<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นำเข้า‘โควิด’รายวันอีก10 จ่อเพิ่มสายการบินรองรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ไทยติดเชื้อใหม่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ราย มาจากคูเวต-ฮ่องกง-รัสเซีย-อเมริกา สธ.เผย 154 รพ.เอกชนรับผู้ป่วยต่างชาติกักตัว โกยรายได้เข้าประเทศ 29.9 ล้าน ชง ศบค.เพิ่มสายการบินเข้าไทยเอื้อรับตัวคนไข้ โฆษก กมธ.ติดตามกู้เงินโควิด พบเบิกจ่ายล่าช้าแค่ 66%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ตุลาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า พบผู้ป่วยรายใหม่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ราย ในสถานที่กักตัวของรัฐ มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,600&amp;nbsp;ราย ยอดสะสมของผู้ที่รักษาหายแล้ว 3,390&amp;nbsp;ราย จำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 59 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 151&amp;nbsp;ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่รายที่&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;มาจากคูเวต โดยรายที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุ&amp;nbsp;38&amp;nbsp;ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ก.ย.63&amp;nbsp;พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;เข้าพักในสถานที่กักกันของรัฐใน จ.ชลบุรี ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ก.ย.63 ผลไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ ส่วนรายที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เพศชาย สัญชาติคูเวต อายุ&amp;nbsp;61&amp;nbsp;ปี เดินทางถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต.ค.63&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่กักกันโรงพยาบาลใน กทม. เป็นผู้ติดตามผู้ป่วยที่มารักษาด้วยโรคอื่น&amp;nbsp;ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;มาจากเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยรายที่&amp;nbsp;3-4&amp;nbsp;เป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุ&amp;nbsp;31&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ปี เดินทางถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ก.ย.63&amp;nbsp;พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รายเข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน จ.สมุทรปราการ ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;63 ผลไม่พบเชื้อ ตรวจครั้งที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ ส่วนรายที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เพศหญิง สัญชาติไทย อายุ&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ปี อาชีพพนักงานในสถานบันเทิง เดินทางถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;63&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน กทม.&amp;nbsp;ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่สถาบันโรคทรวงอก จ.นนทบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายที่&amp;nbsp;6-7&amp;nbsp;เดินทางมาจากรัสเซีย โดยรายที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เพศชาย สัญชาติรัสเซีย อายุ&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ปี อาชีพพนักงานบริษัท เข้าพักสถานที่กักกันโรคแบบทางเลือกใน จ.สมุทรปราการ ถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;ก.ย.63&amp;nbsp;พบผู้ป่วยยืนยันในเที่ยวบินเดียวกัน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ราย ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนใน จ.นนทบุรี และรายที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เพศหญิง สัญชาติรัสเซีย อายุ&amp;nbsp;42&amp;nbsp;ปี เข้าพักสถานที่กักกันแบบทางเลือกใน กทม. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนใน กทม.&amp;nbsp;รายที่&amp;nbsp;8-10&amp;nbsp;เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา ถึงประเทศไทยวันที่&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ก.ย.63&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่กักกันของรัฐใน จ.ชลบุรี ทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รายเป็นเพศหญิง สัญชาติไทย อายุ&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ปี อาชีพพนักงานโรงแรม ตรวจครั้งแรก วันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ต.ค.63 ผลพบเชื้อ ไม่มีอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค สธ. กล่าวว่า ในประเทศไทยอาจมีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการอยู่ในสังคม ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะเป็นวัยรุ่น คนวัยทำงานที่มีกิจกรรมหลักอยู่นอกบ้านต้องพบเจอคนจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นต่อได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ ความไม่ประมาท ป้องกันตัวเองให้เป็นนิสัย หลีกเสี่ยงสถานที่แออัด หรือการรวมกลุ่มปาร์ตี้ ต้องสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างระหว่างผู้อื่นเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่และสัมผัสเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้น และลงทะเบียนเข้า-ออกสถานที่ที่ใช้บริการผ่าน &amp;ldquo;ไทยชนะ&amp;rdquo; ทุกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นำคณะผู้บริหาร สธ. เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงพยาบาลกักกันแห่งรัฐทางเลือก (Alternative Hospital Quarantine: AHQ) ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลต้นแบบที่มีกระบวนการทำงานและระบบการบริหารจัดการที่มีคุณภาพมาตรฐาน รองรับกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาธิตกล่าวว่า ขณะนี้มีสถานพยาบาลเอกชนเข้าร่วมโครงการเอเอชคิวแล้ว 154 แห่ง โดยมีผู้ป่วยเข้ามารักษาตัวแล้ว 701 ราย ผู้ติดตาม 522 ราย สร้างรายได้ให้กับประเทศ จำนวน 29.9 ล้านบาท แต่ยังติดปัญหาเรื่องสายการบินที่ยังไม่อนุญาตให้ทำการบินได้ เช่น บางรายได้รับใบอนุญาตเข้าประเทศ ผลตรวจ 72 ชั่วโมง ปลอดโควิด แต่ไม่มีสายการบินบินเข้ามา ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องเสนอ ศบค. กระทรวงคมนาคม และฝ่ายความมั่นคง ให้เพิ่มสายการบินเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะสายการบินจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการเปิดสนามบินหลัก และสนามบินภายในประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางของผู้ป่วยชาวต่างชาติ และผู้ติดตามเพิ่มเติมกรณีที่จะต้องมีการต่อเครื่อง และเปิดด่านทางบกเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ด่านบ้านแหลม (ไพลิน/ เสียมเรียบ/พระตะบอง)-จันทบุรี และ 2.ด่านบ้านหาดเล็ก (เกาะกง/สีหนุวิลล์)-จันทบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้การรับรอง นายมโย มยิน ตาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย และคณะ เพื่อมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 3 แสนชิ้น เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนชาวเมียนมา โดยนายสุชาติกล่าวว่า หากรัฐบาลเมียนมามีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ใด ขอให้ประสานมาทางรัฐสภาไทยยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ และยินดีเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมโย มยิน ตาน กล่าวขอบคุณรัฐสภาไทยที่ให้ความช่วยเหลือเมียนมาเป็นครั้งที่ 2 และยังระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ของเมียนมา สาเหตุมาจากประชาชนเห็นว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในช่วงแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดความชะล่าใจ และไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนําของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ขอให้ประเทศไทยวางใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาสามารถควบคุมการแพร่ระบาดบริเวณชายแดนจนมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ได้รับรายงานว่าโครงการกลุ่มที่ 1 ว่าด้วยการสาธารณสุขได้ผ่านการอนุมัติแล้ว 2,555 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 45,000 ล้านบาท, กลุ่มที่ 2 แผนเยียวยาและชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบ อนุมัติให้จ่ายเงินกู้แล้ว 365,657 ล้านบาท จากทั้งหมด 555,000 ล้านบาท และกลุ่มที่ 3 สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อนุมัติให้ใช้จ่ายแล้ว 108,374 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ดังนั้น ณ วันนี้ มีกรอบวงเงินคงเหลือ 523,412 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางรายงานอีกว่า รัฐได้อนุมัติไปแล้ว 470,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายดำเนินการไปแล้ว 290,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 66% จากที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79698</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผู้ป่วยต่างชาติ, ผู้ป่วยต่างชาติกักตัว, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินกู้โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6e5ab0c1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 14:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้อีสาน&#039;ตอกกลับ&#039;หญิงหน่อย&#039;ชี้เงินโควิดช่วยปชช.ไม่ใช่กู้มาโกงให้พวกพ้อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63- ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงถึงกรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์&amp;nbsp;ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การกู้เงิน และจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลกู้เงินก็ต้องทำทุกอย่าง เพื่อเอามาให้พี่น้องประชาชนใช้จ่ายมาเยียวยาให้เขามีความสุข อย่างไรก็ตามก่อนอื่นตนเองก็ไม่อยากไปซ้ำเติมหรือไม่อยากไปพูดถึงรัฐบาลในอดีตแม้ไม่มีภาวะโควิด-19 ก็มีการกู้เงิน กู้มาเพื่ออะไร กู้มาเพื่อโกง เพื่อมาเพื่อทุจริต กู้มาเพื่อคอร์รัปชั่นให้กับพรรคพวกเพื่อนพ้องของตัวเองอย่างนี้เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;แม้กระทั่งโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตมากมายจนทำให้พี่น้องชาวนาผูกคอเสียชีวิตไปหลายรายนี่คือสิ่งที่ตนยืนยันว่ามันเกิดเหตุการณ์จริง ดังนั้นตนต้องขอเรียนว่าในลักษณะการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนที่มีการโจมตีเรื่องการเยียวยาแจกคนละ 3,000 บาทตั้งแต่คนอายุ 18 ปีขึ้นไปเป็นการไปเอื้อเจ้าสัวนั้น ตนเองเรียนว่าลักษณะการเอามาให้ใช้ประโยชน์ได้ทุกกลุ่ม เราไม่ได้ไปใช้จ่ายในกลุ่มของบริษัท ห้าง ร้าน หรือซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ของเจ้าสัวอะไร แต่การแจกจ่ายใช้สิทธิได้กับทุกกลุ่ม และประชาชนทุกกลุ่มสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างทั่วไป ไม่ได้เลือกปฏิบัติ การที่พี่น้องจะได้สิทธิ 3,000 บาทเป็นการใช้สิทธิแบบปกติทั่วไป ไม่มีการเอื้อและไม่มีการคิดที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าสัวหรือนายทุนคนหนึ่งคนใดทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่กล่าวหามันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และรัฐบาลก็ยืนยันว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ลงไปนั้นถึงมือพี่น้องประชาชนโดยตรง ไม่ได้ไปผ่านมือกลุ่มนายทุนหรือเจ้าสัวหรือกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่แต่อย่างใด ฉะนั้นสิ่งที่กล่าวหาตรงนี้มันเกิดความเสียหายไปแล้ว เมื่อพูดไปแล้วไม่คิด พูดแล้วไม่ระวังก็ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นเรายืนยันว่าการกลุ่มหาใดๆที่เป็นสิ่งที่กล่าวหาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีหรือดิสเครดิตรัฐบาล ดิสเครดิตพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นถึงคุณหญิง เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วการพูดจาอะไรต้องระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเกิดความขัดแย้งกันในบ้านเมือง วันนี้บ้านเมืองเราต้องการการรวมไทยสร้างชาติ และพล.อ.ประยุทธ์ฯพูดหลายครั้งว่าเราต้องการความเห็นของทุกฝ่ายที่จะมาร่วมมือและจับมือทำงานร่วมกัน แต่สิ่งที่ฝ่ายค้านหรือคุณหญิงสุดารัตน์ พูดออกไปแต่ละเรื่องแต่ละราว ตนเองก็หนักใจว่า ทำไมเป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่แล้วก็ยังไม่ระมัดระวัง ควรจะคิดว่าอะไรพูดไปแล้วมันจะไปทำลายหรือกระทบต่อความรู้สึก หรือความขัดแย้งในบ้านเมือง หรือทำลายต่อเศรษฐกิจของประเทศ สิ่งต่างๆเหล่านี้นักการเมืองหรือผู้ที่มีประสบการณ์ หรือนักการเมืองผู้ใหญ่ในอดีต หรืออดีตรัฐมนตรีทั้งหลายจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลพูดอะไรต้องควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภรณ์ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;สิ่งที่จะขอฝากไปยังคุณหญิงสุดารัตน์ ที่ออกมาดิสเครดิสตั้งแง่ตั้งอคติกับรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ขอฝากถึงพรรคฝ่ายค้าน ฝากถึงผู้นำพรรคเพื่อไทย ผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ฝากถึงคุณหญิงสุดารัตน์ นายพิชัย,นายวัฒนา,นายจาตุรนต์,นายอนุดิษฐ์ ตลอดจนนายสมพงษ์ &amp;nbsp;ตนเองพูดตลอดถึงทุกคนว่า วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรียินดีทำงานร่วมกับพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ได้เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือรัฐบาล พร้อมจับมือทำงานกัน พร้อมใช้แนววิถีนิวนอร์มอลแบบรวมไทยสร้างชาติ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีอคติต่อพรรคฝ่ายค้านใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งต่างๆเหล่านี้ตนเองอยากให้ผู้นำของพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลหรือพรรคไหนๆก็ดีที่คิดว่า วันนี้บ้านเมืองไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นการเมืองกัน หลายให้ทุกฝ่ายหรือทุกคนได้หันมาจับมือทำงานให้บ้านเมืองเดินไปได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76647</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, เงินกู้โควิด, เพื่อไทย, แรมโบ้อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f1512848e185.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 23:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 23:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐจับกุมหนุ่มแสบใช้เงินกู้โควิดซื้อลัมโบร์กินี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;หนุ่มเทกซัสวัย 29 ปีโดนจับกุมฐานฉ้อโกง นำเงินกู้ในโครงการรัฐบาลช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 1.6 ล้านดอลลาร์หรือราว 49.6 ล้านบาท ไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รวมถึงซื้อรถหรูลัมโบร์กินีรุ่นอูรุส ราคา 200,000 ดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม อ้างแถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเมื่อวันอังคารว่า หนุ่มลี ไพรซ์ เดอะเติร์ธ วัย 29 ปี ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง หลังจากเขาขอเงินกู้จากรัฐบาล 2 ก้อนในโครงการเพย์เช็กโพรเท็กชัน (พีพีพี) เพื่อนำไปจ่ายค่าจ้างพนักงานบริษัทของเขาที่ไม่มีอยู่จริง แล้วนำเงินนั้นไปใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและเที่ยวคลับโป๊&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไพรซ์ยื่นขอเงินกู้ 2 ก้อน สำหรับบริษัท ไพรซ์เอนเตอร์ไพรเซสโฮลดิงส์ ได้เงินมากกว่า 900,000 ดอลลาร์ กับบริษัท 713 คอนสตรัคชัน ได้เงินอีกก้อนมากกว่า 700,000 ดอลลาร์ แต่ทั้งสองบริษัทไม่มีลูกจ้างเลยแม้แต่รายเดียว และบุคคลที่ระบุในแบบคำร้องว่าเป็นซีอีโอของ 713 คอนสตรัคชัน นั้นอันที่จริงเสียชีวิตไปเมื่อเดือนเมษายน 2563 หรือ 1 เดือนก่อนที่เขาจะยื่นคำร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาคองเกรสอนุมัติโครงการเมื่อปลายเดือนมีนาคม เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กให้อยู่รอดในภาวะโรคระบาดโควิด-19 โดยให้ในรูปเงินกู้ที่จะได้รับการยกหนี้หากนำไปใช้จ่ายเงินเดือนลูกจ้าง, จ่ายค่าเช่าสถานที่และค่าสาธารณูปโภค แต่ไพรซ์กลับนำเงินเหล่านี้ไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่นรถสปอร์ตและนาฬิกาโรเล็กซ์, อสังหาริมทรัพย์, รถปิกอัพเอฟ-350 และผลาญอีกนับหมื่นดอลลาร์ไปกับการเที่ยวคลับระบำเปลื้องผ้าที่เมืองฮุสตัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ, ลัมโบร์กินี, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2ae02d92190.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ย้ำเงินกู้ฟื้นฟู4แสนล้านต้องโปร่งใสตรวจสอบได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.63-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก หลังจากปัญหาโควิด-19 คลี่คลายผ่านการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน&amp;nbsp; 400,000 ล้านบาท ได้กำหนดตารางแผนงานลงทุน เพื่อเปิดให้องค์กร หน่วยงานท้องถิ่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มประชาชน ชมรม เสนอแผนลงทุนเข้ามาให้ สศช.พิจารณา&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามขณะนี้หลายหน่วยงานเสนอแผนลงทุนมาให้พิจารณาแล้ว ณ วันที่ 5 มิถุนายน จำนวน 28,331 โครงการ วงเงิน 372,000 ล้านบาท แยกเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; 55 จังหวัด วงเงินลงทุน 203,643 ล้านบาท มีทั้งระดับจังหวัด อบจ. เทศบาล อบต.&amp;nbsp; ในส่วนของระดับกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรฯ เสนอเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาทำเกษตร เครื่องมือเครื่องจักร แหล่งน้ำ การแปรรูป กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแผนพัฒนาอุตสหากรรมอาหาร การช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 168,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สศช.กำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 5-15 มิ.ย.63 อนุกรรมการได้เริ่มกรั่นกรองแผนลงทุน หลังเปิดให้ทุกภาคส่วนเสนอแผนลงทุนล็อตแรกเข้ามา จากนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองเตรียมนำโครงการเสนอ ครม.พิจารณาแผนลงทุนล็อตแรก&amp;nbsp; 2-7 ก.ค.นี้ เพื่ออัดฉีดเงินออกสู่ระบบหวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยอมรับยอดเงินลงทุนที่เสนอมาครั้งนี้อาจเกินกรอบเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น แผนลงทุนที่จะได้รับการพิจารณาควรอยู่ในกรอบที่กำหนด ประกอบด้วย แผนงานการเติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแปลงใหญ่ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เกษตรทฤษฎีใหม่ การท่องเที่ยวชุมชน แผนงานด้านเศรษฐกิจฐานราก เช่น การผลิต แปรรูป การท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาสินค้าโอทอป การตลาดออนไลน์

สำหรับการกระตุ้นการบริโภค เช่น ด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการคลังกำลังหารือร่วมกันในการแจกคูปองให้กับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; คาดว่าสรุปได้ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวไทย หากหน่วยงานใดยังเสนอแผนลงทุนไม่ทันจะมีเปิดให้เสนอรอบ 2 อีกวันที่ 9 ก.ค.63 ยอมรับตัวเลขเงินลงทุนเป็นเพียงยอดการเสนอ คณะกรรมการต้องตรวจสอบคัดกรองให้อยู่ในกรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท

&amp;ldquo;ต้องการเชิญชวนประชาชนเข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน&amp;nbsp; 400,000 ล้านบาท เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เปิดเผยโปร่งใส&amp;nbsp; ทั่วถึง เที่ยงธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์ ตอบสนองความต้องการ ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ ชอบด้วยกฎหมาย และยังได้เชิญบุคคลที่ 3 ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และกรรมาธิการชุดต่าง ๆ สภา มาร่วมทำงานตรวจสอบ&amp;nbsp; ติดตาม ประเมินผล เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาทไปอยู่ไหน หากมีการทุจริตคอร์รัปชั่นจะได้มีองค์กร หน่วยงานช่วยกันตรวจสอบ ยืนยัน ส.ส.ไม่สามารถแบ่งเค้กเงินลงทุนเป็นรายพื้นที่ เพราะมีการติดตามตรวจสอบหลายมิติ&amp;rdquo;นายทศพร กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68112</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec288ef2248a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯลุยของบฟื้นฟู1.4หมื่นล้านช่วยประชาชน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.2563 แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ว่า วันที่ 5 มิ.ย. กระทรวงฯจะเสนอโครงการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วงเงิน 14,000 ล้านบาท ต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพื่อดำเนินโครงการตั้งแต่วันได้งบจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2564 คาดว่าจะช่วยประชาชนได้ประมาณ 1.2 ล้านคน เกิดมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามวงเงินที่เสนอต้องอยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการของสศช. ด้วย แต่กระทรวงฯมั่นใจว่าโครงการทั้งหมดจะช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดแน่นอน เพราะได้หารือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ชุมชน และเกษตรกรอย่างรอบด้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากวงเงินที่เสนอเป็นโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) มากที่สุดประมาณ 10,000 ล้านบาท เน้นชูโครงการอุตสาหกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศรองรับวิถีความปกติใหม่ มีเป้าหมายผลผลิตครอบคลุม 14,150 กิจการ ครอบคลุม 500 หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้ถูกทางอย่างยั่งยืน คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 96,000 ล้านบาท โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ด้าน ใน 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1.กลุ่มผู้ประกอบการ บุคลากร 2.ประชาชน อาชีพอิสระ 3.ชุมชน วิสาหกิจชุมชน และ4.เกษตรกร ธุรกิจเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิดส่งผลกระทบอย่างรุนแรง สสว.จึงได้เตรียมเสนอโครงการเพื่อจะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบสถานการบันการเงิน(กู้เงินนอกระบบ) และกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล) ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยจะเสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อขอใช้เงินในโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ภายในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้หน่วยงานราชการยื่นเสนอโครงการเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้จัดทำ 4 โครงการ ช่วยเอสเอ็มอีทุกกลุ่มใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อพัฒนาธุรกิจ สร้างผู้ประกอบการใหม่ พัฒนาแบรนด์ และเครือข่ายคลัสเตอร์ &amp;nbsp;โดยการดำเนินโครงการทั้ง 4 จะช่วยพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการในหลากหลายกลุ่ม ให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นภายหลังการระบาดของโรค รวมทั้งกลุ่มสิ่งทอแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจีดีพี ของประเทศ โดยเฉลี่ยราว 200,000 ล้านบาทต่อปี
นายชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันฯได้ของบประมาณภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ผ่าน สมอ. จำนวนเงิน 40 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เหมือนวันสต็อปเซอร์วิสที่ให้และสามารถออกใบรับรองคุณภาพให้เลย โดยจะลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการลง 50%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67865</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190421/image_big_5cbc75fcd148f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2020 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2020 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินกู้สู้โควิด ช่วยกันคิดให้รอบคอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติโควิด-19 เป็นมหันตภัยที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของโลกในรอบเวลา 100 ปี นอกจากจะทำให้คนเป็นจำนวนมากต้องเจ็บป่วยล้มตายแล้ว มาตรการที่ภาครัฐใช้ในการชะลอการแพร่เชื้อของโรคระบาดนี้ยังทำให้ผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนหลายล้านคนต้องตกงานและขาดรายได้อย่างฉับพลันทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลและธนาคารกลางของทุกประเทศจึงต้องทุ่มเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อเยียวยาประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ นอกจากนั้น ยังต้องใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจใช้นโยบายเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยจะใช้เงินเกือบ 2 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งเอาไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการต่างๆ เพื่อหยุดการแพร่เชื้อ และอีกส่วนหนึ่งเอาไปกระตุ้นและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤติในครั้งนี้&amp;nbsp;รัฐบาลคาดว่าจะกู้เงินเป็นจำนวน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลือจะมาจากการปรับลดงบประมาณส่วนอื่น และจากเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเห็นด้วยกับนโยบายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ เพราะภาวะวิกฤติคราวนี้เป็นความเดือดร้อนที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน การที่รัฐบาลสั่ง &amp;ldquo;ปิดเมือง&amp;rdquo; ในช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีการชะลอการแพร่เชื้อโควิด-19 ที่ดีที่สุด แต่มันก็ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องบรรเทาความเดือดร้อนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้คือภาระการเงินการคลังของภาครัฐที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากมายในอนาคต &amp;nbsp; ขนาดไม่มีภาวะวิกฤตโควิด-19 กระทรวงการคลังก็เคยคาดการณ์ไว้ว่า หนี้สาธารณะคงค้างจะสูงขึ้นทุกปีในช่วงห้าปีข้างหน้า โดยสูงขึ้นทั้งในรูปของจำนวนเงินและในรูปของเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP (คือขนาดเศรษฐกิจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อปีที่แล้วกระทรวงการคลังเคยคาดว่า GDP (nominal) ของไทยจะขยายตัวปีละ 6% ไปตลอด 5 ปีข้างหน้า และหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นปีละ 7% ถึง 10% จึงคาดว่าหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP จะเพิ่มจากประมาณ 43% ในปี 2562 ขึ้นไปเป็นประมาณ 48% ในปี 2566 ซึ่งก็ยังเป็นระดับที่พอรับได้ เพราะเมื่อปี 2561 รัฐบาลนี้เองก็ได้กำหนดเพดานหนี้ที่สอดคล้องกับวินัยการคลังไว้ที่ 60% ของ GDP ถึงแม้ว่าเราจะพยากรณ์ต่อไปอีกโดยสมมุติอัตราการขยายตเดิม สัดส่วนของหนี้คงค้างต่อ GDP ในปี 2572 ก็ยังเพิ่มเป็น 50% กว่าๆ (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีปกติ&amp;rdquo; ในตาราง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
แต่แล้ววิกฤติโควิด-19 ก็ทำให้ภาพที่กระทรวงการคลังวาดไว้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากวิกฤติจะทำให้ GDP ลดลงแล้ว ยังจะทำให้รัฐบาลต้องขาดดุลงบประมาณและมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากแผนเดิม โดยรายได้ภาษีจะลดลงตามขนาดของเศรษฐกิจ และที่สำคัญก็คือรัฐบาลจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงินก้อนโตเพื่อบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกด้วย นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะต้องมาอุ้มรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนซ้ำซากมากขึ้น (เช่น การรถไฟฯ) และที่ขาดทุนเข้าขั้นล้มละลาย (เช่น การบินไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1 ล้านล้านบาท เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด-19 นี้ หากเรานำก้อนหนี้นี้ไปรวมกับหนี้อื่นๆ ตามแผนเดิมที่กระทรวงการคลังเคยวางไว้เมื่อปีที่แล้ว แล้วเอาหนี้ทั้งหมดนี้ไปคำนวณเทียบกับ GDP (nominal) หลังโควิด ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะลดลงประมาณ 5% ในปี 2563 นี้ อาจจะขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณ 1% ในปีถัดไป และน่าจะขยายตัวโดยเฉลี่ยปีละ 4% ในช่วงปี 2565 ถึง 2572&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการคำนวณแสดงว่าหนี้คงค้างของรัฐบาลไทยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 56% ในปี 2563 และจะแตะเพดานที่ 60% ในปี 2564 หลังจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเป็น 70% ในปี 2570 และทะลุเพดานไปอยู่ที่ 74% ในปี 2572 (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีโควิด-ลุยแหลก&amp;rdquo; ในตาราง) ถ้าไม่มีการขยับเพดานหนี้ตามกฎหมายขึ้น ก็แสดงว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป &amp;nbsp;รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่ผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐและขัดแย้งกับเกณฑ์ที่ตนเองได้กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคนเคยถามผมว่าหนี้ของภาครัฐสูงแล้วมีปัญหาอะไรหรือ? รัฐบาลก็เหมือนกับลูกหนี้ทั่วๆ ไปคือ &amp;ldquo;หนี้ยิ่งสูง เจ้าหนี้ยิ่งเสียว&amp;rdquo; โดยเจ้าหนี้จะมั่นใจน้อยลงว่าลูกหนี้จะสามารถชำระคืนได้ครบตามกำหนด และถ้าหากจะต้องกู้เพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้น หนี้ภาครัฐต่อ GDP ที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการใช้จ่ายและการกู้เงินในอนาคตถดถอยลงไป อาจมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนของภาครัฐในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และสวัสดิการสังคมต่างๆ และหากเกิดภาวะวิกฤตขึ้นมาอีกในอนาคต รัฐบาลก็จะมีศักยภาพในการแก้ไขได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลเสียอีกข้อหนึ่งของการที่รัฐบาลกู้ยืมและมีหนี้ค่อนข้างมากก็คือ จะทำให้ภาคเอกชนถูก &amp;ldquo;เบียดออกจากตลาดการเงิน&amp;rdquo; และสามารถกู้เงินได้น้อยลง อันอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป และทำให้ธุรกิจเอกชนลงทุนน้อยเกินไป
การศึกษาโดยธนาคารโลกในปี 2553 ครอบคลุม 101 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่า สำหรับประเทศกำลังพัฒนา หนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ที่สูงกว่า 64% จะมีผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีสัดส่วนหนี้สูงเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า &amp;ldquo;ความไม่ยั่งยืนทางการคลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดจากความ &amp;ldquo;เปราะบางทางการคลัง&amp;rdquo; นี้ได้หรือไม่อย่างไร? ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้โดยต้องระวังไม่ให้การขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้ในอนาคตของรัฐบาลไร้ทิศทางและขีดจำกัด ต้องปรับปรุงวิธีการจัดเก็บและโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้เข้าคลัง ในขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายก็ต้องเข้มงวดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมมุติในช่วง 10 ปีข้างหน้า รัฐบาลสามารถลดหนี้ที่คาดไว้เดิม (ก่อนวิกฤติโควิด) ลงได้ 10% เราก็จะสามารถกดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลงได้มาก (ดูคอลัมน์ &amp;ldquo;กรณีโควิด-ยอมถอย&amp;rdquo; ในตาราง) โดยเลื่อนปีที่มีการแตะเพดานหนี้&amp;nbsp;60% ออกไปเป็นปี 2567 และรักษาสัดส่วนหนี้ไว้ไม่ให้เกิน 70% ตลอดช่วงเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสนอว่า สำหรับภาระผูกพันงบประมาณที่ได้วางแผนไว้ก่อนวิกฤติโควิดนั้น รัฐบาลควรพิจารณาลดหรือเลื่อนหรือเลิกได้ในหลายรายการ เพราะวิกฤติทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต การท่องเที่ยวและเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศหยุดชะงักในช่วงวิกฤติและคงยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมได้ในอีกหลายปีข้างหน้า การค้าและการลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศลดฮวบในช่วงวิกฤติ &amp;nbsp; ผู้บริโภคและผู้ผลิตคงยังไม่ใช้จ่ายและลงทุนเพราะต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าโรคระบาดจะหมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จำนวนผู้โดยสารและปริมาณขนส่งสินค้าก็จะลดต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ การขยาย/พัฒนาสนามบินหลายแห่งก็น่าจะเลื่อนออกไปได้ (เช่น สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงก็อาจจะเลื่อนหรือเลิกไปเลย (เช่น รถไฟไทย-จีนเชื่อมกรุงเทพกับหนองคาย และรถไฟเชื่อมสามสนามบิน) การขยายท่าเรือก็อาจจะไม่จำเป็นในช่วง 10 ปีข้างหน้า (เช่น แหลมฉบัง และมาบตาพุด) อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่ต้องซื้อมาสะสมไว้เกินความจำเป็นเพราะช่วงนี้ทุกประเทศไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบกับใครแล้ว (เช่น เรือดำน้ำ และรถถัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราเลื่อนหรือเลิกโครงการเหล่านี้ได้จริง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจะสามารถประหยัดงบประมาณรายจ่ายและลดการกู้ยืมลงไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาท ทำให้ลดความเสี่ยงด้านการเงินการคลังของประเทศลงไปได้เยอะเลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินกู้สู้โควิด &amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันคิดให้รอบคอบ
โครงการต้องตรวจสอบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผ่านเห็นชอบกรอบยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67697</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรายพล คุ้มทรัพย์, หนี้สาธารณะ, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed509b8603a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
