบายรัฐบาล และ ศบค. พร้อมออกตรวจพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตาม ประกาศ ข้อกำหนด มาตรการ ของ ศบค. และคำสั่งจังหวัดที่เกี่ยวข้อง อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังคงมาตรการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ออกตรวจสอบ สถานประกอบการ สถานบันเทิง&amp;nbsp; ร้านอาหารที่ลักลอบจำหน่ายสุรา จุดที่สุมเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; รวมถึงให้ผู้บังคับบัญชาในแต่ละพื้นที่คอยควบคุมกำกับการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด หากมีการปล่อยปละละเลย ก็จะพิจารณาความบกพร่องทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดต่อไป นอกจากนี้หากพบเห็นเบาะแสการกระทำควาผิด สามารถแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง มายังหมายเลขสายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118855</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, พรก.ฉุกเฉิน, ล็อกดาวน์, เคอร์ฟิว, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c178ce12e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นคลายล็อกชุดใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถก ศบค.ชุดใหญ่วันจันทร์นี้​ พิจารณาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​ ขยับเวลาเคอร์ฟิว​ ผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมหลายประเภท&amp;nbsp; โฆษกรัฐบาลปลื้มยอดใช้จ่ายผ่านมาตรการลดค่าครองชีพรัฐทะลุ 7.7 หมื่นล้านบาท ภาคีนักกฎหมายฯ ผนึกผู้ประกอบการร้านอาหารยื่นฟ้องรัฐบาลออกมาตรการทำให้ธุรกิจเสียหาย ซูเปอร์โพลเผย ปชช.เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์หนุนปลดล็อก-อัดฉีดเงิน ศก.ฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)​ หรือ​ ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมในเวลา 10.30 น. ผ่านระบบการประชุมทางไกล (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) วันที่ 27 ก.ย.นี้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศปก.สธ.) จะรายงานสถานการณ์และคาดการณ์แนวโน้มการแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ และกระทรวงแรงงานรายงานเรื่องการปรับรายละเอียดของโครงการแฟคทอรีแซนด์บ็อกซ์ ระยะที่ 2, นอกจากนี้​ ศบค.จะพิจารณาความเหมาะสมในการขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ครั้งที่ 14 โดยศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19​ (ศปก.ศบค.) จะเป็นผู้เสนอ รวมทั้งการปรับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่เสนอโดย ศปก.สธ. และการปรับมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร​ โดยปรับลดระยะเวลาในการกักกัน การทำกิจกรรมในสถานที่กักกัน และหลักเกณฑ์ แผนงานและแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงแผนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2564 และแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ปี 2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาและมาตรการพลิกโฉมประเทศ โดย มาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายและเยียวยาต่างๆ นั้นมียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 39.01 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมรวม 77,755.2 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 24.27 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 66,911.6 ล้านบาท 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 76,219 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,254 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 94.5 ล้านบาท 3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.53 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 7,937.7 ล้านบาท และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 557.4 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลยังปรับปรุงรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทะเบียนของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 31 ล้านสิทธิ เป็น 28 ล้านสิทธิ และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ปรับลดกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิจากเดิม 1.4 ล้านสิทธิ เป็น 1 ล้านสิทธิ และในวันที่ 1 ต.ค. กระทรวงการคลังจะโอน เงินคนละครึ่งรอบที่ 2 จำนวน 1,500 บาท โดยเชื่อมกับระบบฟู้ดเดลิเวอรีตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ซึ่งขณะนี้มีแกร๊บและไลน์แมนได้รับอนุมัติเข้าร่วมโครงการแล้ว&amp;rdquo; นายธนกรกล่าว และว่า ขณะนี้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 คงเหลือประมาณ 1 ล้านสิทธิ และสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เหลือ 5 แสนสิทธิ จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิลงทะเบียนได้จนกว่าสิทธิจะเต็ม ผ่านทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง เว็บไซต์ ww w.คนละครึ่ง.com และ w ww.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนร่วมกับศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งเอกสารเผยแพร่แจ้งว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. เวลา 10.00 น. เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ และได้มีการออกประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดต่างๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกภาคส่วนได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยปราศจากการเยียวยาที่เพียงพอและเหมาะสม ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนฯ จึงได้จัดตั้งโครงการเฉพาะกิจดังกล่าวขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารสถานการณ์โค วิด-19 ที่ผิดพลาดของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่ภาคีฯ ยื่นฟ้องนี้ คือกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เศรษฐกิจ กับตัวเสี้ยมแตกแยก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,078 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. พบว่า ส่วนใหญ่หรือ 96.6% ระบุรัฐบาลควรปลดล็อกระเบียบกฎเกณฑ์และอุปสรรคสกัดกั้น ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนด้านธุรกิจ และ 95.5% ระบุต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินไปที่เศรษฐกิจฐานราก กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ส่วนใหญ่หรือ 93.9% ระบุ ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยถ้าฟื้นตัวจะช่วยประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ได้ดีกว่า, 91.1% ระบุรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มมาช่วยเศรษฐกิจ ฐานราก เช่น ธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย และ 90.5% ระบุเศรษฐกิจท่องเที่ยวจากมาตรการเปิดประเทศของรัฐบาล เริ่มดีขึ้น, 86.8% ระบุหลังปลดล็อก เริ่มมีรายได้เข้ากระเป๋าเงินเพิ่มขึ้น และ 86% ระบุเศรษฐกิจของประเทศด้านการส่งออกยังคงเติบโต
เมื่อสอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ 67.6% เชื่อมั่น ในขณะที่ 32.4% ไม่เชื่อมั่น และเมื่อสอบถามถึงความหวังต่อความสำเร็จของรัฐบาลและภาคประชาชนช่วยกัน ผ่านพ้นวิกฤตชาติทั้งโควิดและเศรษฐกิจของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่หรือ 66.8% มีความหวัง ในขณะที่ 33.2% ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีภัยสังคมในยุคโควิด-19 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,172 คน ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย. พบว่าเมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19 กับในยุคโควิด-19 ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง 72.78% ค่อนข้างวิตกกังวล 54.46% ภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ภัยจากออนไลน์ 68.66% โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก&amp;nbsp; 89.31% เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม 34.17% จากภัยสังคมในปัจจุบันทำ ให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง 65.90% ควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน 85.82% ปัญหาภัยสังคมในปัจจุบันมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกวิตกกังวลและไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง ถึงแม้เดิมคนไทยจะมีลักษณะนิสัยมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นก็ตาม รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่าเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา รวมไปถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าประชาชนต้องอยู่ในสังคมที่มีภัยรุมเร้ารอบด้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117941</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขยับเวลาเคอร์ฟิว​, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน​, มาตรการลดค่าครองชีพ, ศบค., ศบค.ชุดใหญ่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคอร์ฟิว, เวลาเคอร์ฟิว​, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116156</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น ศบค.ไฟเขียวลดจำนวนจังหวัดสีแดงเข้ม 10 ก.ย.นี้ &#039;เคอร์ฟิว&#039; ยังมีอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ย.64 -&amp;nbsp;รายงานข่าวจากศูนย์ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) เปิดเผยว่า การประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) วันเดียวกันนี้ (9 ก.ย.) มีความเห็นร่วมกันที่จะนำเสนอเรื่องลดจำนวนจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ศบค. ที่จะมีการประชุมในวันที่ 10 ก.ย.โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธาน โดยปัจจุบันจังหวัดสีแดงเข้มมี 29 จังหวัด&amp;nbsp;ส่วนจะลดลงกี่จังหวัดนั้นขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ของ ศบค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดของมาตรการต่างๆ ยังคงมาตรการเดิมทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการกำหนดช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ยังมีอยู่ต่อไปตามระยะเวลาเดิม เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดในภาพรวมยังเป็นลักษณะเดิม และจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มมีมากขึ้นกว่าจำนวนผู้หายป่วยเพิ่ม&amp;nbsp;อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้มีการผ่อนคลายมาตรการบางส่วนแล้ว อาทิ การอนุญาตให้นั่งรับประทานในร้านอาหาร&amp;nbsp;การเปิดห้างสรรพสินค้า ร้านทำผม เป็นต้น&amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวจะมีการประเมินผลหลังการผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า ส่วนการเตรียมยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นั้น ที่ประชุมศปก.ศบค.ไม่ได้มาหารือ&amp;nbsp;แต่จะรอให้เป็นการพิจารณาของที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ ซึ่งจะนำความคืบหน้าเรื่องการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) มาพิจารณาประกอบกันเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจะยกเลิกศบค.ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116156</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรก.ฉุกเฉิน, พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด, พื้นที่สีแดงเข้ม, ศบค., ศปก.ศบค., เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f1613877917.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาอีกแล้ว! ฤาษีองค์ทอง ขออาศัยวัดไม่กักตัวจนชาวบ้านผวา พบเพิ่งโดนจับฝ่าพรก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ส.ค.64 - นายภคพัส&amp;nbsp;ส่งวัฒนายุทธ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย ปลัดอำเภอ&amp;nbsp;สาธารสุข&amp;nbsp;เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ&amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอชะอำ&amp;nbsp;ได้เข้าตรวจสอบภายในวัดหนองตาพด อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี หลังได้รับทางวัดแจ้งว่ามี นายอริยเมตตา เอกปฐวินทร์ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 ม.11 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ประทุมธานี ที่อ้างตนว่าเป็นฤาษีองค์ทอง&amp;nbsp;พร้อมด้วย นายชนาพัฒน์&amp;nbsp;ศรีรักษา อายุ 50 ปี&amp;nbsp;นายสุรินทร์ อินขาล อายุ 61 ปี ลูกศิษย์ฤาษีองค์ทอง จำนวน 3 คนที่มาขออาศัยนอนภายในวัด 1 คืน ก่อนก่อความวุ่นวายภายในวัดไม่ยอมกลับบ้าน ออกไปจากวัดและไม่ยอมกักตัวจำนวน 14 วัน เนื่องจากเดินทางข้ามจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวโดยไม่มีเอกสารการขออนุญาตเดินทางออกนอกเคหะสถาน&amp;nbsp;เดินทางข้ามจังหวัด&amp;nbsp;และทำให้ชาวบ้านแถวนั้นที่ทราบข่าวหวาดกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั้ง 3 คนได้มาขออาศัยที่วัดหนองตาพด โดยอ้างว่าจะขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวังเพชรบุรี แต่ก็มาก่อความวุ่นวาย ทางวัดจึงให้กลับบ้านไปแต่ทั้ง 3 คนไม่ยอมกลับ&amp;nbsp;ทางวัดจึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว&amp;nbsp;ขณะนายอำเภอชะอำ ในฐานะผู้อำนวยการฯควบคุมโรคระดับอำเภอได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพร้อมพูดคุย แต่ทั้ง 3 คนไม่ฟัง&amp;nbsp;ซึ่งนายชนาพัฒน์&amp;nbsp;ศรีรักษา ได้โทรศัพท์พูดคุยโดยอ้างว่ากำลังคุยกับ&amp;nbsp;พลเอกกิตติศักดิ์&amp;nbsp;รัฐประเสริฐ นักการเมืองและอดีตนายทหารระดับสูงเพื่อขอให้ช่วยเคลียร์เรื่องนี้&amp;nbsp;โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงก่อนทั้ง 3 คนยอมออกไปจากวัด พร้อมทำประวัติและว่ากล่าวตักเตือน เจ้าหน้าที่ได้ช่วยนำข้าวของและทั้ง 3คนขึ้นรถกระบะไปส่งที่สถานีรถไฟชะอำเดินทางกลับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ นายอริยเมตตาที่อ้างเป็นฤาษีองค์ทองและลูกศิษย์รวม 3 คน&amp;nbsp;เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ไม่มีเอกสารการขออนุญาตเดินทางและออกนอกเคหะสถาน หลังเวลา 21.00-04.00 น.&amp;nbsp;ที่บริเวณ4แยกเขานางพันธุ์รัต บ้านโคกเศรษฐี ต.นายาง อ.ชะอำ เมื่อเวลา 22.30 น.ของวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 26 ส.ค.64&amp;nbsp;โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในชั้นศาล&amp;nbsp;ศาลจึงให้สาบานตน พร้อมมีบุคคลยืนยันค้ำประกัน&amp;nbsp;ก่อนศาลปล่อยตัวชั่วคราว&amp;nbsp;ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อนำส่งศาลจังหวัดเพชรบุรีคาดใช้เวลาประมาณ 1 เดือน&amp;nbsp;ก่อนจะออกหมายเรียกทั้ง 3 คน ให้มาขึ้นศาลจังหวัดเพชรบุรี เพื่อตัดสินคดีนี้อีกครั้งต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114772</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, พรก.ฉุกเฉิน, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e78fa0c3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
