<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.เคาะแบบสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่2เชื่อมรถไฟฟ้า-สายพานกระเป๋า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.62-นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่าความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสานหลังที่ 2 (TER 2) วงเงิน 4.2 หมื่นล้านบาทนั้นหลังจากที่ล้มประมูลงานออกแบบของกลุ่มดวงฤทธิ์ ขณะนี้ สภาที่ปรึกษาสนามบิน (Airport Consultants Council: ACC) ซึ่งมาจากผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนได้ตัดสินใจกำหนดแบบให้เชื่อมกับอาคารผู้โดยสารในปัจจุบัน (TER 1) ซึ่งจะมีระบบสายพานสัมภาระและระบบขนรถไฟฟ้าส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ(APM) เชื่อมระหว่างทั้งสองอาคาร ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่กำหนดให้ TER 2 เป็นการออกแบบลักษณะอาคารเดี่ยว (Stand Alone) เมื่อมีความชัดเจนแบบนี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ล่าสุดทอท.ได้รายงานกระทรวงคมนาคมเพื่อขอเดินหน้าโครงการต่อ และเตรียมเสนอโครงการไปยัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ภายในเร็วๆนี้ พร้อมชี้แจงความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อเพิ่มคุณภาพบริการในสนามบินควบคู่ไปกับการรองรับตลาดท่องเที่ยวไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัยกล่าวต่อว่าหากสุดท้ายแล้วสภาพัฒน์ยังคงยืนยันคัดค้านการก่อสร้าง หรือสั่งชะลอโครงการต่อไป ทอท.ก็คงต้องยอมรับสภาพ ส่วนคำถามที่ว่าหากไม่มีอาคารใหม่ในเร็ววัน จะทำให้ผู้โดยสารล้นสนามบินหรือไม่เพราะในเวลานี้เกินขีดรองรับไปแล้ว 15 ล้านคน/ปี ยืนยันว่าสนามบินสุวรรณภูมิยังสามารถรองรับผู้โดยสารได้ แม้จะมีขีดจำกัดรองรับที่เผยแพราออกไปว่าปีละ 45 ล้านคนแต่เป็นเพียงพื้นที่ฝั่ง Landside ส่วนฝั่ง Airside ของอาคารผู้โดยสารในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันนั้นรองรับได้ถึง 90 ล้านคน ถือว่ายังมีอัพไซด์อีกมากเมื่อดูจากปริมาณผู้โดยสาร 60 ล้านคน/ปี ในตอนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามดังนั้นในอนาคตหากไม่มี TER 2 บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินและห้องโถงจะหนาแน่นมาก แต่พอหลุดเข้าไปฝั่ง Airside ความแออัดก็จะดีขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการอาคารที่ทยอยจะแล้วเสร็จได้แก่ อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) และการขยายอาคารฝั่งทิศตะวันตก (West-wing) ซึ่งเตรียมเปิดใช้ปี 2563-2564 รองรับมากกว่า 15 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกวันนี้สนามบินสุวรรณภูมิต้องเร่งพัฒนาเพื่อรับผู้โดยสาร ดังนั้นจึงต้องฟังเสียงคนใช้และผู้ประกอบการในสนามบิน มิใช่เอาเสียงคนนอกมาตัดสิน ทุกวันนี้แน่นจะตายกันอยู่แล้ว ไม่อยากให้คุณภาพบริการแย่ลงไปอีกเพราะมีผลต่อการจัดอันดับสนามบินทั่วโลก&amp;quot; นายนิตินัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิตินัยกล่าวต่อว่าหากสภาพัฒน์มีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการแล้ว ทอท.จะเดินหน้าตั้งงบประมาณปี 2563 ในการจ้างเอกชนออกแบบโครงการ ซึ่งกว่าจะผ่านตามขั้นตอนไปจนถึงเปิดประมูลอาจใช้เวลานานมากจนต้องลุ้นว่าจะได้ผู้ชนะประมูลในปีนี้หรือไม่ ดังนั้นทอท.เตรียมแผนร่างแบบอาคารดังกล่าวบางส่วนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เช่น ทอท.ออกแบบงานฐานรากและจ้างออกแบบเฉพาะอาคารรวมถึงงานบนดิน เนื่องจากเดิมกำหนดเปิดใช้อาคารดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาความแออัดในช่วงปี 2565-2566 พร้อมกับโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2 อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ต้องรอคำตอบจากสภาพัฒน์ก่อนกำหนดทิศทางการพัฒนาสนามบินสุวนรณภูมิต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35697</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, นิตินัย ศิริสมรรถการ, เคาะแบบ, โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสานหลังที่ 2 (TER 2)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd8e981692c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
