<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะวัยเก๋าใส่ใจดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;(ธัญพืชอย่างข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์ที่ละลายได้ดีในน้ำซึ่งชื่อว่า &amp;ldquo;เบตากลูแคน&amp;rdquo; ที่จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย จึงถือเป็นอาหารที่ดีต่อหัวใจ และป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในคนอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า กลุ่ม &amp;ldquo;โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ&amp;rdquo; กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก โดยปี พ.ศ.2558 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 17.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของอัตราการตายทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยเอง สถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ.2559 มีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดถึง 32.3 คนต่อประชากร 1 แสนคน อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อาทิ การมีภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ การไม่ออกกำลังกาย การไม่บริโภคผักและผลไม้ การสูบบุหรี่ รวมไปถึงภาวะความเครียด จริงอยู่ที่โรคนี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัย 20 ปี แต่ในวัยผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะการขาดฮอร์โมนเพศหญิงที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ก็ถือว่าพบโรคดังกล่าวได้สูงเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายเคิร์ต พรีชอว์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือเป๊ปซี่โค เจ้าของแบรนด์ &amp;ldquo;เควกเกอร์&amp;rdquo; (Quaker) ผลิตภัณฑ์ข้าวโอ๊ต จัดงาน &amp;ldquo;PepsiCo: Happy Healthy Heart #ดีต่อใจคนไทยแข็งแรง&amp;rdquo; ขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องหัวใจ และส่งเสริมให้คนไทยหันมาใส่ใจกับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้ห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ บอกว่า &amp;ldquo;สาเหตุของโรคหัวใจที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจถือเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ เนื่องจากคอยทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย โดยนำออกซิเจนจากปอดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งหัวใจจะทำหน้าที่เช่นนี้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพักแม้ยามหลับ แต่หากเส้นเลือดในหัวใจเกิดภาวะตีบตันอันเนื่องจากมีคราบตะกรันสีเหลืองเกาะติดอยู่ที่หลอดเลือดหัวใจ ที่มาจากคอเลสเตอรอล ซึ่งได้มาจากการอาหารที่เรารับประทาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย เสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน ตรงนี้จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะอักเสบ อีกทั้งทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ไม่ดี ทำให้เกิดภาวะอาการตั้งแต่วูบ หมดสติ ที่เรียกกันว่า &amp;ldquo;โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ&amp;rdquo; นั่นเอง ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด หรือแม้แต่การสูบบุหรี่ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจถูกทำลายลง หรือทำงานได้ไม่ดีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจจะเกิดได้ในคนไข้อายุ 20 ปีขึ้นไป หากไม่ดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ นั้น แต่ในกลุ่มของผู้สูงวัยก็พบมากเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะที่ร่างกายเสื่อมลง ซึ่งก่อนหน้านี้จะพบว่าผู้สูงอายุเพศชายจะป่วยโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้หญิง แต่เนื่องผู้หญิงจะมีฮอร์โมนเพศที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ แต่เมื่อหลังจากอายุมากกว่า 55 ปี ก็จะพบอัตราการป่วยสูงเท่ากัน สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่อันตรายมาก เพราะเลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ อีกทั้งหากหลอดเลือดหัวใจตันขึ้นมาทันที 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ จะไปไม่ถึง รพ. เนื่องจากเกิดอาการวูบ หมดสติ สำหรับสัญญาณของโรคดังกล่าวนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก, เหนื่อย, เวียนศีรษะ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรืออะไรก็ตามที่รู้สึกอึดอัดกลางลำตัวขึ้นไป หรือเจ็บหน้าอกแล้วลงแขน ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบทั้งสิ้น ที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(คนหลัก 5 ที่มีอาการเจ็บหน้าอก, เหนื่อย, เวียนศีรษะ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือรู้สึกอึดอัดกลางลำตัวขึ้นไป หรือเจ็บหน้าอกแล้วลงแขน อาการเหล่านี้เป็นภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ต้องไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด และควรป้องกันตัวเองเนิ่นๆ ด้วยหลัก 3 อ.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น การเฝ้าระวังป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยหลัก 3 อ. อันได้แก่ 1.อาหาร โดยควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบ 5 หมู่ ลดความหวาน มัน เค็มลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรือไขมันทรานส์ และเพิ่มการรับประทานผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงธัญพืช อาทิ ถั่ว หรือข้าวโอ๊ต ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย 2.ออกกำลังกาย ครั้งละ 25-30 นาที อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและสร้างภูมิคุ้มกันโรค และ 3.อารมณ์ ด้วยการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก ดนตรีบำบัด การทำสมาธิ หรือแม้แต่การหัวเราะ ซึ่งช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ลดภาวะการอักเสบในหลอดเลือด ทั้งยังทำให้จิตใจผ่องใส เบิกบาน และมีอายุยืนยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการฝ่ายวิจัยและโภชนาการประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับการรับประทานข้าวโอ๊ตซึ่งเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เนื่องจากเป็นธัญพืชชนิดไม่ขัดสีที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน วิตามินบี 1 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่นๆ อย่างข้าวกล้อง ข้าวสาลี หรือข้าวขาว ข้าวโอ๊ตยังมีส่วนประกอบของไฟเบอร์หรือใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะอยู่ท้อง อิ่มนาน และมีส่วนช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งของไฟเบอร์ประเภทละลายน้ำได้ ที่ชื่อว่าเบตากลูแคน ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นหากผู้สูงอายุและคนทั่วไปรับประทานข้าวโอ๊ตทุกวัน วันละ 1-2 มื้อ อย่างน้อย 6-12 สัปดาห์ต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18847</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.กิตติพร พันธุ์วิจิตรศิริ, พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์, เคิร์ต พรีชอว์, โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb21adeea388.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
