<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 20:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.เตือนประชาชนลงทุนเงินดิจิทัลผันผวน-เสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &amp;quot;The Future of Financial System : อนาคตโลกการเงิน&amp;quot; ว่า สถานการณ์ด้านการเงินของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาที่สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย และตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยหากย้อนไปช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การให้บริการทางการเงินผ่านระบบดิจิทัล เช่น โมบายแบงกิ้ง มีการใช้เพียงปีละ 5 แสนบัญชี แต่ข้อมูลล่าสุดในช่วงมิ.ย. 2564 พบว่ามีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 75 ล้านบัญชี ส่วนการใช้บริการอีเพย์เมนท์ในปัจจุบันมีเพิ่มมากถึง 15 เท่าจาก 10 ปีก่อน และการโอนเงินผ่านเน็ตในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่าจาก 10 ปีก่อน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อมองไปข้างหน้าจะเห็นได้ว่าในภาคการเงินย่อมจะมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการมากขึ้น โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่อยู่ในภาคการเงินเองเสมอไป แต่อาจมาจากธุรกิจอื่น ๆ รวมถึงธุรกิจที่เข้ามาเชื่อมต่อโดยตรง ทำให้การให้บริการทางการเงินไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง ดังนั้นการเงินในอนาคตจะมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่จะมีมากขึ้น และการเข้าถึงบริการทางการเงินจะต้องเป็นแบบ Any time, Any where, Any device&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่รวดเร็วนั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด สามารถแก้ปัญหาข้อบกพร่องในอดีตได้ และมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่นวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น โดยทิศทางที่เปลี่ยนไปรวดเร็วนั้น จะต้องเปลี่ยนให้สามารถตอบโจทย์คนได้อย่างชัดเจน สามารถปิดจุดอ่อนของระบบการชำระเงินไทยในปัจจุบันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒ กล่าวว่า จุดอ่อนของระบบการเงินไทยในปัจจุบันนั้น มองว่า ไม่ใช่เรื่องระบบการชำระเงิน และไม่ใช่เรื่องเสถียรภาพของค่าเงิน แต่จุดอ่อนสำคัญของระบบการเงินไทยที่เห็นชัดเจนใน 2 เรื่องขณะนี้ คือ 1.การเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งพบว่ายังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารพาณิชย์ และ 2.การโอนเงินระหว่างประเทศที่ยังมีต้นทุนสูง ดังนั้นใน 2 ส่วนนี้ จึงควรที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบทบาทของ ธปท.ที่จะรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงของการเงินในอนาคต มี 3 มิติที่สำคัญ ดังนี้ 1. More open data ทำให้มีการนำฐานข้อมูลที่มีอยู่ไปใช้ในการให้บริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแชร์ data footprint ระหว่างระหว่างธนาคารได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อทำได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกมากขึ้น&amp;nbsp; 2. More open competition ทำให้เกิดการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการทางการเงิน ที่จะได้รับบริการทันสมัย มีการพัฒนาต่อยอดมากขึ้น จากผู้เล่นที่เข้ามามากขึ้น และ 3. More open infrastructure ทำโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายให้กับผู้เล่นทั้งรายเก่าและรายใหม่ เพื่อนำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรมการพัฒนาการให้บริการทางการเงินของไทย
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า ระบบการเงินดิจิทัลนอกจากจะสร้างผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาเป็นผู้ให้บริการในภาคการเงินที่หลากหลาย ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างความท้าทายต่อ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลเป็นอย่างมาก ซึ่ง ธปท.จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งมิติในด้านความเสี่ยง และมิติของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตควบคู่กันไป โดยในส่วนของประชาชนใช้ความระมัดระวังจากการที่จะเข้าไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากมีความผันผวนมาก นำมาซึ่งความเสี่ยงสูงเช่นกัน การจะเข้าไปลงทุนในส่วนนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และควรมีข้อมูลการลงทุนที่รอบด้าน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116598</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธปท., เงินดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 22:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 22:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้นำเอลซัลวาดอร์เล็งดัน‘บิตคอยน์’ถูกกฎหมายชาติแรกของโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์หวังยกสถานะเงินตราดิจิทัลสกุล &amp;quot;บิตคอยน์&amp;quot; เป็นเงินตราถูกกฎหมาย เตรียมเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาให้บิตคอยน์เป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ ชี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาเงินตราที่ส่งกลับมาจากต่างแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะทำให้เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกในโลกที่ยอมรับอย่างเป็นทางการให้ระบบเงินตราที่ผ่านการเข้ารหัส หรือคริปโตเคอร์เรนซี สกุลเงิน &amp;ldquo;บิตคอยน์&amp;rdquo; เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีบูเคเลกล่าวว่า การทำให้บิตคอยน์ถูกกฎหมายจะช่วยให้ชาวซัลวาดอร์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนส่งเงินกลับมาบ้านได้ง่ายขึ้น ช่วยจะสร้างงานและทำให้ผู้ที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจหลายพันคนสามารถมีส่วนร่วมในการทำธุรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูเคเลประกาศเรื่องนี้ทางวิดีโอระหว่างการประชุม &amp;ldquo;บิตคอยน์ 2021&amp;rdquo; ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 มิถุนายนว่า ในสัปดาห์หน้า ตัวเขาจะเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาให้บิตคอยน์เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างงานในประเทศที่ประชากร 70% ไม่มีสมุดบัญชีธนาคารและทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายนี้ ที่จะต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาที่ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรกับบูเคเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงินที่ชาวซัลวาดอร์ที่ทำงานในต่างแดนส่งกลับประเทศถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเอลซัลวาดอร์ หรือเท่ากับราว 22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รายงานของทางการระบุว่า ในปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเงินส่งกลับมาเอลซัลวาดอร์รวม 5,900 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บูเคเลระบุว่า เงินบิตคอยน์เป็นวิธีการโอนเงินที่เติบโตเร็วที่สุด ที่ชาวซัลวาดอร์จะใช้ในการส่งเงินกลับประเทศและยังป้องกันการสูญเสียเงินหลายล้านไปกับตัวกลางทางการเงินด้วย &amp;quot;ต้องขอบคุณการใช้บิตคอยน์ ครอบครัวรายได้ต่ำมากกว่า 1 ล้านครอบครัวได้เงินเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์มาทุกปี&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากคอยน์มาร์เก็ตแคปเผยว่า ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเติบโตเป็นมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ด้วยแรงหนุนส่งจากความสนใจเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มนักลงทุนที่จริงจัง ตั้งแต่วอลล์สตรีทจนถึงซิลิคอนวัลเลย์ แต่ความผันผวนของบิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 1 บิตคอยน์เท่ากับ 36,127 ดอลลาร์ และสถานะทางกฎหมายที่มืดมน ก่อคำถามว่าเงินดิจิทัลสกุลนี้จะสามารถแทนที่เงินกระดาษที่ใช้ทำธุรกรรมในกิจวัตรประจำวันได้หรือ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105474</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโตเคอร์เรนซี, ดันบิตคอยน์ถูกกฎหมาย, บิตคอยน์, ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล, เงินดิจิทัล, เงินตราถูกกฎหมาย, เอลซัลวาดอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bce5c8d6d1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยเกาหลีเหนือขโมยเงินดิจิทัลร่วม9,500ล้าน ป้อนโครงการนิวเคลียร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานลับจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นเปิดเผยว่า แฮ็กเกอร์ของเกาหลีเหนือโจมตีไซเบอร์เมื่อไม่นานมานี้ และสามารถขโมยเงินตราเข้ารหัสลับหรือที่เรียกกันว่าเงินดิจิทัล ไปได้ถึง 316.4 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 9,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีอ้างรายงานลับของคณะผู้เชี่ยวชาญที่เฝ้าสังเกตการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าการเจาะระบบการปริวรรตเงินตราเข้ารหัสลับของแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือระหว่างปี 2562 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 สามารถขโมยทรัพย์สินดิจิทัลไปได้มูลค่าประมาณ 316.4 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนใหญ่ที่ขโมยไปได้นั้นมาจากการขโมย 2 ครั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานฉบับนี้กล่าวว่า คณะทำงานกำลังสอบสวนการเจาะระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเข้ารหัสเมื่อเดือนกันยายน 2563 ที่มีเงินดิจิทัลโดนขโมยไป 281 ล้านดอลลาร์ และอีกครั้งเป็นการโจมตีไซเบอร์ในอีก 1 เดือนถัดมา มีเงินดิจิทัลโดนขโมยไปอีก 23 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวิเคราะห์เบื้องต้นอ้างอิงจากปริมาณและทิศทางการโจมตี และความพยายามฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายนี้ บ่งชี้ความโยงกับเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาสถาบันการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราโดนแฮ็กเกอร์ของเกาหลีเหนือโจรกรรมเพื่อหารายได้มาสนับสนุนการพัฒนานิวเคลียร์และมิสไซล์ในช่วงยามที่เกาหลีเหนือโดนนานาชาติคว่ำบาตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่รู้กันว่าเกาหลีเหนือมีกองทัพแฮ็กเกอร์นับหมื่นคนที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี เพื่อทำการโจมตีบริษัท, สถาบัน และนักวิจัย ในเกาหลีใต้และประเทศต่างๆ เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาด้วยว่าใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขีดความสามารถด้านสงครามไซเบอร์ของเกาหลีเหนือเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลกเมื่อปี 2557 เมื่อเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่าแฮ็กบริษัท โซนีพิคเจอร์สเอนเตอร์เทนเมนต์ เพื่อแก้แค้นการฉายภาพยนตร์ &amp;quot;The Interview&amp;quot; ที่เป็นหนังล้อเลียนคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเปียงยาง การโจมตีครั้งนั้นทำให้ภาพยนตร์ที่ยังไม่ออกฉายของโซนีหลายเรื่อง รวมถึงเอกสารลับจำนวนมาก ถูกเผยแพร่ออนไลน์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92643</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกาหลีเหนือ, เงินดิจิทัล, เงินตราเข้ารหัส, แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ, โครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023ce32abfea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนาคารกลางควรเล่น เงินดิจิทัลหรือไม่...แค่ไหน?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารกลางควรจะเล่นกับสกุลเงินดิจิทัลมากน้อยแค่ไหน?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเป็นประเด็นที่คริสตีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการ IMF ตั้งไว้ในคำปราศรัยของเธอที่สิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ ในโอกาสไปเปิดงาน Fintech Festival 2018 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์ ThaiPublica แปลปาฐกถาของเธอไว้ค่อนข้างละเอียด ขอนำเอาอีกบางตอนมาบันทึกเอาไว้เพื่อชักชวนให้เราได้ช่วยกันวิเคราะห์และประเมินร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาการ์ดบอกว่า บางความเห็นคิดว่ารัฐควรจะถอยห่างออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้ให้บริการทางการเงินบอกว่า ตนเองเสี่ยงน้อยกว่าธนาคาร เพราะพวกเขาไม่ได้ให้กู้ยืมเงิน แค่ถือเงินทุนของลูกค้าในบัญชีและทำหน้าที่ดูแลการชำระเงินระหว่างกันในเครือข่าย ในมุมนี้ คริปโตเคอเรนซีมองหาการวางรากฐานความเชื่อใจลงในเทคโนโลยีใหม่นี้ ตราบใดที่มันยังโปร่งใส และคุณก็เป็นพวกบ้าเทคโนโลยี คุณก็อาจจะเชื่อมั่นการให้บริการของพวกเขา&amp;rdquo; เธอบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ลาการ์ดบอกว่า เธอไม่ได้เห็นพ้องกับความเชื่อแบบนั้นทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอยืนยันว่า การกำกับดูแลองค์กรเหล่านี้ที่เหมาะสมยังคนเป็นเสาหลักของความไว้เนื้อเชื่อใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เธอก็มีคำถามสำคัญหลายข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คำถามคือ เราควรไปต่อมากกว่านี้หรือไม่? ไปเหนือจากการกำกับดูแล เรายังควรให้รัฐเป็นผู้เล่นหลักในตลาดสำหรับเงินหรือไม่? เราควรแค่ปิดช่องว่างในระบบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหายไปของเงินสดเท่านั้นหรือไม่?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือถามให้ชัดเจนกว่านั้น &amp;ldquo;ธนาคารกลางควรจะผลิตสกุลเงินดิจิทัลหรือไม่?&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งก็อาจจะเป็นเหรียญโทเคนที่รัฐรับประกันหรือบัญชีโดยตรงไปยังธนาคารกลาง เปิดช่องให้ผู้คนและธุรกิจสามารถชำระเงินรายย่อยกันโดยตรงผ่านธนาคารกลาง?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ไอเอ็มเอฟบอกว่า แม้ว่าเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ปัจจุบันก็เป็นดิจิทัลแล้ว แต่สกุลเงินดิจิทัลจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐ เหมือนกับเงินสดในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นเจ้าหนี้กับธนาคารหรือธุรกิจเอกชนอย่างที่บัญชีเงินฝากเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และนี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ หลายธนาคารกลางทั่วโลกกำลังพิจารณาแนวคิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา จีน สวีเดน และอุรุกวัย พวกเขากำลังเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดใหม่ ซึ่งจริงๆ ก็รวมไปถึงไอเอ็มเอฟด้วย วันนี้ไอเอ็มเอฟเผยแพร่งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับข้อดีและเสียของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่มันจะมีบทบาทหลักอยู่ที่การใช้ภายในประเทศ...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาการ์ดเสนอว่า ธนาคารกลางควรจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะออกสกุลเงินดิจิทัล และมันอาจจะเป็นบทบาทของรัฐในการผลิตเงินเหล่านี้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเงินเหล่านี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายสาธารณะ 3 ประการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1) การเข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2) ความปลอดภัยและการดูแลผู้บริโภค ที่เอกชนยังไม่สามารถทำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3) ความเป็นส่วนตัวของการชำระเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลาการ์ดอธิบายเพิ่มเติมอย่างนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นแรก การเข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง หรือ Financial inclusion ที่ซึ่งสกุลเงินดิจิทัลได้นำเสนอบทบาทที่เด่นที่สุดของมัน ผ่านความสามารถที่จะเข้าถึงผู้คนและธุรกิจในพื้นที่ห่างไกลและชายขอบต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรารู้ว่าปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้อยากวิ่งเข้าไปให้บริการคนยากจนและคนชายขอบเหล่านี้ และนี่จึงเป็นจุดที่สำคัญ เพราะเงินสดอาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกในโลกอนาคตอีกต่อไป ถ้าหากคนส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้เงินดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเงินสดในปัจจุบันจะค่อยๆ หายไป และทำให้คนชายขอบเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วถ้าบอกว่าอุดหนุนคนเหล่านั้น ด้วยการคงระบบเงินสดเอาไว้?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นั่นหมายความว่าชีวิตทางเศรษฐกิจของคนเหล่านั้นจะถูกตัดขาดจากศูนย์กลางทันที แน่นอนว่าการนำเสนอสกุลเงินดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงคำตอบเดียว มันอาจจะมีหนทางสำหรับรัฐบาลที่จะกระตุ้นให้เกิดคำตอบขึ้นในภาคเอกชน ด้วยการให้ทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่ 2 ความปลอดภัยและการดูแลผู้บริโภคนี่เป็นเหมือนข้อโต้แย้งของเดวิตและยักษ์โกไลแอท ในวันเก่าๆ เหรียญและธนบัตรอาจจะเป็นตัวตรวจสอบและจำกัดอำนาจของธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติ เช่น ธนาคาร บริษัทชำระเงิน ผู้ให้บริการโครงข่ายต่างๆ ง่ายๆ ด้วยการเสนอตัวเงินสดเป็นทางเลือกของการบริการที่ต้นทุนต่ำและใช้ได้ทุกที่ในพื้นที่นั้นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟก็เป็นห่วงว่าเมื่อเงินสดหายไป อำนาจที่มากเกินไปเหล่านี้อาจจะตกลงไปอยู่ในมือของเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และทำให้ระบบการชำระเงินค่อยๆ เข้าสู่ระบบผูกขาดในที่สุด เพราะยิ่งคุณให้บริการลูกค้ามากเท่าไหร่ การให้บริการนั้นก็ยิ่งถูกและมีประโยชน์มากขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในช่วงเริ่มต้น เอกชนเหล่านี้อาจจะลงทุนเกี่ยวกับความปลอดภัยต่ำไป เพราะพวกเขาก็ไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริงของสังคมหากระบบการชำระเงินเกิดล่มขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความยืดหยุ่นของระบบชำระเงินก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะกระบวนการชำระเงินที่เกิดขึ้นสั้นลง และอาจจะหยุดทำงานได้ง่ายๆ หากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งมีปัญหา ลองนึกถึงการโจมตีทางไซเบอร์ การล้มละลาย หรือธุรกิจที่ถอนเงินออกจากพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกำกับดูแลอาจจะไม่สามารถดูแลข้อเสียเหล่านี้ได้ แต่สกุลเงินดิจิทัลเสนอข้อได้เปรียบในฐานเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสำรองของระบบเศรษฐกิจ และมันอาจจะสามารถเร่งการแข่งขันของระบบด้วยการนำเสนอบริการที่ต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพกว่า เหมือนกับที่เงินกระดาษเคยทำมาก่อนหน้านี้&amp;rdquo; ลาการ์ดบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นสุดท้ายคือ เรื่องความเป็นส่วนตัว แน่นอนว่า เงินสดเปิดช่องให้เราชำระเงินโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราใช้เงินสด เพราะมันปกป้องความเป็นส่วนตัวของเรา รวมไปถึงการเปิดช่องให้เกิดการจารกรรมออนไลน์ด้วย ลองนึกถึงตัวอย่างง่ายๆ ว่าหากมีข้อมูลจากการใช้จ่ายออนไลน์ว่าคนที่ซื้อเบียร์และพิซซ่าเป็นโหลๆ มักจะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าประชาชนที่ซื้อบร็อกโคลี และน้ำแร่ คุณจะทำอย่างไรที่จะซื้อเบียร์และพิซซ่ามารับประทานโดยไม่ต้องการให้คะแนนเครดิตลดลงไป? ทุกวันนี้เราชักเงินสดออกมา แต่พรุ่งนี้ล่ะ? ระบบชำระเงินดิจิทัลจะผลักคุณไปหาตู้ผักแทนหรือไม่? และธนาคารจะสามารถกระโดดเข้ามาช่วยเหลือและให้บริการสกุลเงินดิจิทัลที่ปิดบังตัวตนได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าทำไม่ได้ การทำแบบนั้นคงเป็นบ่อเงินบ่อทองของพวกอาชญากร&amp;rdquo;
(พรุ่งนี้ : ข้อบกพร่องของเงินสกุลดิจิทัลของธนาคารกลาง)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ธนาคารกลาง, สุทธิชัย หยุ่น, เงินดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc0cf08625f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับฉ้อโกง100ล้าน แก๊งค้าเงินดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; แถลงจับ 6 ผู้ต้องหาชายหญิง ร่วมแก๊งค้าเงินดิจิทัล ลวงประชาชนหลากอาชีพในหลายจังหวัดนับพันราย หอบเงินร่วมลงทุนมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้าน เจอข้อหาร่วมฉ้อโกงประชาชน เผย 2 หัวหน้าจนมุม ก่อนหน้านี้ติดคุกอยู่ที่ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอกให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัล รวม 6 ราย ประกอบด้วย นางเขมรัศมิ์ อนันต์นิตยกิจ, น.ส.สุลาวรรณ พิมยา, น.ส.ภัณทิรา ศิริมงคล, น.ส.พรทิพย์ สืบประดิษฐ์สุข, น.ส.ศศิมนต์ ว่อง และนายพยุหพล สุภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก ศปอส.ตร.ได้รับร้องเรียนจากประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อบริษัท เวิร์ลด์ บิท เทรด (World Bit Trade) ชักชวนให้นำเงินมาลงทุน รับประกันผลตอบแทนสูง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งสืบทราบว่าบริษัทดังกล่าวมีการจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจเกี่ยวการซื้อ ขาย เก็งกำไรราคาของสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อาทิ บิตคอยน์ และอีเทอเรียม รับประกันรายได้วันละ 1% ของเงินลงทุน สูงสุด 300 วัน หรือ 300% และหากชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนจะได้เพิ่ม 10% ของเงินลงทุน แต่เมื่อผู้เสียหายเข้าลงทุนกลับไม่ได้ตามที่ตกลงไว้ มีผู้เสียหายหลงเชื่อนับพันราย แต่มีแจ้งความไว้เพียงประมาณ 50 ราย หลายพื้นที่ อาทิ กทม. ชลบุรี สงขลา และเชียงใหม่ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ทท.กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวมีนายภาษุ บางนงค์ และน.ส.วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ เป็นตัวการ มีผู้ร่วมขบวนการหลายคน โดยจะแบ่งหน้าที่ทำงานเป็นทีม ใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือให้ผู้ร่วมขบวนการโทรศัพท์นัดชักชวนคนรู้จักให้มาฟังการชักชวนลงทุนว่าให้ผลตอบแทนสูงตามสถานที่ต่างๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต่อมาภายหลัง นายภาษุ บางนงค์ และ น.ส.วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ ตัวการถูกคุมขังที่เรือนจำชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงขยายผลจับผู้ต้องหาทั้ง 6 รายได้ ซึ่งหลังจากนี้จะประสานทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเข้ามาร่วมตรวจสอบ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อนำเงินมาคืนพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกรณีนี้ สามารถเข้ามาแจ้งความได้ที่ บก.ปอศ. หรือติดต่อมาที่สายด่วน 1155
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธัญญารัตน์ สิทธิเจริญยศ อายุ 53 ปี ดีไซเนอร์ หนึ่งในผู้เสียหาย ให้การว่า กลุ่มผู้ต้องหามาชักชวนตนหลายครั้งเพื่อให้ร่วมลงทุนสกุลเงินดิจทัลดังกล่าว อ้างได้ผลตอบแทนสูง จึงหลงเชื่อร่วมลงทุน โอนเงิน 16 ครั้ง มูลค่ากว่า 2.7ล้านบาท ช่วงเดือน ก.ย.60 มีการเช็กผ่านเว็บตลอด ซึ่งเงินในเว็บดังกล่าวมีการปรับขึ้นตลอด กระทั่งผ่านไปประมาณ 1 เดือน จะถอนเงินออก ก็ไม่สามารถถอนได้ คนของบริษัทบ่ายเบี่ยงสารพัด อาทิ เว็บระบบล่ม จึงเดินทางแจ้งความในพื้นที่ จ.ชลบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 6 ถูกแจ้งข้อหาตามความผิดพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มีอัตราโทษตามมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธัญญารัตน์ สิทธิเจริญยศ, บก.ปอศ., พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง, พยุหพล สุภา, พรทิพย์ สืบประดิษฐ์สุข, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, ภัณทิรา ศิริมงคล, วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ, ศศิมนต์ ว่อง, สุลาวรรณ พิมยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขมรัศมิ์ อนันต์นิตยกิจ, เงินดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dc233872c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 06:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด&#039;จี้ก.ล.ต.คลอดเกณฑ์คุมเงินดิจิทัล 1 เดือนต้องเห็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหาข้อสรุปแนวทางควบคุมการระดมทุนด้วยเงินดิจิทัล (ICO) และการซื้อขายเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) ว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือกันเพื่อเตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อสามารถดูแลการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายของ ก.ล.ต. โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา จะไม่มีการพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล และไอซีโอ เนื่องจากผลจากการประชุมระหว่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ มีข้อสรุปให้มีการออกกฎหมายพิเศษขึ้นมาครอบคลุมดูแลในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยจะมอบหมายให้ ก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ กฎหมายพิเศษที่จะออกนี้จะครอบคลุมการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกเรื่อง ทั้งไอซีโอ คริปโตเคอเรนซี รวมทั้งวางหลักเกณฑ์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ที่จะระดมทุนผ่านไอซีโอ ตัวกลางและผู้ที่จะจัดทำแพลทฟอร์มตลาดรอง และคุณสมบัติผู้ลงทุน ซึ่งคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีการประชุมเพื่อพิจารณารายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง เมื่อมีการออกร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าคงใช้เวลาไม่นานเนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้เป็นเรื่องเร่งด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4598</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุมเงินดิจิทัล, กลต., คริปโตเคอเรนซี่, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เงินดิจิทัล, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa15bf45f729.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 23:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับเข่าร่างกม.คุมคริปโตฯ หลักการต้องรู้ตัวคน‘ซื้อ-ขาย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เรียกด่วน 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหารือในรายละเอียดข้อกฎหมายที่จะออกมากำกับดูแลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี) และการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัล (ICO)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม หลังจากทั้ง 4 หน่วยงานหารือกับกฤษฎีกาแล้ว จะต้องเร่งรายงานให้กับผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยงานรับทราบ เพราะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมทั้ง 4 หน่วยงานในช่วงเย็นของวันที่ 7 มี.ค. นี้ เพื่อสรุปแนวทางการกำกับดูแลคริปโตเคอเรนซี และ ICO ให้ออกมาเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบบังคับใช้ให้ชัดเจนอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยแนวทางเบื้องต้น จะแยกแนวทางกำกับเป็น 2 ส่วน คือ ทั้งการออก ICO จะต้องมีข้อมูลว่าบริษัทที่ออกนำเงินไปลงทุนอะไร และต้องคุมในส่วนของคริปโตเคอเรนซีที่จะจะนำมาแลกเปลี่ยน ICO ซึ่งต้องรู้ว่าคนที่มาแลกเป็นใครสามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ไปแลกคริปโตเคอเรนซีมาจากที่ไหนเพื่อนำมาซื้อ ICO เพื่อให้เกิดความโปร่งใสก็ต้องเขียนกฎหมายประมาณนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4448</URL_LINK>
                <HASHTAG>ICO, กฤษฎีกา, กลต., คริปโตเคอเรนซี่, คลัง, ปปง., วิษณุ เครืองาม, เงินดิจิทัล, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9ebc2094518.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
