<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘มงคลกิตติ์’ปลุกFCติดตามอภิปรายถล่มงบเงินกู้‘ลุงตู่’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.2564 - นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า วันนี้ช่วงบ่าย ผมจะอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 500,000 ล้านบาท ช่วง 2 ปี ลุงตู่ ขอกู้ พ.ร.ก.ฉบับที่ 5 แล้ว ไม่รวมกู้ขาดดุลอีก 3 ปีงบประมาณ รวม 5.47 ล้านล้านบาท ลุงตู่คงจะขอกู้จนกว่าจะไม่มีคนให้กู้ ถึงจะไปแน่ๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105739</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์, เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60825e9dc6692.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กปชป.แนะรัฐบาลอย่าบ้าจี้แค่ตัวเลขGDP </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2564 - นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้จากพ.ร.ก. 3 ฉบับเพื่อแก้ไขและฟื้นฟูปัญหา โควิด-19 ระบุว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลปรับลดวงเงินกู้ใน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 จากวงเงิน 7 แสนล้านบาท เหลือเพียง 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น เพราะเงินกู้คือเงินที่จะต้องชำระคืน ซึ่งเป็นภาระเงินภาษีของประชาชนในอนาคต แต่ทั้งนี้ไม่อยากให้รัฐบาลพิจารณาเฉพาะตัวเลข GDP ว่าเมื่อมีเงินกู้ก้อนนี้แล้ว GDP จะเติบโต 1.5% แต่อยากให้พิจารณาว่าเมื่อกู้มาแล้วจะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้รับผลกระทบจริงหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลเกิดการหลงทางได้ และที่ผ่านมาตัวเลข GDP ยังทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าทำไม GDP โตขึ้น แต่ประชาชนยังลำบากอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องดูแต่ตัวเลข GDP ซึ่งที่ผ่านมาตัวเลข GDP มันโต แต่เม็ดเงินมันไปกระจุกอยู่เฉพาะบางกลุ่มสาขาอาชีพ เช่น ผู้รับเหมาภาครัฐ ผู้ส่งออก แต่การบริโภคประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น จึงไม่อยากให้รัฐบาลหลงทางว่ากู้เงินมาแล้วจะกระตุ้นให้ GDPโตอีก 1.5% ไม่อยากให้รัฐบาลไปมุ่งตรงนั้น แต่อยากให้รัฐบาลกู้มาแล้วเอาเงินมาใช้เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ และฟื้นฟูภาคธุรกิจที่มีปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด19โดยตรง จะดีกว่าไปดูตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะมันจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณหลงทางได้&amp;quot;นายอัครเดชกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104225</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ส.ส.ราชบุรี, เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4a7df02f2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวไกล ชี้เงินกู้ 1 ล้านล้านยังไม่เห็นผลลัพธ์ แนะเปลี่ยนนายกฯ บริหารงบประมาณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.64 - นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีที่ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ พ.ร.ก. เงินกู้ 700,000 ล้านบาท ในวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่า หากยังจำกันได้ช่วงนี้ของปีที่แล้ว รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แต่หนึ่งปีผ่านมาประเทศไทยไม่เห็นผลลัพธ์อะไรจากการกู้เงินของรัฐบาลเลย จึงอยากตั้งคำถามดังๆ ว่าถ้ายังเป็นรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ ผลลัพธ์จากการกู้เงินรอบใหม่จะต่างไปจากเดิมหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะดูว่าอนาคตเป็นอย่างไร เราต้องกลับไปดูการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นว่าการใช้เงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้าน ยังไม่บรรลุเป้าหมายเลยซักแผน แผนสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท คงเหลือ 19,174 ล้านบาท ผ่านมา 1 ปี โควิดระบาดรอบสาม การเบิกจ่ายยังทำได้ต่ำมาก หลายโรงพยาบาลยังขาดความพร้อม การตรวจเชื้อยังทำได้จำกัด เตียงและเครื่องช่วยหายใจไม่พร้อมรับคนไข้โควิดรอบใหม่ โรงพยาบาลสนามที่ไม่ได้มาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนเยียวยา วงเงิน 600,000 ล้านบาท รัฐบาลอนุมัติได้เกือบเต็มวงเงิน แต่ข้อสังเกตคือเงินก้อนนี้ ไม่มีมาตรการช่วยเหลือ SMEs หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กเลย ทั้งที่เป็นกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลโดยตรงยากมาตรการของรัฐ &amp;nbsp;ทำให้เกิดภาวะ SMEs ล้มหาย ลูกจ้างตกงานกันทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนฟื้นฟู 355,000 ล้านบาท คงเหลือ 216,886 ล้านบาท จากตัวเลขจะเห็นว่าเบิกจ่ายล่าช้ามาก เพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เสนอโดยราชการส่วนกลางและอำนาจอนุมัติที่รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง การตั้งโครงการก็มีลักษณะอิงการเมือง ไม่มีวิสัยทัศน์ สตง. ได้ออกหนังสือเตือนเอาไว้แล้วว่ามีความเสี่ยงที่โครงการจะไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายวรภพ ชี้ว่า ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฉบับใหม่ ยังคงถูกวางกรอบไว้เหมือนเดิมอีก คือ ด้านสาธารณสุข วงเงิน 30,000 ล้านบาท, เยียวยา วงเงิน 400,000 ล้านบาท และ ฟื้นฟู วงเงิน 270,000 ล้านบาท แต่ถ้ารัฐบาลทำเหมือนเดิม คือ การทำโครงการเบี้ยหัวแตกและรวมศูนย์อำนาจในการอนุมัติ ผลลัพธ์ย่อมไม่ต่างไปจากปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หวังว่ารัฐบาลจะรู้จักยอมรับและเรียนรู้ความผิดพลาดในการบริหารที่ผ่านมา การกู้เงินเจ็ดแสนล้านบาท ต้องไม่ทำแบบที่ผ่านมา อยากให้ประชาชนทุกคนที่จะต้องเป็นผู้จ่ายหนี้ในอนาคต แม้ว่าจะไม่พร้อมใจ ต้องจับตาดูว่า รัฐบาลจะยอมรับและเปลี่ยนแนวทางในการบริหารภาษีของเราหรือไม่ และถ้าเป็นไปได้ เราควรเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ผู้ที่มีวิสัยทัศน์และมีศักยภาพมากกว่านี้มาเป็นผู้บริหารงบประมาณ&amp;rdquo; นายวรภพ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103447</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณ, วรภพ วิริยะโรจน์, เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4cc7cc55d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กปชป.เห็นด้วยกู้เงิน7แสนล้านแต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.2564 - นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.จำนวน 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขและฟื้นฟูปัญหาโควิด-19 กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาโควิด19 ว่า หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินก้อนนี้มาใช้ก็เห็นด้วย เพราะการระบาดรอบที่ 3 มีผลกระทบไม่ใช่เฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลกู้รอบแรกมาแล้ว 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยา ฟื้นฟู และด้านสาธารณสุข ตามที่ได้มีการติดตามเงินกู้ก้อนนี้ก็มีการเบิกจ่ายเกือบเต็มวงเงินกู้แล้ว ดังนั้น หากจะต้องกู้มาอีก 7 แสนล้านบาท รัฐบาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกในการใช้เงิน ทั้งเรื่องของหน่วยงานที่จะควบคุมเงินกู้ การตรวจสอบ การเบิกจ่าย ที่จะต้องทำให้การใช้เงินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไปถึงมือประชาชน และสามารถที่จะฟื้นฟู เยียวยาได้อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นการขับเคลื่อนการแก้ไขทางเศรษฐกิจก็จะไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังและกำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องกู้ แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ กลไกที่รัฐบาลจะต้องทำอย่างไรให้การใช้เงินกู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมาจากที่ผมเป็นกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบการใช้เงินกู้ ต้องยอมรับว่าการใช้เงินยังล่าช้า เบิกจ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และยังไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน มีหลายโครงการที่ทำแล้วไม่สำเร็จ และหลายโครงการที่จะต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมาย เบิกจ่ายงบล่าช้าเนื่องจากความไม่ชัดเจนของโครงการ เเละที่สำคัญการใช้จ่ายงบเงินกู้ไม่เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลและพี่น้องประชาชนคาดหวังไว้&amp;quot; นายอัครเดช กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103423</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 แสนล้าน, นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ส.ส.ราชบุรี, เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4a7df02f2a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์แจงยิบแผนเบิกจ่ายเงินกู้เกี่ยวกับงานทางการแพทย์ 4.5 หมื่นล้านล่าช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.64 นายวันฉัตร&amp;nbsp; สุวรรณกิตติ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะโฆษกสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการเบิกจ่ายและแผนการใช้งบประมาณมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในประเด็นแผนงานเงินกู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย 5 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1.แผนงาน/โครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย ค่าเยียวยา ค่าชดเชย และค่าเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากร ทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.เพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรควัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการบำบัดรักษา ป้องกัน ควบคุมโรค รวมทั้งการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้านสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 5.เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันภาพรวมการอนุมัติโครงการและการเบิกจ่ายแผนงาน/โครงการด้านสาธารณสุข (แผนงาน/โครงการกลุ่มที่ &amp;nbsp;ณ ข้อมูลวันที่ 5 พ.ค. 2564&amp;nbsp;ในกลุ่มที่ 1.มีการอนุมัติแผนงาน/โครงการดังกล่าวไปแล้ว จำนวน&amp;nbsp;42 โครงการ วงเงินอนุมัติรวมทั้งสิ้น 25,825.8796 ล้านบาท และจากข้อมูลของรายงาน MIS ของกรมบัญชีกลางพบว่ามีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 7,102.6471 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ&amp;nbsp;27.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้มีการเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำ เป็นผลจากหน่วยงานรับผิดชอบโครงการยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข อาทิ เครื่องฉายรังสี ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค&amp;nbsp; ก่อสร้างและปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางแพทย์ อาทิ ห้องความดันลบ (Negative pressure) cohort ward ห้องทันตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่มีการเบิกจ่ายแล้วเช่น การจ่ายค่าตอบแทน/เสี่ยงภัยให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2563 - มีนาคม 2564 สำหรับภารกิจเพิ่มเติมในช่วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 การเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการโดยกรมควบคุมโรค การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสนับสนุนครุภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจและการปรับปรุงห้องความดันลบแก่สถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการในกลุ่มอื่นๆได้แก่ โครงการ กลุ่มโครงการที่ยังไม่ถึงงวดของการเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 1 โครงการ วงเงิน 1,575.4590 ล้านบาท ได้แก่ การจ่ายค่าค่าตอบแทน/เสี่ยงภัยให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในช่วงเดือนเมษายน &amp;ndash; มิถุนายน 2564 สำหรับภารกิจเพิ่มเติมในช่วยสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019กลุ่มโครงการที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ จำนวน 24 โครงการ วงเงิน 11,094.9465 ล้านบาท อาทิ การสนับสนุนด้านการจัดซื้อครุภัณฑ์/การปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในสถานพยาบาลทั้งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล โดยปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหว่างการเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับการวิจัย/พัฒนาน้ำยาเพื่อการตรวจโรค การพัฒนาระบบสื่อสารสั่งการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขและกลุ่มโครงการที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดโครงการ จำนวน 6 โครงการ วงเงิน 179.1635 ล้านบาท อาทิ โครงการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์/โครงการปรับปรุงห้องผู้ป่วย ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102421</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการเยียวยา, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ารเบิกจ่ายและแผนการใช้งบประมาณมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ, เงินกู้, แผนงานเงินกู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210510/image_big_6099019fca4a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมัดน็อก!กู้มาแจกดีกว่ากู้มาโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 เม.ย.2564 - &amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโพสต์เฟซบุ๊กถึงการบริหารจัดการวัคซีนของนายกฯ ว่าไม่มีปัญญาหาวัคซีนเหมือนผู้นำคนอื่น พร้อมบอกว่านายกฯ กู้เงินมาแจก ในอนาคตลูกหลานต้องตามใช้หนี้แทน โดยระบุว่า หากนายกฯ ประยุทธ์ ทำงานไม่เป็น ที่ผ่านมาก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาประเทศได้มากมาย และนายกฯ ยังเป็นคนทำงานเพื่อบ้านเมืองเพื่อประชาชนจริง และไม่ได้เอาความเดือดร้อนของประชาชนมาหาคะแนนเสียงให้แก่ตัวเอง ขณะที่การกู้เงินมานั้นถือเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนในยามที่มีความเดือดร้อน ซึ่งนายพานทองแท้ก็รู้อยู่แก่ใจว่าสถานการณ์โควิดระบาดได้มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน ทั่วโลกเป็นเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน นายกฯ พยายามหามาตรการออกมาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ส่วนเรื่องเปิดประเทศไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายแต่ทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้ นายกฯ ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงการเปิดรับนักท่องเที่ยวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการบริหารจัดการวัคซีนนั้นตนเองย้ำเช่นเคยว่านายกฯ ได้เร่งจัดหาวัคซีนและให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ไปจนถึงสิ้นปีในทุกเดือนจะมีวัคซีนทยอยเข้ามาเพื่อฉีดให้ประชาชนคนไทยให้ได้ตามแผนที่วางเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายพานทองแท้เป็นเด็ก เป็นลูกคุณหนู ไม่ต้องมาพูดในลักษณะที่เป็นการสอนนายกฯ หรอก เพราะนายพานทองแท้ไม่เข้าใจถึงหัวอกคนที่มีรายได้น้อยหรอก แต่นายกฯ เข้าใจถึงประชาชนทุกคนดี และรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะต้องทำเช่นไรเพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศบรรเทาความเดือดร้อน ได้กินดีอยู่ดี ที่นายพานทองแท้บอกนายกฯ กู้เงินมาแจกชาวบ้าน ผมเชื่อว่ากู้มาแจกเยียวยาชาวบ้านดีกว่ากู้เอามาใส่กระเป๋าตัวเองจนครอบครัวญาติพี่น้องร่ำรวยยกันถ้วนหน้า ชาวนาถูกโกงเดือดร้อนกันมากมายผูกคอตายไปหลายคน ทำไมนายพานทองแท้จึงลืมง่ายจัง ผมเชื่อมั่นว่าประชาชนเข้าใจเรื่องนี้ดีว่างบประมาณต่างๆ ที่ออกมานั้นนำไปช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้นำเงินมาเพื่อที่จะโกงกินนำไปเป็นสมบัติส่วนตัวหรือญาติพี่น้อง จนร่ำรวยมหาศาล โดยไม่ถึงมือประชาชน พร้อมกันนี้ ผมยังขอเตือนนายพานทองแท้เช่นเดียวกันว่าอย่ามัวแต่เอาเวลามาพูดหรือกล่าวหานายกฯ เลย ขอให้เอาเวลาไปดูแลพ่อและอาของนายพานทองแท้ เพราะเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศจะดีกว่า&amp;rdquo; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100175</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพานทองแท้ ชินวัตร, นายเสกสกล อัตถาวงศ์, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี, เงินกู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c44944c3ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2020 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มแคร์จี้รัฐเร่งฟื้นฟูศก.เสนอออกสินเชื่อ2ล้านล้านปลอดชำระเงินต้น4ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.63-กลุ่มแคร์ได้ออกแถลงการณ์ ชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย อัดฉีด SME 2 ล้านล้าน ลดดอก ปลอดต้น 4 ปี ตุลามหาวิกฤตเศรษฐกิจ เนื้อหาบางตอนระบุว่า &amp;nbsp;ประเทศไทยปราศจากผู้ติดเชื้อโรค COVID-19 ในประเทศมา 34 วันแล้ว &amp;nbsp;แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังคงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ธุรกิจต่างๆ ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ปกติเหมือนเดิม มาตรการเยียวยาของภาครัฐ มีข้อจำกัดทั้งในเชิงของความทั่วถึงและระยะเวลาที่สั้นอย่างมาก เช่น การเยียวยาผู้ว่างงาน 15 ล้านคน และเกษตรกร10 ล้านคน ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือ 5000 บาทต่อเดือนเพียง 3 เดือน ประเมินกันว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกให้กลับมาสู่สภาวะปกตินั้น ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุว่า ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ผู้ได้รับผลกระทบมีจำนวนมาก ประชาชนกว่าสิบล้านคนและธุรกิจกว่าล้านรายคาดหวังว่า จะสามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมภายในเร็ววัน และธุรกิจนับล้านรายเหล่านั้นหวังว่า จะสามารถสร้างยอดขายได้ใกล้เคียงกับช่วงก่อนการระบาดของโรค แต่อนาคตกลับยังดูมืดมนอย่างยิ่ง เพราะการเปิดเศรษฐกิจกระทำอย่างกระท่อนกระแท่น ประชาชนไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตตามปกติ แม้แต่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังคงอยู่ การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเริ่มต้นเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว จึงมีการคาดการณ์โดยภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องว่า คนไทยอาจตกงานมากถึง 5-7 ล้านคน นักศึกษาที่เพิ่งจบการศึกษาจะว่างงานอีก 400000 คน มีข่าวต่อเนื่องว่า บางธุรกิจปิดโรงงานและย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย บางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์จะปลดคนงาน ปรับตัวกับแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมที่หันมาผลิตรถไฟฟ้ามากขึ้น มหาวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จึงมีแนวโน้มรุนแรงมากกว่า 4 เท่าตัวในปี 2540 ครั้งนี้ชนชั้นกลางและคนยากจนหลายสิบล้านคนตลอดจนธุรกิจ SME เป็นล้านราย มีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องล้มละลายเพราะจ่ายหนี้สินคืนธนาคารไม่ได้ ความเดือดร้อนของประชาชนและธุรกิจจะปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวางตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ มาตรการของรัฐไม่เพียงพอและขาดเอกภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการเยียวยาประชาชน จ่ายเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาทใกล้สิ้นสุดลงแล้ว โดยคนไทยกลุ่มนี้ยังไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่า อนาคตของตนจะเป็นอย่างไร มาตรการสินเชื่อผ่อนปรนช่วยเหลือ SME ที่เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงิน แต่มีธุรกิจหรือSME ซึ่งไม่ได้เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่สามารถขอรับความช่วยเหลืออีกจำนวนมาก รวมทั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โครงการที่เสนอเข้ามานั้นไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถนำพาประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์ระบุด้วยว่า รัฐมีหน้าที่ช่วยให้ประชาชนและธุรกิจก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจหลัง COVID-19 เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องช่วยให้ประชาชนและธุรกิจสามารถก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจไปให้ได้ โดยไม่ทอดทิ้งใคร แนวทางหลักคือ การสนับสนุนจากภาครัฐที่ต้องให้เวลาอย่างเพียงพอกับประชาชนและธุรกิจประมาณ 4 ปี เพื่อฟื้นฟูและปรับตัวเพื่อเข้าสู่ภาวะ New Normal หลังจากวิกฤต COVID-19 ผ่านพ้นไปแล้ว และพลิกสถานการณ์จากปัจจุบันที่ประชาชนกำลังไร้ความหวังและเศรษฐกิจไทยกำลังรอวันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอของแคร์ ให้รัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนวงเงิน 2 ล้านล้านบาท คิดดอกเบี้ย 2 % ต่อปี ปลอดการชำระเงินต้นเป็นเวลา 4 ปี โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี และรัฐบาลรับความเสี่ยงของความเสียหายจากการปล่อยกู้ดังกล่าวเกือบทั้งหมด (ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อ 500,000 ล้านบาทในปัจจุบันที่เมื่อประเมินในรายละเอียดแล้ว รัฐบาลจะรับใช้ความเสียหายให้เพียงประมาณ 30%) โดยขยายขอบเขตให้ SME ที่ไม่ใช่ลูกหนี้สถาบันการเงินได้รับการสนับสนุนสินเชื่อดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;หากมีความเสียหายจากการปล่อยกู้ รัฐบาลสามารถออกเป็นพันธบัตรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซื้อที่ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลาใช้คืน 100 ปี เพื่อชดใช้ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากหนี้เสียให้กับสถาบันการเงินในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการอัดฉีด SME 2 ล้านล้าน ลดดอก ปลอดต้น 4 ปีจะช่วยให้SME นับล้านรายสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและยังจ้างพนักงานกว่า 10 ล้านคนต่อไป ช่วยให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนไม่ต้องพักชำระหนี้ และเปิดโอกาสให้ SME มีเวลาเพียงพอที่จะวางแผนปรับตัว ปรับต้นทุน เพิ่มการลงทุน หรือแม้กระทั่งปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำธุรกิจประเภทอื่นๆก็ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายแถลงการณ์กลุ่มแคร์ระบุว่า วิกฤตสุขภาพและวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นวิกฤตทั่วโลก ทำให้กำลังซื้อทั้งในประเทศและจากต่างประเทศถดถอยลงอย่างมาก (ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการมากถึง 68% ของ จีดีพี) ดังนั้น เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่มี NPL ประมาณ 3-4% จึงมีความเป็นไปได้ว่า NPL จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่การให้เวลาที่เพียงพอกับธุรกิจในการปรับตัวและหลีกเลี่ยงการปลดพนักงาน และการรอให้สถานการณ์ทั่วโลกคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เช่น การค้นพบวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ย่อมจะช่วยลดความเสียหายดังกล่าว ต่างจากการดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ในปัจจุบัน ซึ่งจะไม่สามารถยับยั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันได้เลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69945</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแคร์, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, เงินกู้, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200628/image_big_5ef8530af06cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
