<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2019 19:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เค้าโครงการเศรษฐกิจจะทำให้ไทยเป็นคอมมิวนิสต์ชาติที่ ๒ ต่อจากรัสเซีย? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงการเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง &amp;nbsp;โดยเห็นว่าเป็นเศรษฐกิจระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศที่ ๒ รองจากประเทศรัสเซีย และอาจเป็นหนทางให้ประเทศต่างๆ หาทางบุกรุกครอบครองประเทศไทย เพื่อมิให้เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งพระองค์ได้มีบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านไม่เห็นด้วยหลายประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;...การจัดการบำรุงเศรษฐกิจนั้นก็ดีแล้ว แต่ความในหมวดนี้ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นพิสดาร นอกจากข้อสำคัญมีอยู่เพียงว่าถ้าจะทำได้ตามโครงการเศรษฐกิจนี้เมื่อใด ขอให้จัดการให้ราษฎรได้เป็นผู้เลือกที่จะใช้การเศรษฐกิจดังนี้จริงๆ คือขอให้ฟังเสียงราษฎรจริงๆ อย่าได้หักโหมบังคับเอาโดยทางอ้อมหรือทางใดทางหนึ่งให้ออกเสียงเห็นด้วยเลย ขออย่าโกรธราษฎรถ้าเขาพากันออกเสียงว่าไม่ชอบด้วยวิธีเหล่านี้ &amp;nbsp;ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่พวกของผู้เขียนแน่นอน และอย่าได้ว่าราษฎรนั้นถือทิฐิมานะงมงาย หรือเป็นอุบาทว์กาลีโลก...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าขอกล่าวว่าราษฎรของเรา ตลอดจนชนชั้นคนขอทานยังมิได้ปรากฏเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฏยังไม่มีอดตาย แม้แต่ในปีน้ำท่วม พ.ศ.๒๔๖๐ ผู้เขียนยังกล่าวเองในเค้าโครงเศรษฐกิจภาค ๒ ว่าไม่ราษฎรที่จะอดตาย เพราะมีข้าวเพียงพอที่จะแจกกันกินและยังมีเหลือเอาไปจำหน่ายยังต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความอดอยากแร้นแค้นนี้ย่อมแล้วแต่ตราชูอะไรชั่งเป็นเครื่องวัด&amp;nbsp;


fifa356 ที่ได้รับเงินเดือน ๒๐๐ บาทก็นับว่าอดอยากแร้นแค้นก็ได้ ถ้าเทียบการกินอยู่กับผู้ได้รับเงินเดือนๆ ละพันบาท...รายงานของชาวต่างประเทศถึงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกับรัสเซียว่ายังดีกว่าประเทศรัสเซียในหลายๆ ด้านด้วยกัน อีกทั้งรายได้และฐานะการกินอยู่ของราษฎรไทยนั้นสูงกว่าราษฎรชาติอื่นๆ ทั้งหมดเป็นข้อสนับสนุน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตั้งธนาคารแห่งชาตินั้น จะสำเร็จได้ดีหรือไม่นั้น ย่อมแล้วแต่ราษฎรจะเชื่อธนาคารนี้แค่ไหน ถ้ารัฐบาลดำเนินการค้าขาดทุน และเอาเงินจากธนาคารแห่งชาติไปไม่รู้จักจบดังนี้แล้ว ธนาคารเห็นจะง่อนแง่นเต็มที...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่จะจัดให้ราษฎรมาทำงานให้แก้รัฐบาลดังนี้ โดยรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะสั่งอะไรก็ได้ในเวลากำหนดเท่าใดก็ได้ ดังแผนนี้แล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่าถ้าจะทำได้ก็คงต้องถึงใช้การบังคับกันอย่างหนัก ถึงกับต้องยิงกัน อย่าลืมว่าคนไทยนั้นรักเสรีภาพความเป็นอิสระอยู่ในเลือดแล้ว เขาย่อมสละเสรีภาพไม่ได้แน่ ถ้าจะต้องบังคับอย่างนี้แล้ว จะสมควรละหรือ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจารณามาแล้วนี้ย่อมเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า&amp;nbsp;


bnk789 ซึ่งจะเป็นการถูกต้องหรือไม่นั้นก็เป็นแค่ความคิดของข้าพเจ้าเท่านั้น การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือไม่นั้นก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้ แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้ง ๒ นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำจะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทยหรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข่าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาบำรุงเศรษฐกิจของรัสเซียก็มีและในโครงการของเรามีโครงการภาคที่ ๑ ที่ ๒ ของหลวงประดิษฐ์ฯ นั้นตรงกับโครงการเศรษฐกิจอันใหม่ และโครงการ ๕ ปี นิวอิคโคโนมิคโปลีซีไฟร์เยียรแพลนของรัสเซียทุกอย่างไป และขั้นที่ ๓ นั้นคือการเปลี่ยนสภาพประเทศไทยให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงอย่างรัสเซีย ความข้อนี้มีข้อพิสูจน์อยู่อย่างชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติการประกอบเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในข้อนี้ไม่ยอมให้ราษฎรมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ก็เมื่อโครงการอย่างเดียวกับที่ใช้อยู่ในประเทศรัสเซียดังกล่าวแล้ว ถ้ารัฐบาลเรายังดำเนินการกระทำทุกอย่างไปโดยตลอดก็เปรียบเหมือนรัฐบาลเราช่วยให้สมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนลที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ดำเนินการไปถึงจุดประสงค์ได้โดยง่าย เพราะการที่เราจะดำเนินการนี้นั้นโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในที่สุดเราจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;


สล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเป็นคอมมิวนิสต์นี้เป็นเพราะการเศรษฐกิจเป็นไปทางคอมมิวนิสต์ ไม่ได้กล่าวความว่ารัฐบาลจะจัดทำให้ผู้หญิงเป็นของกลางดังที่ว่ากันแต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยจะต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์ประเทศที่ ๒ ของโลกรองจากประเทศรัสเซีย การที่ไทยจะได้ตำแหน่งอันนี้นั้น ไม่มีใครจะดีใจเท่ากับรัสเซียและสมาคมเทอร์ตอินเตอร์เนชั่นแนล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ส่วนประเทศๆ แล้วเขาคงไม่พอใจเลย ความไม่พอใจที่เขาแสดงต่อรัสเซียเวลานี้มีเท่าใด เราก็ย่อมเห็นประจักษ์ชัดเจนแล้ว เราจะอยากให้เขาไม่พอใจในเมืองเราดังนั้นหรือ การที่จะแก้ตัวว่าการทำดังนี้ถ้าเราไม่ได้ไปรบกวนใครเป็นการทำลายในประเทศของเราเอง และไม่มีข้อใดชี้ชัดในชั้นต้นว่าเป็นคอมมิวนิสต์นั้นย่อมไม่มีประโยชน์ เพราะทุกชาติยิ่งเพื่อนบ้านของเราแล้วเขาไม่โง่เลยจะตบตาเขาเล่นไม่ได้คล่องๆ เป็นแน่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะความจริงที่เขาเห็นว่าเราเดินอย่างรัสเซียนั้นก็พอที่จะทำให้เขาเข้าใจแล่วว่าเราจะกลายเป็นอะไรไปในที่สุด มิใยเราจะบอกว่าเราไม่เป็นคอมมิวนิสต์ให้คอแทบแตก เขาก็ไม่เชื่อเราเลย ก็เมื่อเขาไม่เชื่อดังนี้ก็จะเป็นภัยมากกว่าที่จะเป็นคุณตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องที่เราอาจถูกบุกรุกให้เป็นการเสียอิสรภาพได้ เราจะมัวพูดว่าไม่กลัวนั้น เป็นการพูดอย่างผู้หญิงที่เป็นฮีสทีเรียเท่านั้น เพราะใครๆ ก็ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศไทยมิได้มีฐานะเหมือนรัสเซียในการป้องกันภัยภายนอก รัสเซียใหญ่กว่าไทยมากนัก ใครจะไปทำอะไรก็ยาก ดังกล่าวมาแล้ว ก็เมื่อเป็นเช่นนี้จะเป็นการสมควรแล้วหรือที่เราจะยอมสละความเป็นเอกราชของเราเพื่อให้เป็นที่พอใจประเทศรัสเซียชาติเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการอันนี้นั้นอย่าว่าแต่จะทำเลย ถึงแม้จะได้ประกาศออกไปให้ตลอด ๓ ภาค รวมทั้งคำชี้แจงเท่านั้นก็ตาม คนจะเริ่มตกใจกันเป็นอันมากถึงเกิดความไม่ปกติได้ แล้วก็ผลร้ายอาจมีมากดังนี้ แล้วเราจะจะทำทำไม เวลานี้วิธีการที่จะทำอย่างอื่นก็พอทำได้ไปก่อนอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้มี อาทิ คิดพยายามชักชวนให้ราษฎรเข้าตั้งสหกรณ์ดำเนินการดังที่ใช้กันอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก เป็นต้น มีผู้กล่าวกันว่า ถ้าเราไม่มีโครงการเศรษฐกิจเสียเร็วๆ นี้ เราคงแพ้ในสงครามเศรษฐกิจเป็นแน่ เพราะราษฎรของเราไม่ใคร่ทำการค้าเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่บัดนี้ฐานะประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว มีราษฎรซึ่งเป็นชั้นขุนนางหรือเจ้านายที่ถูกปลดจากราชการเป็นจำนวนมาก กำลังจะก่อการทำมาหากินเอง แต่ยังมัววิตกกันอยู่อย่างเดียว รัฐบาลจะไม่ยอมให้ตนไปทำการค้าขายอิสระถ้าขืนไปทำเข้าภายหลังอาจเสียหายได้เปล่าๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วยกับโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;---------------------
อ้างอิง: สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, การเมืองการปกครองไทย พ.ศ.1762-2500, เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34070</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, คอมมิวนิสต์, ปรีดี พนมยงค์, พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, ร.7, รัสเซีย, เค้าโครงเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190420/image_big_5cbb11e11c9bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบรมราชวินิจฉัย ร.7 ต่อเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะอนุกรรมาธิการพิจารณา &amp;quot;เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ&amp;quot; ของปรีดี พนมยงค์ ได้จัดประชุมขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2476 โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเสนอให้ดำเนินการทางเศรษฐกิจอย่างรัฐบาลเก่า คือ ขยายสหกรณ์ประเภทเครดิต และขจัดคนกลาง เลือกทำในบางเรื่องตามโอกาสอำนวย และที่สำคัญคือ ไม่ต้องมีการวางแผนเศรษฐกิจ ส่วนฝ่ายของปรีดี พนมยงค์ เสนอให้รับหลักการที่จะดำเนินตาม &amp;quot;เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ&amp;quot; แต่งตั้งสภาเศรษฐกิจสำรวจและวางแผนจัดดำเนินการ &amp;quot;เมื่อมีแรงทุนเท่าใดทำเพียงเท่านั้น&amp;quot; การประชุมในวันนั้น ฝ่ายปรีดี พนมยงค์ พยายามรุกให้ที่ประชุมตกลงว่า จะเอาอย่างไรให้แน่นอน แต่ฝ่ายพระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็เบี่ยงบ่ายด้วยความคิดที่ว่า โครงการนั้นจะดำเนินการไม่ได้ และถ้าหาก ปรีดี พนมยงค์ ประกาศโครงการเศรษฐกิจในนามของตนเอง ก็อย่าทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าเป็นของรัฐบาล

วันที่ 28 มีนาคม 2476 ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีก ในที่ประชุม พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ถามว่า นโยบายทางเศรษฐกิจได้จัดการอย่างไรบ้าง ปรีดี พนมยงค์ ได้เล่าถึงการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวของตน จากนั้น พระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็ได้นำเอาบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 7 เกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์ มาเสนอต่อที่ประชุมและให้ปรีดี พนมยงค์อ่าน การกระทำดังกล่าวทำให้ความขัดแย้งต้องยุติลง พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวนี้บ้างก็เชื่อว่าเป็นของรัชกาลที่ 7 บ้างก็ว่าพระยามโนปกรณ์นิติธาดากับพวกทำขึ้นแล้วให้รัชกาลที่ 7 ลงพระนาม แต่พระบรมราชวินิจฉัยดังกล่าวโต้แย้งปรีดี พนมยงค์ รุนแรงมาก

เช่นบางตอนกล่าวว่า &amp;quot;โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ &amp;nbsp;ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ &amp;nbsp;สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 นี้ เหมือนกันหมด&amp;quot; ซึ่งทำให้ ปรีดี พนมยงค์ ถึงกลับกล่าวว่า &amp;quot;เมื่อในหลวงไม่เห็นด้วยแล้วก็มีทางเดียวเท่านั้น คือ ข้าพเจ้าต้องลาออกจากรัฐมนตรี&amp;quot; แต่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ขอให้ระงับการลาออกไว้ก่อน

ใน พระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ ปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความเห็นโต้แย้งแนวคิดทางเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์ แทบจะทุกประเด็น เริ่มตั้งแต่ หมวดที่ 1 ว่าด้วยหลักของคณะราษฎร ทรงก็ &amp;quot;ขอให้ฟังเสียงของราษฎรจริงๆ อย่างได้หักโหมบังคับเอาโดยทางอ้อม หรือทางใดทางหนึ่ง ให้ออกเสียงเห็นด้วยเลย ขออย่างโกรษราษฎรถ้าเขาพากันออกเสียงว่าไม่ชอบวิธีเหล่านี้ ซึ่งย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจแก่พวกของผู้เขียนโดยแน่นอน&amp;nbsp;


fifa356 และอย่างได้ว่าราษฎรนั้นถือทิฐิมานะงมงายหรือเป็นอุบาทว์กาลีโลก&amp;quot;, ส่วนเรื่องของ &amp;quot;ความไม่เที่ยงแท้แห่งการเศรษฐกิจในปัจจุบัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

เค้าโครงการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่อง &amp;quot;ความแร้นของราษฎร&amp;quot; นั้น รัชกาลที่ 7&amp;nbsp;


bnk789 ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;ราษฎรของเราตลอดจนชั้นคนขอทานยังมิปรากฏเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฏยังไม่มีอดตาย...ราษฎรของเรามีน้อยคนหรือเกือบจะไม่มีก็ได้ที่นอนกลางคืนแล้วนึกว่ารุ่งขึ้นเช้าจะหากินไม่ได้ นอกจากผู้นั้นจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ หาไม่ฉะนั้น คงหากินได้เสมอ&amp;quot;

เรือง &amp;quot;ราษฎรชอบเป็นข้าราชการ&amp;quot; นั้น พระองค์ก็โต้แย้งว่า &amp;quot;ความข้อนี้อาจเป็นจริงได้ แต่ไม่ใช่จริงอย่างตลอด เพราะเหตุว่าความหมายของราษฎรให้คำว่า &amp;#39;ข้าราชการ&amp;#39; นั้นมิได้หมายดังที่ผู้เขียนหมาย &amp;#39;ข้าราชการ&amp;#39; ตามความจริงของราษฎรนั้น คือผู้นั่งชี้นิ้วอำนวยการงาน หรือผู้นั่งโต๊ะเป็นเสมียน กินน้ำชาและ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
งานเบาๆ ในประเภทเช่นว่านี้ ข้าราชการเช่นนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าราษฎรอยากเป็นจริง เพราะสบายดี ไม่ต้องเหนื่อยยากอันใด แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังไม่เป็นการจริงทั้งสิ้น เพราะมีราษฎรหลายคนที่ไม่พึงประสงค์จะเป็นแม้แต่เสมียน เขาชอบประกอบการอาชีพทำการอิสระ ดั่งนี้มักมีจำนวนอยู่มากไม่น้อย&amp;quot;

เรื่อง &amp;quot;แรงงานที่สูญเสียไปและพวกหนักโลก&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;การที่จะจัดให้ราษฎรมาทำงานให้แก่รัฐบาลดังนี้ได้ โดยรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่จะสั่งอะไรก็ได้ ในเวลากำหนดเท่าใดก็ได้ ดังแผนนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ถ้าจะทำได้ก็คงต้องถึงใช้การบังคับกันอย่างหนัก&amp;nbsp;


save168 ถึงกับต้องยิงกัน อย่าลืมว่าคนไทยนันรักเสรีภาพความเป็นอิสระอยู่ในเลือดแล้ว เขาย่อมสละเสรีภาพมาให้ง่ายๆ ไม่ได้แน่ ถ้าจะต้องบังคับกันอย่างนี้แล้ว จะสมควรละหรือ เราหวังจะให้ความสุขสมบูรณ์แก่ราษฎรทั่วไป การต้องบังคับกดคอให้เขาทำงานนั้น จะจัดว่าให้ความสุขสมบูรณ์แก่เขาอย่างไร มันจะกลายเป็นให้ทุกข์สมบูรณ์เสียมากกว่า&amp;quot; ส่วนบทที่ 4 ที่ว่าด้วยเรื่อง &amp;quot;แรงงานที่เสียไปเพราะบุคคลที่เกิดมาหนักโลก&amp;quot; นั้น ทรงวิจารณ์ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรีดี พนมยงค์

&amp;quot;ความหนักโลกดังผู้เยนกล่าวนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะหมดไปได้ นอกจากนั้นใครจะยอมว่าใครหนักโลก ตัวก็พูดว่าคนอื่นหนักโลก เรามักเห็นตัวเราไม่ถนัด เขาหนักเสมอ ต่างก็นึกเช่นนั้นเสมอเป็นธรรมดา เราเห็นว่าเราทำความดีให้ชาติ คนอื่นเขาก็คงมีเหตุผลอย่างเดียวกันที่จะนึก ดังนั้น คนเราย่อมมีใจคิดด้วยกัน ใครจะมาเป็นผู้ตัดสินว่า ใครผิดใครถูกโดยไม่มีข้อพิสูจน์อย่างใดชัดย่อมไม่ได้ เช่น พวก

ปรปักษ์ของรัฐบาลบางจำพวกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขาอาจเห็นตัวเขาไม่หนักโลก แต่เห็นคนอื่นหนักก็ได้&amp;quot;&amp;nbsp;


สล็อต
เรื่อง &amp;quot;วิธีซึ่งรัฐบาลจะหาที่ดิน แรงงาน เงินทุน&amp;quot; ที่ปรีดี พนมยงค์ เน้นย้ำว่า &amp;quot;หลักการสำคัญที่ควรคำนึงก็คือ รัฐบาลต้องดำเนินการวิธีโดยละม่อม ไม่ประหัตประหารคนมั่งมี&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเตือนว่า &amp;quot;ข้าพเจ้าขอให้เป็นดังนั้นจริงๆ เถิด ลงท้ายเข้าเกรงจะหันเข้าหาวิธีรัสเซียใช้ คือ เก็บภาษีสูบเลือดไปทีละเล็กละน้อย ให้ใบบอนด์ซึ่งมีราคาเกินกระดาษ จัดการเข้าประหารคนมั่งมี หาว่าคนมั่งมีหนักโลกเสียละกระมัง&amp;quot;

เรื่อง &amp;quot;รักชาติหรือรักตัว&amp;quot; พระองค์ก็ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;การที่จะพูดว่า คนที่เช่าที่เขาหรือคนที่มีที่ดินของตัวเองว่าใครจะรักชาติมากกว่าใครนั้นเฉยๆ ไม่ได้ เราจะรู้ได้ว่าใครจะรักมากกว่าใคร กลับจะต้องไปพิสูจน์เสียอีกว่า ถ้าชาติพังทะลายเสียแล้ว ผู้ใดจะเสียประโยชน์มากกว่ากันเป็นคะแนนวัดความรักชาติเสียอีก เพราะคนย่อมรักของๆ ตัวและประโยชน์ของตัวเป็นใหญ่จึงจะมีความรักใคร่ส่วนรวม คือ ชาติ&amp;quot; &amp;nbsp;ส่วนที่ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า &amp;quot;ข้าราชการบางคนเกียดกันไม่อยากให้ราษฎรเป็นข้าราชการ&amp;quot; นั้น พระองค์ก็ทรงโต้แย้งว่า &amp;quot;คำพูดเช่นนี้เป็นการกล่าวโทษข้าราชการโดยไม่ยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรื่อง &amp;quot;การจัดทำรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลเข้าสู่ดุลยภาพ&amp;quot; โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ว่าด้วยเรื่อง &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดการเศรษฐกิจโดยรัฐบาลต้องระวังไม่ให้มนุษย์กลายสัตว์&amp;quot; นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;การที่จะไม่ให้คนกลายเป็นสัตว์นั้น ย่อมอยู่ที่คอยเพ่งเล็งมิให้เขาเสียเสรีภาพของเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่ตามโครงการเศรษฐกิจที่ผู้เขียนกล่าวไว้แล้วนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำให้เป็นผลสำเร็จไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้การบังคับ&amp;quot; ซึ่งก็จะทำให้ราษฎรกลายเป็นทาสเช่นเดียวกับในช่วงก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงประกาศเลิกทาส &amp;quot;แทนที่จะเรียกว่าข้าราชการก็กลายเป็นรัฐทาสเสียมากกว่า สัตว์นั้นอดหยากได้ยากกว่ามนุษย์ เพราะมันหาหย้ากินได้สบายกว่า แต่รัฐทาสนี้ไม่มีทางใดจะหากินทีเดียวนอกจากเป็นทาส&amp;quot;

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงวิจารณ์หลัก 6 ประการข้ออื่นๆ ด้วย เรื่อง &amp;nbsp;&amp;quot;ความเสมอภาค&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;จะมีความเสมอภาคได้อย่างไร ข้าราชการส่วนหนึ่งต้องทำงานเป็นทาส และอีกส่วนหนึ่งเป็นนายผู้ชำนาญทำงานชี้นิ้ว ความเสมอภาคที่ผู้เขียนกล่าวนั้นไม่ใช่มีแต่บนกระดาษ เป็นแต่เพียงเสมอภาคด้วยชื่อ&amp;quot;, เรื่อง &amp;quot;เสรีภาพ&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;quot;เมื่อห้ามปรามขัดขวางไม่ให้ราษฎรทำตามสมัครใจได้ดังกล่าวแล้ว ก็เท่ากับตัดเสรีภาพ ก็เมื่อรัฐบาลตั้งใจจะตัดเสรีภาพเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการนำความสุขสมบูรณ์มาให้แล้วก็จะทิ้งคนให้มีชีวิตอยู่ทำไม ประหารชีวิตมันเสียให้หมดก็แล้วกัน มันจะได้ไม่ตายดีกว่าที่จะสละทิ้งเสรีภาพของตน&amp;quot; และสุดท้าย เรื่อง &amp;quot;การศึกษา&amp;quot; ทรงวิจารณ์ว่า &amp;nbsp;&amp;quot;การบังคับให้เรียนหรือการบังคับต่างๆ นี้ ทำไมผู้เขียนจึงชอบนัก ก็จะการชักชวนแทนมิได้หรือ ถ้าจะจัดการศึกษาควรจะต้องชักชวนให้ราษฎรรักการศึกษา และให้ความสะดวกในการศึกษา ทำไมจะต้องใช้แต่ไม้บังคับตลอดไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระยาพหพลพยุหเสนา

ควรกล่าวด้วยว่า ใน พระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจ ของ ปรีดี พนมยงค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงวิจารณ์ &amp;quot;เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร&amp;quot; และ &amp;quot;เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกอบเศรษฐกิจ&amp;quot; อย่างละเอียดด้วย จากนั้นในท้ายที่สุด พระองค์ได้ทรง &amp;quot;สรุปความ&amp;quot; ว่า

&amp;quot;เรื่องที่ได้พิจารณามาแล้วนี้ย่อมเป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ซึ่งจะเป็นการถูกต้องหรือไม่นั้นก็เป็นแต่ความคิดของข้าพเจ้าเท่านั้น การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิดก็ต้องทดลองดูเท่านั้นจึงจะเห็นได้

แต่มีข้อสำคัญอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นสิ่งสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์ฯ จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่า โครงการทั้ง 2 นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปแบบของวิธีการกระทำ จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทย หรือไทยนั้นแก้เป็นรัสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี รัสเซียเขากลัวอะไร ไทยก็กลัวอย่างนั้นบ้าง รัสเซียเขาหาวิธีตบตาคนอย่างไร ไทยก็เดินวิธีตบตาคนอย่างนั้นบ้าง&amp;quot;.

--------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง : สถาบันพระปกเกล้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33019</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, ปรีดี พนมยงค์, พระบรมราชวินิจฉัย, ร.7, เค้าโครงเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca6ae9514846.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2026 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มังกร สามเสน&#039; ผู้เสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจก่อน&#039;ปรีดี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการเศรษฐกิจ&amp;rdquo; &amp;ldquo;แผนเศรษฐกิจ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;นโยบายเศรษฐกิจ&amp;rdquo; สุดแท้แต่ผู้คนจะนิยมใช้คำใด แต่จุดมุ่งหมายก็เป็นไปเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนในประเทศโดยรวมทั้งสิ้น แม้ว่าแนวทางที่จะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีนั้น จะแตกต่างกันตามสำนักเศรษฐศาสตร์ที่สมาทาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร ถือเป็นการ &amp;ldquo;ปฏิวัติ&amp;rdquo; เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไปในแทบทุกด้าน และด้านหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo; ซึ่งถือเป็น 1 ในหลัก 6 ประการ ของคณะราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กระนั้น ผู้คนทั้งหลายมักเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ &amp;ldquo;ปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475&amp;rdquo; นั้น มาจากเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกนั้น ถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 โดย &amp;ldquo;นายมังกร สามเสน&amp;rdquo; คหบดีที่มีธุรกิจหลากหลาย อาทิเช่น ค้าข้าว ค้าไม้ ทำโรงสี และอุตสาหกรรมต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก ถือเป็นนักการเมืองคนสำคัญที่โลดแล่นอยู่บนเวทีการเมืองในช่วงแรก หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ไม่นานนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายมังกร สามเสน เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2431 ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 ปีกุน ณ บ้านปากคลองสามเสน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร เป็นบุตรชายคนแรกของนายเก็งซัน สามเสน และนางปอ สามเสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เข้ารับการศึกษาภาษาไทยเบื้องต้นในโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงธรรมการ ต่อมาได้ศึกษาภาษาอังกฤษเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดชนะสงคราม นอกจากนี้ นายมังกร สามเสน ยังได้ศึกษาภาษาจีน โดยจ้างครูชาวจีนมาสอนที่บ้านเป็นการพิเศษ จากนั้นได้เข้าศึกษาในโรงเรียนกฎหมาย เพื่อศึกษาวิชากฎหมาย และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2451 ขณะที่มีอายุได้ 20 ปี [3]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมังกร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ &amp;nbsp;6 มกราคม พ.ศ. 2490 สิริรวมอายุได้ 59 ปี มีการตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม และมีการฌาปนกิจในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2490&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว นายมังกร สามเสน ได้เริ่มต้นอาชีพด้วยการรับราชการเป็นพนักงานอัยการ จังหวัดนครปฐม ในปี พ.ศ. 2451 ต่อมาได้ย้ายไปเป็นพนักงานแพ่ง จังหวัดพิจิตร ในปี พ.ศ. 2453 และย้ายไปดำรงตำแหน่งยกกระบัตร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งยกกระบัตร จังหวัดกาญจนบุรี และเพชรบุรี ตามลำดับ ก่อนจะลาออกจากราชการ เพื่อประกอบอาชีพส่วนตัว โดยตำแหน่งทางราชการสุดท้ายคือ &amp;ldquo;ยกกระบัตร จังหวัดเพชรบุรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อลาออกจากราชการแล้ว นายมังกรได้เริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวด้วยการเป็นทนายความ ในครั้งแรกนั้น นายมังกรร่วมกับมิสเตอร์ปรุ๊ก ทนายความชาวต่างประเทศ เปิดสำนักงานอยู่ด้วยกัน ต่อมาภายหลัง นายมังกร สามเสน ได้แยกตัวออกมาตั้งสำนักงานทนายความเป็นของตัวเอง โดยตั้งสำนักอยู่บริเวณบ้านปากคลองสามเสน และดำเนินกิจการเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2486 จึงได้ล้มเลิกกิจการไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมังกรยังมีกิจการอื่นๆ อีกมาก ทำให้ชื่อของนายมังกรเป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจคนสำคัญแห่งยุคสมัย ซึ่งนายมังกรได้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมหลายชนิด ประกอบด้วย กิจการค้าไม้และทำป่าไม้ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร กิจการโรงงานอัดน้ำมันมะพร้าว ที่ปากคลองสามเสน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตำแหน่งทางการเมืองนั้น นายมังกรเริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการแต่งตั้งขึ้นภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายมังกร ถือเป็น 1 ใน 3 คน จาก &amp;ldquo;กลุ่มพ่อค้าไทย&amp;rdquo; ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกทั้ง 3 คน ที่เรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;กลุ่มพ่อค้าไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย นายมังกร สามเสน นายมานิต วสุวัต และนายซุ่นใช้ คูตระกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 นายมังกรก็ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 2 เรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2482 ก็มีเหตุให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาร่วม 7 ปี ที่นายมังกรดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้สร้างสีสันให้กับสภาผู้แทนราษฎรอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีแนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงคนเดียว (จากจำนวน 3 คน) ที่เหลืออยู่ของ &amp;ldquo;กลุ่มพ่อค้าไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากนายมังกรเป็นพ่อค้าที่อยู่ในระดับกลาง ผลงานที่สำคัญทางการเมืองของท่าน จึงมักจะมีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ ซึ่งนายมังกรมีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมาตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในสมัยนั้น รัฐบาลมีลักษณะเป็นรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจได้รวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ ขณะที่นายมังกรเองก็เป็นพ่อค้าระดับรองๆ ลงมา ไม่ใช่พ่อค้าใหญ่ในประเทศแต่ประการใด โดยในปี พ.ศ. 2471 นายมังกร &amp;nbsp;ได้ทำหนังสือรายงานเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ถึงปัญหาการแข่งขันระหว่างพ่อค้าข้าวชาวจีนกับพ่อค้าข้าวชาวตะวันตก ส่งผลให้ราคาข้าวของสยามถูกตัดราคาลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แต่กระนั้น ข้อเสนอของนายมังกรไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2473 นายมังกรได้เสนอให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงระบบตลาดการรับซื้อข้าว แต่ก็ไม่ได้รับการสนองอีกเช่นเคย โดยในที่ประชุมคณะอภิรัฐมนตรีได้มีความเห็นว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าของราษฎร ก็มีแต่รัฐบาลโซเวียตกับรัฐบาลญี่ปุ่น&amp;rdquo;&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นดังนั้น ส่งผลให้นายมังกร สามเสน มีภาพลักษณ์ที่อยู่ในฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลโดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้วนั้น นายมังกรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้เสนอ &amp;ldquo;โครงการเศรษฐกิจ พาณิชยการ กสิกรรม และอุตสาหกรรม&amp;rdquo; โดยมีการเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ถือเป็นโครงการเศรษฐกิจ/แผนเศรษฐกิจ แผนแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเนื้อหาที่นายมังกรนำเสนอนั้น ในส่วนแรกได้สะท้อนข้อมูลของประเทศในขณะนั้น อาทิเช่น จำนวนประชากร ลักษณะอาชีพ เป็นต้น ส่วนต่อมาได้นำเสนอปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนายมังกรได้สรุปข้อตกต่ำทางเศรษฐกิจเอาไว้ 6 ประการ ประกอบด้วย (1) อาชีพของราษฎรถูกบีบจนหมดกำลัง (2) สยามขาดพ่อค้าที่เป็นคนไทย (3) สยามขาดโรงงานอุตสาหกรรม (4) สยามยังไม่มีธนาคารของประเทศ (5) สยามบกพร่องในความช่วยเหลืออุดหนุนตัวเอง และ (6) เงินสยามสูงมาก เป็นเหตุให้ราคาสินค้าตกต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเศรษฐกิจของนายมังกรยังเสนอแนวทางสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติเอาไว้ โดยเสนอไว้ 19 ประการ ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ตั้งธนาคารของชาติขึ้น (2) ขอให้ตั้งบริษัทรับซื้อของดิบ (3) ตั้งบริษัทกสิกรรมขึ้น (4) ตั้งบริษัทรับจ้างไถนาสูบน้ำ (5) ตั้งบริษัทคอกสัตว์ (6) ตั้งบริษัทโรงงานโรงสี (7) ตั้งบริษัทค้าไม้ (8) ตั้งบริษัททอกระสอบป่าน (9) ตั้งโรงงานทอผ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;


respin88&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(10) โรงงานทำถ้วยชาม (11) ตั้งบริษัทยาสูบ (12) ตั้งบริษัททำน้ำตาล (13) ตั้งบริษัทบดแป้งสาลี (14) สินค้าน้ำมันมะพร้าวและละหุ่ง (15) ตั้งโรงทำกระดาษ (16) ควรตั้งกองทุนอุดหนุนศิลปวิทยา (17) วางหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนให้ช่วยเศรษฐกิจ (18) ควรออกกฎหมายช่วย และ (19) วางหลักทางราชการส่งเสริมเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเสนอของนายมังกร จะเห็นได้ว่า มีข้อบางประการสอดคล้องกับข้อเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) หรือข้อเสนอบางประการได้นำไปสู่การเกิดขึ้นจริงในภายหลัง อาทิเช่น การตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย การตั้งโรงงานยาสูบ การตั้งบริษัทข้าวไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าข้อเสนอของนายมังกรไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาเมื่อมีการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) นายมังกรได้แสดงความคิดเห็นไว้ในลักษณะที่เห็นด้วยกับแนวทางของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม แต่ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด โดยนายมังกรต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทในการจัดการเศรษฐกิจ แต่ไม่ต้องการให้รัฐบาลมีบทบาทแบบสหกรณ์ครบรูปตามแนวทางของหลวงประดิษฐ์มนูญธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายมังกรในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างดุเดือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และนายมังกรยังได้เป็นกรรมาธิการคณะต่างๆ อาทิเช่น กรรมาธิการควบคุมนโยบายจำกัดแร่ กรรมาธิการควบคุมนโยบายจำกัดยาง กรรมาธิการสภาเศรษฐกิจ เป็นต้น ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้นายมังกร สามเสน สามารถมีข้อมูลในการอภิปรายรัฐบาลได้อยู่สม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมังกรยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ &amp;ldquo;นายถวัติ ฤทธิเดช ฟ้องร้องคดีพระปกเกล้าฯ&amp;rdquo; โดยยื่นคำฟ้องกับนายมังกร เหตุเกิดเมื่อนายถวัติ ฤทธิเดช ยื่นฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2476 โดยอ้างว่าพระปกเกล้าหมิ่นประมาทตน เพราะในบันทึก &amp;ldquo;พระบรมราชวินิจฉัยเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม&amp;rdquo; ที่มีการแจกจ่ายระหว่างเกิดวิกฤตการณ์เรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจเมื่อเดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. 2476 นั้น มีข้อความตอนหนึ่งพาดพิงถึงผู้นำกรรมกรรถรางว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่กรรมกรรถรางหยุดงานนั้น หาใช่เกิดการหยุดเพราะความเดือดร้อนจริงจังอันใดไม่ ที่เกิดเป็นดังนี้นั้นก็เพราะมีคนยุให้เกิดการหยุดงานขึ้น เพื่อจะได้เป็นโอกาสให้ตั้งสมาคมคนงาน และตนจะได้เป็นหัวหน้า และได้รับเงินเดือนกินสบายไปเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่นายมังกรได้ส่งคำฟ้องกลับคืนมา โดยอ้างว่าขัดต่อมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2475 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ต่อมา นายถวัติ ฤทธิเดช ได้ถอนฟ้องและทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุที่นายมังกรมีการอภิปรายในสภาฯ ที่ดุเดือด ดังนั้น เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองครั้งสำคัญ เหตุการณ์ในครั้งนี้รู้จักกันในชื่อ &amp;ldquo;กบฏพระยาทรงสุรเดช&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กบฏ 18 ศพ&amp;rdquo; โดยมีการจับกุมนายมังกรไปด้วย ส่งผลให้นายมังกรหมดบทบาททางการเมืองลงอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา.
-----------
ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า&amp;nbsp;
ผู้เรียบเรียง : ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25244</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, เค้าโครงเศรษฐกิจ, แผนเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c24bf8396e42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
