<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66046</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชวนจัดให้ทั่นผู้ทรงเกียรติ พ่นนํ้าลาย4พรก.3วันรวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; น้ำไหลไฟดับแน่! &amp;quot;ชวน&amp;quot; เตรียมประชุมสภาพิจารณา พ.ร.ก. 4 ฉบับ 27-29 พ.ค. คาดจะมี ส.ส.อภิปรายจำนวนมาก &amp;quot;หญิงหน่อย-ส.ส.พท.&amp;rdquo; ฉะรัฐบาลไร้วิสัยทัศน์ใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านลั่นต้องไม่มีทุจริต อย่าฉวยโอกาสโควิดคลี่คลายตีกินทางการเมืองเอาเงินกู้หาเสียงให้พรรคพวก &amp;quot;ส.ส.ก้าวไกล&amp;quot; จี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนเปิดสภาถก พ.ร.ก.กู้เงิน &amp;quot;องอาจ&amp;quot; หนุนทางสายกลางสร้างสมดุลทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา วันที่ 15 พฤษภาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาพระราชกำหนดจำนวน 4 ฉบับในวันที่ 27 พ.ค.นี้ว่า น่าจะมี ส.ส.อภิปรายเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ประกอบกับเมื่อรัฐบาลยังคงมาตรการการให้อยู่เคหสถานหรือเคอร์ฟิวด้วยแล้ว ทำให้จะต้องมีการปรับเวลาการประชุมใหม่ โดยอาจจะเริ่มประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า 09.30 น. และไปสิ้นสุดในเวลาไม่เกิน 19.00 น. นอกจากนี้อาจเพิ่มวันประชุมเป็น 27-29 พ.ค.ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่หากรัฐบาลมีการเปลี่ยนเวลาเคอร์ฟิว ก็จะต้องหารือกับผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรคการเมืองให้ได้ข้อสรุปในวันที่ 22 พ.ค. ว่าการอภิปรายในแต่ละวันจะใช้เวลากี่ชั่วโมง&amp;quot; นายชวน กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ต้องถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเยียวยาต้องทั่วถึง รวดเร็ว การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องตรงเป้า และที่สำคัญคือต้องลงทุนใน &amp;ldquo;โครงสร้างพื้นฐาน&amp;rdquo; ให้ธุรกิจไทยสามารถยืนอยู่ได้ในโลกใหม่ที่มี New Normal หลัง COVID-19 แต่เรายังไม่เห็นรัฐบาลไทยมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ รวมทั้งไม่มีแผนการใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท มาลงทุนในการเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจไทยสามารถเดินต่อได้ และมีศักยภาพในการแข่งขันในโลกหลัง COVID-19 แต่อย่างใดเลย เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท เป็นเงินกู้ที่คนไทยทุกคนต้องเป็นลูกหนี้ และเป็นผู้ใช้หนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน การใช้เงินกู้ก้อนนี้รัฐบาลจึงต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและไร้การทุจริต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ถึงวันนี้เงินกู้ 600,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องเข้าเดือนที่ 3 แล้ว ทั้งปัญหายังไม่ครอบคลุมคนเดือดร้อนได้ครบถ้วน ทั้งประชาชนและเกษตรกร ที่สำคัญคือวิธีการยุ่งยาก ล่าช้ามาก นอกจากนั้นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมซึ่งเป็นเงินออมของเขาเองก็จ่ายยากเย็น มาถึงวันนี้ได้ ที่มีผู้ติดเชื้อลดลง เราควรใช้เงินกู้จำนวนนี้ ไปลงทุนใน &amp;ldquo;โครงสร้างด้านสาธารณสุข&amp;rdquo; จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้โดยตรง เพราะโลกหลัง COVID-19 คนทั่วโลกจะคำนึงถึงสุขอนามัยและสุขภาพ (Hyginity &amp;amp; Health) มากขึ้น แต่ไม่เห็นวิสัยทัศน์ หรือแผนงานการลงทุนด้านโครงสร้างด้านสาธารณสุข จากรัฐบาลในขณะนี้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยได้ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แม้ยังไม่มีวัคซีน แต่คนไทยมีภูมิคุ้มกัน ตระหนักรู้ในการป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากการติดเชื้อ ไม่เชื่อว่าจะมีการติดเชื้อหนักระลอกที่ 2 หากทุกคนเสียสละ ร่วมแรง ร่วมใจกันป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโควิด-19 จึงไม่ควรมีใครฉวยเอาความเสียสละ ความเดือดร้อน ทุกข์ยากของประชาชนไปตีกินทางการเมือง เมื่อเปิดการประชุมสภาสมัยสามัญ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะร่วมกันตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทอย่างใกล้ชิด ต้องนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้มีการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไม่ยอมที่จะคลายล็อกดาวน์ว่า ปัจจัยหลักคือความกลัวและเป็นภาวะจำยอมที่จะต้องทำ เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เสพติดอำนาจ ที่ผ่านมามีการใช้อำนาจพิเศษมาโดยตลอด เมื่อมาถึงเวลานี้รัฐบาลไม่กล้าที่จะคลายล็อก เพราะไม่คุ้นชินกับการบริหารประเทศ ที่ไม่มีอำนาจพิเศษในมือ ดังนั้นที่สุดแล้วรัฐบาลอาจจะยกเลิกเคอร์ฟิว แต่จะไม่ยกเลิก พ.ร.ก.บริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างแน่นอน &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะกลัวขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่ทนไม่ไหวกับรัฐบาลออกมาเรียกร้องให้ลาออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมไม่ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ขอเตือนว่าเงินที่กู้มาควรใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่าเอาเงินกู้มาหาเสียงและช่วยพรรคพวกตนเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลทบทวนอีกครั้งถึงการยกเลิกการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยต้องยกเลิกให้ได้ก่อนการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ เพราะจะต้องมีการพิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ที่จะเป็นกฎหมายสำคัญในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งสมควรที่จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุดโดยไม่ถูกขัดขวางจากการเคอร์ฟิวหรือมาตรการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินใดๆ ทั้งสิ้น เราต้องการ New Normal ที่ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยที่ยังมีกลไกป้องกันหรือลดความเสี่ยงในการระบาด ไม่ใช่ New Abnormal ที่ใช้ชีวิตอย่างติดขัดภายใต้สภาวะไม่ปรกติแบบไม่เห็นจุดหมายปลายทางอย่างที่เป็นอยู่นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความวิตกกังวลว่าการคลายล็อกเฟส 2 อาจนำมาสู่การระบาดของโควิด-19 รอบ 2 เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดขณะนี้ควรเป็นการคลายล็อกแบบทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป สร้างสมดุลให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ 1.ป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดเพิ่มมากกว่าที่ผ่านมา &amp;nbsp;2.ฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิม ซึ่งทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำทางราชการตามมาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด การที่เศรษฐกิจ สังคมจะกลับคืนมาสู่สภาวะปกติแบบ New Normal หรือความปกติใหม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน คนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากจะเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน ศบค. เพื่อพิจารณายกเลิกการประกาศใช้เคอร์ฟิวได้แล้ว เพราะการขยายเวลาไปอีก 1 ชั่วโมงก็ไม่มีผลใดๆ ต่อพี่น้องประชาชน การประกาศเคอร์ฟิวมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในการประกอบอาชีพในตอนกลางคืนมากกว่าบุคคลทั่วไป ถ้าหากจะใช้ประกาศเคอร์ฟิวเป็นการป้องกันการมั่วสุมในตอนกลางคืน ก็ไม่มีผลใดๆ ถ้าตราบใดรัฐบาลยังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ยังมีการควบคุมร้านอาหาร ผับบาร์ อาบอบนวด หรือธุรกิจบันเทิงตอนกลางคืน ก็จะไม่มีผู้คนเดินทางพลุกพล่าน หรือมั่วสุม ยังคงเหลือแต่ผู้มีความจำเป็นต้องทำงานกลางคืน ขนส่งสินค้าการเกษตร ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร และผู้มีความจำเป็นต้องเดินทาง ตามข้อยกเว้นในประกาศของ ศบค.เท่านั้น การประกาศเคอร์ฟิวในตอนนี้จะมีผลเสียมากกว่า เพราะแค่มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับเดียวก็สามารถเอาอยู่ คุมสถานการณ์ทั้งหมดได้แล้ว &amp;nbsp;เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น จนเป็นที่มั่นใจว่าประเทศไทยสามารถเอาชนะได้แล้ว 100% จึงค่อยประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในลำดับต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66046</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ประชุมสภาผู้แทนราษฎร, พ.ร.ก.กู้เงิน, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินกู้ 1.9 ล้านล้าน, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe929027f6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
