<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขน34กองร้อยดูแลม็อบ3กลุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ยันรัฐบาลฟังเสียงผู้ชุมนุมอยู่แล้ว &amp;quot;โฆษก&amp;nbsp; รบ.&amp;quot; ขอม็อบเสนอความเห็นสร้างสรรค์แก้ ศก. อย่ามุ่งการเมืองเรื่องเดียว &amp;quot;ตำรวจ&amp;quot; ขนกำลัง 34 กองร้อยรับมือ 3 นิ้วชุมนุม 14 พ.ย.นี้ วอนเคารพกฎหมาย ยันไม่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มนักเรียนเลว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวการนัดชุมนุมในวันเสาร์ที่ 14 พ.ย.2563 ซึ่งจะจัดขึ้น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรก กลุ่มนักเรียนเลว บริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ, กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้หญิงปลดแอก จัดงานที่บริเวณแยกคอกวัว และกลุ่มที่ 3 กลุ่มม็อบเฟสติวัล จัดกิจกรรมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าร้านแมคโดนัลด์ โดยมีการโพสต์จดหมายเชิญคณะรัฐมนตรี (ครม.), สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมฟังการชุมนุมนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 พ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเชิญ ครม.ไปร่วมฟังการชุมนุม ก็คงต้องแล้วแต่ ครม.จะส่งตัวแทนไปหรือไม่ ส.ส.ก็เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะไปฟังเรื่องอะไร ก็ฟังอยู่แล้ว ผมส่งพวกคุณไปดูแล้วกัน&amp;rdquo;พล.อ.ประวิตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลอยากจะเชิญชวนประชาชนที่เห็นต่างช่วยเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในเรื่องเศรษฐกิจเข้ามา เพราะขณะนี้มีการออกมาชุมนุมกันมาก ก็อยากให้เสนอแนวคิดทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่แค่แสดงความเห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า เรื่องนี้มีกลไกรัฐสภาดำเนินการอยู่ และในที่ประชุมอาเซียนประเทศต่างๆ หาวิถีก้าวข้ามแก้วิกฤติโควิดเป็นหลัก แต่ของไทยมีประเด็นการเมืองเข้ามาด้วย จึงคิดว่าถ้ามาพูดคุยกันตามระบบต่างๆ ที่มีเช่นในเวทีรัฐสภา ก็จะก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าในโลกออนไลน์มีการปล่อยข้อมูลเฟกนิวส์กันเยอะ หรือแม้แต่ในการชุมนุมต่างๆ ก็มีการพูดที่คำนึงถึงประเพณีที่ดีของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากให้มีการพูดคุยเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤติด้วยการเจรจาหาทางออก ขอให้ผู้ชุมนุมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะไปกระทบกับเศรษฐกิจและประชาชนจำนวนมากที่เขาพยายามประคองครอบครัวให้ผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ไป&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ช่องทางในการสื่อสารที่จะให้ผู้ชุมนุมเสนอความคิดเห็นอย่างไรบ้าง โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ทุกวันนี้สิ่งที่ผู้ชุมนุมพูดก็มีการเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชน ทุกหน่วยงานมีการวิเคราะห์ข่าวกันอยู่แล้ว ผู้ชุมนุมถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ถ้ามีข้อเรียกร้องอะไรนอกเหนือประเด็นการเมือง จะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำนักโฆษกฯ ยังมีแนวคิดเดินสายไปพบกลุ่มต่างๆ อาทิ กลุ่มนักเรียน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเกษตรกร เพื่อรับฟังความคิดเห็นมาช่วยเหลือประชาชนด้วย แต่การดำเนินการจะมีขึ้นหลังวันที่ 20 ธ.ค. เมื่อเลือกตั้ง อบจ.ผ่านไปแล้ว&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงการเตรียมความพร้อมในการดูและรักษาความปลอดภัยการชุมนุมในวันที่ 14 พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า บช.น.ได้จัดผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ โซนที่ 1 ถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่บริเวณแยกพระบรมรูปทรงม้า, แยก จปร., แยกมัฆวานฯ ไปจนถึงแยกผ่านฟ้าฯ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณแยกคอกวัวและใกล้เคียง เป็นเขตพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รักษาการ ผบก.น.1, โซนที่ 2 เป็นพื้นที่สำคัญ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณโดยรอบไปจนถึง ถนนราชดำเนินและสนามหลวง เป็นพื้นที่รับผิดชอบของ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 และยังมีอีก 1 ชุดในการแก้ไขปัญหากรณีมีผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ที่ได้พูดคุยกันไว้ หรือจัดการชุมนุมในที่อื่น จะมีชุดเคลื่อนที่เร็วของ พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย รอง ผบช.น.ดูแลในภาพรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากไปยังประชาชนหรือกลุ่มผู้ชุมนุมว่า การชุมนุมเป็นสิทธิ์ของทุกท่าน เพียงแต่ต้องมีการศึกษาข้อกฎหมายให้ดี มีสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การแจ้งการชุมนุม การชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ชุมนุมด้วยความสงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ในการดูแลความรักษาสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น ทำตามกฎหมายทั้งกรอบนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าจะต้องมีการวางสิ่งกีดขวางเพื่อป้องกันผู้ชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ชั้นต้นยังไม่มีการวางสิ่งกีดขวางในเส้นทางจราจร แต่มีบางจุดที่ต้องวางแนวของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเตือนกลุ่มผู้ชุมนุม เบื้องต้นใน 3 กลุ่มที่จะจัดกิจกรรม มีเพียงกลุ่มเดียว คือกลุ่มม็อบเฟสติวัล ที่แจ้งการชุมนุม ส่วนการจัดกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนเลว เรายึดถือสิทธิเสรีภาพ ส่วนมาตรการดูแลเยาวชน ก็ต้องใช้ตาม ป.วิฯ เด็ก จะไม่ใช้มาตรการความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าถ้าเกิดความวุ่นวายจะใช้น้ำฉีดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนกฎหมาย และต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของผู้ชุมนุม ถ้าชุมนุมโดยปราศจากความรุนแรงก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีการใช้ความรุนแรงเราก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 34 กองร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.น.กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินคดีการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นแบ่งเป็น 2 คดีหลักๆ คดีแรก เป็นคดีที่ สน.สําราญราษฎร์ เป็นคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ต้องหาหรือผู้ที่มีส่วนที่จะต้องดำเนินคดี 24 ราย ส่วนคดีที่ 2 จะเป็นคดีของ สน.ชนะสงคราม เป็น พ.ร.บ.ความสะอาด ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานเขตพระนครได้มาดำเนินการร้องทุกข์เรียบร้อยแล้ว ปรากฏตัวพิสูจน์ทราบประมาณ 3 คน คือคนที่นำกล่องไปรษณีย์มาในวันนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เอกสารภายในตู้ตอนนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบคดี พ.ร.บ.ความสะอาด ของ สน.ชนะสงครามให้เสร็จสิ้น พยานหลักฐานต่างๆ ที่เป็นวัตถุจะถูกส่งไปยัง สน.สำราษราษฎร์ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบคดี ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะอีกส่วนหนึ่ง&amp;quot; รอง ผบช.น.กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีสหภาพแรงงาน ขสมก.ไม่เห็นด้วยที่ตำรวจนำรถเมล์มาขวางการชุมนุมและจะฟ้องร้อง พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการหารือกับผู้แทน ขสมก.เรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วการดำเนินการต่างๆ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด อย่างเช่นปี 51 มีการปิดสนามบิน มีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย 522 ล้าน ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งหมดชดใช้ และอีกคดี การวางเพลิงเผาทรัพย์อาคารพาณิชย์แยกราชปรารภ ฟ้องทั้งหมด 13 ราย ศาลพิพากษาให้แกนนำ 3 รายชดใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฉะนั้น ขสมก.ไม่ต้องห่วง ไม่ว่า ขสมก.จะวิ่งหรือตำรวจนำมาใช้ในราชการ ถ้ามีผู้หนึ่งผู้ใดมาทำให้เสียหาย ผู้กระทำต้องรับผิดชอบทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เพราะการที่จะนำรถเมล์มาใช้ มีการประสานและหารือร่วมกันถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ&amp;quot; พล.ต.ต.ปิยะกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีล้อมรถที่คาดว่าเป็นรถของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตำรวจมีแนวทางดำเนินการอย่างไร พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือไม่ แต่หลักการแล้วการที่จะไปล้อมรถในลักษณะนั้น ถ้ามีความเสียหายกับตัวรถก็ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ถ้ามีการใช้คำพูดด่าทอเข้าข่ายหมิ่นประมาท ถ้ามีการแจ้งความตำรวจก็ดำเนินการไปตามหน้าที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 จัดอบรมเสริมสร้างพลังแผ่นดินภูมิภาคพิษณุโลก ของการจัดอบรมเสริมสร้างพลังแผ่นดิน : ภูมิพิษณุโลก ให้แก่นักเรียนกว่า 3,000 คน ศึกษา มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับประเทศไทย เพื่อสร้างความรักความสามัคคีต่อผืนแผ่นดินไทย การสร้างการรับรู้และความตระหนัก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83761</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนักเรียนเลว, นักเรียนเลว, วอนเคารพกฎหมาย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เคารพกฎหมาย, เสนอความเห็นสร้างสรรค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fae9971f2c40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;เตือน&#039;น้องฟ้า&#039;ออกมาช่วยพ่อที่ทำผิดกฎหมาย ระวังน้องจะเดือดร้อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.62- ดร.เสรี วงษ์มณฑา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า น้องฟ้าจ๋า น้องจงหวังให้พ่อของฟ้ามาช่วยน้องให้พ้นความเดือดร้อน ไม่ใช่น้องจะออกมาช่วยพ่อที่กำลังเดือดร้อน เข้าใจนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าน้องฟ้าออกมาช่วยพ่อที่กำลังเดือดร้อนเพราะทำผิดกฎหมาย ระวังน้องนั่นแหละจะเดือดร้อน ถ้าน้องเคารพกฎหมาย น้องต้องให้พ่อของฟ้าพิสูจน์ตนเองนะน้องฟ้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33021</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่วยพ่อ, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, น้องฟ้า, เคารพกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c52dd897bdd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขับรถออกบ้าน-แล้วได้กลับบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางถนนเล่มล่าสุด พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณกว่า 20,000 คน สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนเป็นผลมาจากปัจจัยร่วมทางด้านคน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่ของสาเหตุอยู่ที่ตัวคนถึง 4 ใน 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อขับรถออกจากบ้าน เราเคยสำรวจทัศนคติการเคารพกฎหมายแค่ไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อไฟจราจรสีเหลืองขึ้น เราเตรียมตัวแตะเบรก หรือกระหน่ำคันเร่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนกลับรถ เรารอให้ปลอดภัยก่อน หรือค่อยๆ แหย่ออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อหยุดรถซื้อของข้างทาง เราสนใจรึเปล่าว่ากำลังหยุดใกล้ปากซอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครื่องหมายสามเหลี่ยมสีขาวบนถนนที่หันด้านแหลมเข้าหาเรา เตือนอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนเราจะขาดสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมในการเคารพกฎหมาย (Culture of Lawfulness)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเวลาที่ผ่านมามีข่าวเรื่องผู้ขับขี่รถยนต์ท่านหนึ่งไม่หลีกทางให้กับรถฉุกเฉิน แล้วโดนสังคมโซเชียลรุมถล่มจนต้องออกมาขอโทษสังคม หลังจากนั้นดูเหมือนว่าผู้ขับขี่ทุกท่านจะพร้อมใจกันหลีกทางให้รถฉุกเฉินมากขึ้น บทเรียนนี้ทำให้ผมนึกถึงตัวแบบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เรียกว่า Six Sources of Influence ที่เสนอโดย Kerry Patterson และคณะ ซึ่งสรุปง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเราอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม หนึ่ง ต้องสร้างแรงจูงใจให้ระดับบุคคล สอง สร้างความสามารถในการเปลี่ยนแปลงให้กับระดับบุคคล สาม ทำให้สังคมเห็นว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง สี่ ทำให้สังคมลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลง ห้า องค์กรที่บุคคลสังกัดอยู่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนแปลง และหก องค์กรต้องกำหนดกติกาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเองเมื่อไม่นานมานี้ ได้พาน้องที่พิการทางสมองไปทานข้าวที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ขับตรงเข้าไปจอดที่จอดรถคนพิการ ในขณะนั้นที่จอดรถค่อนข้างเต็ม มีคนกลุ่มหนึ่งยืนรอลิฟต์อยู่ใกล้ๆ พากันมองมาที่รถของผู้เขียนแล้วรอดูว่าไอ้คนที่ลงจากรถจะมีคนพิการบ้างรึเปล่า นั่นหมายความว่าสังคมคาดหวังว่าผู้เขียนจะทำตามกติกา คนกลุ่มหนึ่งพร้อมจะลงโทษคนที่ไม่เคารพกติกา เช่น ถ่ายคลิปคนที่จอดรถในที่ห้ามจอด ขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า แล้วนำมาประจาน เราอยู่ในยุคที่กลัวแรงกดดันทางสังคมมากกว่าสำนึกการทำดีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหลายองค์กรในขณะนี้ ช่วยสร้างวัฒนธรรมในการเคารพกฎหมายให้กับคนในองค์กร ยกตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งกำหนดว่าจะไม่ให้สวัสดิการอาหารกลางวันกับพนักงานที่ขับจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย บริษัทขนส่งแห่งหนึ่งไม่ให้โบนัสกับพนักงานขับรถที่ทำผิดกฎจราจร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทความนี้จึงนำท่านมาถึงบทสรุปว่า อยากให้คนไทยตายน้อยลง ต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมในการเคารพกฎหมาย (Culture of Lawfulness) ด้วยความร่วมมือของทั้งตัวบุคคล สังคม และองค์กร (Six Sources of Influence).
พันตำรวจเอกสุรศักดิ์ เลาหพิบูลย์กุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14313</URL_LINK>
                <HASHTAG>พันตำรวจเอกสุรศักดิ์ เลาหพิบูลย์กุล, เคารพกฎหมาย, เป็นเรื่องเป็นราว, ไฟจราจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
