<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 14:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 14:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมจองล้างจองผลาญแก๊งเงินทอนวัด! &#039;พุทธะอิสระ&#039;แจงยิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 64 - พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ถามมา ตอบไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนขี้สงสัยถามมาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไม พุทธะอิสระ ต้องไปจ้องจองล้างจองผลาญ จองเวรกับพวกพระวัดสระเกศ และวัดสามพระยาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่เขาก็ได้รับโทษทัณฑ์ติดคุกติดตะราง ผ่านกระบวนการตัดสินของศาลมาแล้วถึงสองศาล แล้วท่านทำไมยังไปจองล้างผลาญเขาอีก เมตตาน่ะมีไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอบ ก็บอกไปไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้วว่า ไม่ว่าไอ้อีคนใด บังอาจมากระทำจาบจวง ล่วงเกิน ทำร้าย ทำลาย ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาจากไหน หากกระทำการย่ำยี อันจะก่อให้เกิดอันตราย เป็นภัยต่อความมั่นคงของทั้ง ๓ สถาบัน เช่นนั้น ก็จะต้องราวีกันจนกว่าจะรู้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งพฤติกรรมของอลัชชีที่ต้องโทษทัณฑ์ในขณะที่มีอำนาจ มีตำแหน่งปกครองสูงสุดของพระพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้กระทำการเหิมเกริม บ้าอำนาจ เห็นแก่พวกพ้องและลาภสักการะ ถึงขนาดเบียดบังเอาเงินหลวง ที่รัฐอนุมัติช่วยเหลือทุกวัดทั่วประเทศ มาเป็นของตนและพวกพ้อง และยังมีการกระทำที่เป็นปรปักษ์กับหลักพระธรรมวินัยอีกมาก ที่ล้วนแล้วแต่บ่อนทำลายความมั่นคงของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ถามว่า ทั้งที่เขาก็ได้รับโทษทัณฑ์จนติดคุกติดตะราง ผ่านกระบวนการตัดสินของศาลมาถึงสองศาลแล้ว ทำไมท่านยังจะจ้องจองล้างจองผลาญเขาอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอบ บวชเรียนมาก็นานตั้งแต่เด็กจนแก่ ได้เป็นถึงพระราชาคณะ เจ้าคณะปกครองสูงสุด กรรมการมหาเถร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่จะมีจิตสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดี กลับทำตัวเป็นคนหน้าด้าน ทุมมังกุ ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ตนกระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลท่านเมตตาให้โอกาสรอลงอาญา แทนที่จะสำนึก กลับออกมาบิดเบือน กลับดำเป็นขาว กลับผิดเป็นถูก มาโพนทะนาโกหกหลอกชาวบ้านว่าศาลตัดสินให้พ้นมลทิน ไม่ผิด ทั้งที่แท้จริงแล้ว ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาเพิ่มโทษเสียด้วยซ้ำ และไอ้ที่หน้าด้านสุดๆ ก็คือ ยัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีหน้าใช้พระอุโบสถ พระอารามหลวง ที่องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงสถาปนา แล้วพวกทุมมังกุกระทำการย่ำยีพระธรรมวินัย ย่ำยีกฎหมายบ้านเมือง ย่ำยีคำสั่งมติของมหาเถร ที่เคยประกาศห้ามไว้ก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังพาให้เจ้าอาวาสและพระสงฆ์อีกหลายวัด ต้องมาร่วมกระทำผิดไปด้วย อย่างไม่รู้เรื่อง คงจะคิดว่า ใช้พรรคพวกมากแล้วจะทำให้ผิดเป็นถูกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลยทำให้เจ้าอาวาสเหล่านั้น ต้องพลอยซวย ต้องถูกสอบจรรยาพระสังฆาธิการกันทั่วหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนแบบนี้น่ะหรือคือ คนดี คนบริสุทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่เห็นแก่ประโยชน์ตน แล้วทำลายประโยชน์ผู้อื่นเช่นนี้หรือ คนบริสุทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่รู้แม้กระทั้งกฎมหาเถรสมาคม ทั้งที่ตนเคยเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนแบบนี้น่ะหรือ คือ บัณฑิต คือคนมีความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรู้จริง มันต้องไม่พาพรรคพวกเดือดร้อน และไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน และหากรู้จริงก็ต้องรู้ว่า การกระทำดังกล่าว มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานในทางที่ผิดให้แก่พระหนุ่ม เณรน้อย รุ่นหลังเอาเป็นเยี่ยงอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะถ้าเรื่องการปลอมบวชครั้งนี้ทำสำเร็จ เป็นที่ยอมรับ และไม่มีใครทักท้วง วันข้างหน้า เหตุการณ์เช่นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างว่า ขนาดพระวัดสระเกศ พระอารามหลวง ยังทำได้ แล้วทำไมพวกเราจะกระทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบและความเสียหายดังกล่าวเช่นนี้ พวกทุมมังกุเคยได้คิดกันบ้างหรือเปล่า หรือคิดแต่จะเอาประโยชน์ตน ส่วนหลักพระธรรมวินัยจะเสียหายเช่นไร ทุมมังกุอย่างพวกกูไม่สน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบบนี้จะให้ พุทธะอิสระ ปล่อยเอาไว้ให้บ่อนทำลายพระธรรมวินัยได้ต่อไปกระนั้นหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า พุทธะอิสระ เคยมีเมตตาบ้างไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอบ ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ที่ต้องทุ่มเท เสียสละ รักษาประโยชน์ส่วนรวมอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะมีเมตตานี่ไง&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100439</URL_LINK>
                <HASHTAG>พุทธะอิสระ, วัดสระเกศ, วัดสามพระยา, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210308/image_big_60458a8620cee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 23:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนคุก ‘เจ้าคุณเอื้อน’ ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน &amp;quot;พระพรหมดิลก&amp;quot; คุก 8 เดือน ปรับ 8 พัน รอลงอาญา 1 ปี คดีทุจริตเงินทอนวัด ทนายอดีตเจ้าคุณเอื้อนเตรียมยื่นฎีกาสู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.2546-15 ส.ค.2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปีและปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันนี้ พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล เนื่องจากยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าประเด็นที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท&amp;nbsp;รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของพระพรหมดิลก เปิดเผยว่า พระพรหมดิลกอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์?เห็นว่าจำเลยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ได้ ศาลจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้นทีมทนายความปรึกษากันแล้ว จะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรณพระบุด้วยว่า พระพรหมดิลกมีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัดอีก 2 คดี โดยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือน ก.ย.2563 และศาลออกเอกสารรับรองสิ้นสุดคดีความไปเมื่อเดือน ก.พ.2564 ส่วนอีกคดีเป็นการฟ้องในศาลแพ่ง เบื้องต้นขณะนี้ทนายได้ยื่นคำร้องถึงศาล เนื่องจากคดีอาญาฟอกเงินได้ถึงที่สุดแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ของศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94817</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตเงินทอนวัด, พระพรหมดิลก, พิพากษายืน, รอลงอาญา 1 ปี, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e50aa2e7d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนตามชั้นต้น คุก‘พนม-แก๊งเงินทอนวัด’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์คดีโกงยืนตามศาลชั้นต้นในคดีเงินทอนวัด จำคุก 20 ปี &amp;quot;พนม&amp;rdquo; อดีตผู้อำนวยการ พศ. รวมทั้งเรื่องชดใช้เงิน 12 ล้านบาท ชี้ข้อต่อสู้ฟังไม่ขึ้น
เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ย. มีรายงานว่าศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษาคดีทุจริตจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนแรก คดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ พศ., นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีตผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน พศ., นายเจษฎา วงศ์เมฆ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด และนายชรินทร์ มิ่งขวัญ ฆราวาส ทำหน้าที่ติดต่อหาวัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กรณีเบียดบังเอาเงินของ พศ.ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณที่มีการเบียดบังไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2563
สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน และให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 12,000,000 บาท และจำเลยที่ 4 ร่วมคืนเงินจำนวน 3 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย ต่อมามีการยื่นอุทธรณ์คดี
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นผู้ร่วมคบคิดกันการกระทำความผิด เพราะได้กระทำการดังกล่าวเป็นเครือข่ายระหว่างข้าราชการของ พศ.กับบุคคลภายนอกในลักษณะกระทำการใดๆ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความสะดวกในการกระทำความผิดและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ทั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันของจำเลยทั้งสี่กับพวกเป็นเครือข่ายและขบวนการในการกระทำความผิด เบียดบังยักยอก เงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดของ พศ. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1-2 ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1-2 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะการพิจารณาลงนามอนุมัติเงินอุดหนุนจำนวน 9 วัดเป็นเงิน 21,300,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี จึงไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าได้ทำหนังสือขออนุมัติเงินอุดหนุนเพียงครั้งเดียว และมีการจ่ายเงินให้แก่วัดต่างๆ ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวนั้น เห็นว่าโดยสภาพพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคน ซึ่งอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้ การที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้เกิดผลต่อ พศ. วัดมุขธาราราม, วัดท่าพญา, วัดนาวง และวัดปากเจาพัฒนาราม หรือผู้หนึ่งผู้ใด การลงมือกระทำเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้งไม่ได้พิจารณาจากจำนวนครั้งที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือเสนอเพื่ออนุมัติและจำเลยที่ 1 อนุมัติหนังสือดังกล่าวเพียงครั้งเดียวคราวเดียวแต่เพียงอย่างเดียว เป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยทั้งสี่กับพวก ดังที่จำเลยที่ 1-2 อุทธรณ์
เมื่อจำเลยทั้งสี่กับพวกใช้วัดดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณรัฐ แล้วเบียดบังไปจาก พศ.อีกทั้งเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบพบมูลทุจริตในกลอุบายหลอกลวง พศ.&amp;nbsp; วัดมุขธาราราม, วัดท่าพญา, วัดนาวง และวัดปากเจาพัฒนารามคนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน เพียงพอนับว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 4 กระทงนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1-2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันจำเลยทั้งสี่ยังคงถูกคุมขังรับโทษในเรือนจำ โดยคดีนี้หากจำเลยจะยื่นฎีกาก็จะยื่นฎีกาในลักษณะขออนุญาตฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ซึ่งมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้การฎีกา ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย ซึ่งเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ ระบุไว้ในมาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้ (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ (2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา (3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน (4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น (5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต (6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ (7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา
โดยข้อบังคับของประธานศาลฎีกาได้กำหนดปัญหาสำคัญอื่นเพิ่มเติมอีก 2 กรณีคือ (1) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ และ (2) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาก็เป็นสิทธิที่จำเลยพึงกระทำได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84521</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อต่อสู้ฟังไม่ขึ้น, คดีเงินทอนวัด, ศาลอุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201120/image_big_5fb7d6502f27f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งโกงเงินวัด อ่วมคุกระนาว ‘พนม’โดน13ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งคุกอ่วมก๊วน &amp;quot;พนม&amp;quot; กับพวกทุจริตเงินทอนวัดสำนวนที่ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน คืน 21 ล้าน พ่วงสำนวนที่ 5 อีก 3-4 ปี ขณะที่อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศโดนคุก 6 ปี 24 เดือน คดีฟอกเงินการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่ศาลปรานีให้รอลงอาญา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 พ.ค.63 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 4 คดีหมายเลขดำ อท.32/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา &amp;nbsp;อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพฤติการณ์แห่งคดีนั้น พวกจำเลยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ.ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ โดยมีสำนักงาน &amp;nbsp;พศ.เป็นผู้เสียหาย โดยอัยการโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยทั้ง 5 ต่อจากโทษในคดีอื่นๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดี นายพนม อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้องในสำนักงาน พศ. จำเลยที่ 2-5 ไม่ได้ประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำ และทัณฑสถานหญิงกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นไต่สวนแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 157, 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา &amp;nbsp;123/1 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้จำคุกฐานเป็นเจ้าพนักงาน ที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปโดยมิชอบฯ ซึ่งเป็นโทษบทหนักสุดรวม 2 กระทง โดยกระทงแรกจำคุกคนละ 14 ปี และกระทงที่ &amp;nbsp;2 อีกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี อย่างไรก็ดีทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-4 ไว้คนละ 13 ปี 4 เดือน และให้ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 21,007,235 บาท แก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย โดยให้นับโทษของนายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.253/2561, อท.254/2561, อท.257/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง จำเลยที่ 2, นางพรเพ็ญ อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 3, นายแก้ว อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 4 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561 ของศาลนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพัฒนา อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำเลยที่ 5 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปโดยมิชอบฯ ให้จำคุก 4 ปี และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1-4 &amp;nbsp;ชดใช้เงิน 2,007,235 บาทคืนให้สำนักงาน พศ. ผู้เสียหายด้วย และให้นับโทษของจำเลยที่ 5 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.2557/2561 เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ วันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยังได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.43/2562 (อ่านสำนวนที่ 5) ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ., นายณรงค์ เดชชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศ., นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยทั้ง 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1, 2 และ 4 &amp;nbsp;เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 2 และ 4 คนละ 4 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 &amp;nbsp;ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 2 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อท.253/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.251/2562 &amp;nbsp;คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.40/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ &amp;nbsp;อท.275/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.32/2562 คดีอาญาหมายแดงที่ อท.75/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ &amp;nbsp;อท.205/2561 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระเมธีสุทธิกร หรือพระราชอุปเสณาภรณ์ &amp;nbsp;หรือพระมหาสังคม หรือสังคมญาณวฑฒโน หรือนายสังคม สังฆะพัฒน์อดีต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, &amp;nbsp;พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือพระมหาเทิด หรือเทอดญาณวชิโร หรือนายเทอด วงศ์ชะอุ่ม อดีตเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้แก่วัดสระเกศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลพิจารณาพยานหลักฐานเเล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5(3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา &amp;nbsp;83 จำเลยที่ 1-2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละกระทงละ 2 ปี ปรับคนละกระทงละ 42,000 &amp;nbsp;บาท รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1-2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 1 ปี &amp;nbsp;4 เดือน และปรับคนละกระทงละ 28,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และปรับคนละ 168,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-2 เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา &amp;nbsp;56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) &amp;nbsp;ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอก, ทุจริตเงินทอนวัด, ศาลสั่งคุก, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3deb73b5e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2020 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟันกราวรูดแก๊งเงินทอนวัดอีกล็อต​ ทุจริต 3 จังหวัด 5 วัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.63​ - นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงกรณีการทุจริตการเบิกเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือคดีเงินทอนวัด โดยปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดไปแล้ว 11 สำนวน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 50 ล้านบาท และพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแล้ว 24 สำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวิทย์ ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด เพิ่มเติมจำนวน 3 จังหวัด 5 วัด ได้แก่ จ.อำนาจเจริญ 1 วัด (วัดโคกเลาะ) จ.ตาก 3 วัด (วัดยางโองบน วัดยางโองน้ำ วัดยางโองสันกลาง) และ จ.เพชรบุรี 1 วัด (วัดห้วยตะแกละ) ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กรณีวัดโคกเลาะ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ &amp;nbsp;นางสาวประนอม คงพิกุล และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 85 (1) (7) และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 นอกจากนั้น นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ยังมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 , 151 และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีวัดยางโองบน วัดยางโองน้ำ วัดยางโองสันกลาง ต.แม่สลิด อ.บ้านตาก จ.ตาก ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ นายพนม ศรศิลป์ นายชยพล พงษ์สีดา นายฉัตรชัย ชูเชื้อ และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และตามมาตรา 123/1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (1) &amp;nbsp;(2) &amp;nbsp;(3) มาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1) &amp;nbsp;(4) &amp;nbsp;สำหรับนายบรรหาร เมตไตรพันธุ์ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และพระครูกิตติพัชรคุณ มีมูลความผิดอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กรณีวัดห้วยตะแกละ ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่นายนพรัตน์ &amp;nbsp;เบญจวัฒนานันท์ น.ส.ประนอม คงพิกุล นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ และนายพนม ศรศิลป์ มีมูลความผิดวินัย &amp;nbsp;อย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82 (1) , (2) , (3) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1) , (4) และมีมูลความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 นอกจากนั้น น.ส.ประนอม คงพิกุล และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ยังมีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ​ น.ส.รัสริน หรือระวีวรรณ หรือรสธร รวมสิน หรือกิตติธีระสิทธิ์ และนายฐานพัฒน์ &amp;nbsp;ม่วงทอง มีมูลความผิดอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว​ ส่วนมูลค่าความเสียหาย แบ่งเป็น 1.วัดโคกเลาะ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ เสียหาย 8,213,000 บาท 2.วัดยางโองบน วัดยางโองน้ำ วัดยางโองสันกลาง ต.แม่สลิด อ.บ้านตาก จ.ตาก เสียหาย 6 ล้านบาท และ 3.วัดห้วยตะแกละ ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เสียหาย 12.5 ล้านบาท รวม 5 วัด 3 จังหวัด เสียหายทั้งสิ้น 26,713,000 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58867</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, ทุจริต, วรวิทย์ สุขบุญ, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17e6def1276.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เจ้าคุณธงชัย’โล่งรอดคุก ศาลชี้ไรทุ้จริตเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ&amp;quot; โล่ง! ศาลพิพากษาจำคุก 36 เดือน รอลงอาญา 2 ปี สนับสนุนปฏิบัติหน้าที่มิชอบคดีเงินทอนวัด 69 ล้าน &amp;quot;พนม-ผู้บริหาร พศ.&amp;quot; เจอคุกต่อ &amp;quot;ตัวแทนลูกศิษย์&amp;quot; อุทธรณ์สบายใจไม่ใช่เรื่องทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คดีหมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 &amp;nbsp;เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 60 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 64 ปี อดีตรอง ผอ.พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และอดีตพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 64 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.2558-22 ก.ค.2559 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัดโดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมาจากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ.ผู้เสียหาย พร้อมขอให้ศาลนับโทษจำคุก นายพนม จำเลยที่ 1 กับคดีหมายเลขดำ อท.253/2561, อท.254/2561 (ร่วมทุจริตการจัดสรรเงินงบ พศ.) ของศาลนี้ และอดีตพระพรหมสิทธิฯ จำเลยที่ 5 กับคดีหมายเลขดำ อท.197/2561 (ร่วมฟอกเงิน) ของศาลนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ นายพนม จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งได้ถูกดำเนินคดีหลายสำนวนในศาลนี้ ส่วนพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 เพิ่งได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 ส.ค.2562 โดยศาลตีราคาหลักประกัน 2.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 1 เดือน ไปจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 สวมชุดขาวมาศาลพร้อมคณะลูกศิษย์ ส่วนจำเลยที่ 1- 4 นั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ศาลได้เบิกตัวทั้งหมดมาฟังคำพิพากษา
หนุน จนท.ปฏิบัติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารงานและดำเนินการตามภารกิจของสำนักงาน พศ. และมีอำนาจอนุมัติโครงการ แผนงานต่างๆ ตามการจัดสรรงบประมาณ และตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ในช่วงเกิดเหตุปี 2558-2559 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนใน 2 โครงการ คือโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32.5 ล้านบาท ให้กับศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศฯ ที่มีจำเลยที่ 5 เป็นประธาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ได้ต่อสู้ว่าไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย กรณีที่กล่าวหาไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด แต่เป็นประธานศูนย์สำนักงานส่งเสริมคุณธรรมฯ วัดสระเกศฯ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลเห็นว่าแม้จำเลยที่ 5 จะอ้างว่ากรณีที่ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำในฐานะเจ้าอาวาส แต่ในเอกสารที่ลงชื่อก็กำกับท้ายเจ้าอาวาส ขณะที่ศูนย์สำนักงานส่งเสริมฯ ก็อยู่ในความดูแลของวัดสระเกศฯ ที่จำเลยที่ 5 มีอำนาจบริหารจัดการดูแลภายในวัด ส่วนที่โจทก์ฟ้องก็ฟ้องจำเลยที่ 5 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37 ล้านบาทนั้น ได้โอนเงินให้กับวัดสระเกศฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มีหนังสือแจ้งกลับจำเลยที่ 1-4 ที่เป็นผู้บริหารงบประมาณว่าได้รับเงินที่จัดสรรมาแล้ว ศาลเห็นว่าการดำเนินการของศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมฯ ที่จำเลยที่ 5 ดูและดำเนินการได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย โดยมีผู้ร่วมโครงการจำนวน 22,000 คน กลับขอเงินอุดหนุนและได้รับอนุมัติถึง 30 ล้านบาทเพียงวัดเดียว ทั้งที่วัตถุประสงค์ในการจัดสรรงบประมาณ ต้องการให้กระจายงบในวัดทั่วประเทศจำนวนกว่่า 39,400 แห่ง เมื่อเทียบดูเวลาการอนุมัติเงินให้วัดสระเกศฯ นี้ ได้กระทำในช่วงต้นของปีงบประมาณดังกล่าว ทั้งที่ไม่ใช่กรณีเร่งรัด จำเลยที่ 1-4 จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องรีบอนุมัติเงินจำนวนมากดังกล่าว ซึ่งควรจะมีการส่งเรื่องให้คณะเลขานุการกลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงานตรวจดูก่อน หากพบว่ามีการใช้งบประมาณไม่ได้เต็มที่ หรือเกินความจำเป็น ก็สามารถที่จะเรียกคืนเงินเพื่อมาจัดสรรให้กับส่วนอื่นได้อีก การกระทำส่วนนี้จึงเป็นการอนุมัติงบประมาณสำนักงาน พศ. ที่จัดสรรให้กับวัดสระเกศฯ เพียงวัดเดียว โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามเป้าหมาย ส่วนงบประมาณจำนวน 7 ล้านบาท ในโครงการนี้ ตามทางนำสืบพบว่าเป็นการอนุมัติงบที่สืบเนื่องมาจากงบประมาณปี 2558 ที่ดำเนินการต่อเนื่องมา การกระทำของจำเลยที่ 1-5 ส่วนนี้จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการอนุมัติงบประมาณให้กับโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท วัดสระเกศฯ ก็ได้จัดสรร 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 26 ล้านบาท ครั้งที่สองจำนวน 6.5 ล้านบาท ซึ่งตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายก็ต้องวางแผนจัดกิจกรรมใน 3 ไตรมาส แต่ไม่ได้ดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวที่กำหนดให้วัดซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณต้องกระทำให้ครบทั้ง 6 ด้าน อาทิ ด้านการปกครอง การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา สาธารณสงเคราะห์พระภิกษุหรือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ตามทางนำสืบยังได้ความจากจำเลยตอบการถามของอัยการโจทก์ว่า ก่อนการอนุมัติเหมือนมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในการอนุมัติเงินงบประมาณทั้ง 2 โครงการดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และอดีตอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ฯ ใช้อำนาจหน้าที่เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนฯ นั้น ตามทางนำสืบรับฟังได้ว่าเมื่อจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ทางวัดได้นำไปจัดกิจกรรมตามโครงการ แต่ไม่ครบถ้วนตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมด อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณฯ โดยตามทางนำสืบก็ยังไม่มีหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-5 นำเงินงบประมาณนั้นไปเป็นของตัวเอง ซึ่งประเด็นนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เบิกความว่าในการทำหน้าที่ตรวจสอบการนำเงินงบประมาณไปดำเนิน 2 โครงการนี้ ไม่มีการทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 147 และไม่ต้องร่วมกันคืนเงินในส่วนนี้
คุก 36 ด.รอลงอาญา 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จำคุกนายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 จำนวน 2 กระทง กระทงละ 2 ปี รวม 4 ปี , จำเลยที่ 2-4 จำคุก 3 กระทง กระทงละ 2 ปี รวม 6 ปี ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนอดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ จำเลยที่ 5 จำคุก 3 กระทง กระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 12,000 บาท รวม 3 ปี 12 เดือนและปรับ 36,000 บาท ตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือนและให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขดำ อท.253/2561 ที่มีโทษจำคุก 20 ปีและโทษจำคุก 3 เดือน คดีหมายเลขดำ จส.2/2562 ของศาลนี้ด้วย, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน และปรับ 27,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของอดีตพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม ภาวะแห่งจิต สิ่งแวดล้อม และสภาพความผิดของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัย เป็นครูผู้สอนในโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นผู้มีบทบาทในการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้กับคณะสงฆ์ สังคม และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา จนได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หลายสาขาจากหลายมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่พระพรหมสิทธิ ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าพระราชาคณะชั้นธรรม และรองลงมาจากสมเด็จพระราชาคณะ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 10 ประกอบกับไม่มีเรื่องการทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จสิ้นการฟังคำพิพากษา นายโฆสิต สุวินิจจิต ตัวแทนคณะศิษย์ของพระพรหมสิทธิ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกสบายใจที่มีคำพิพากษาแล้วว่าไม่มีการทุจริต รัฐไม่ได้เสียหาย และจำเลยทั้งห้าพ้นมลทินเรื่องทุจริต เพียงแต่พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 ซึ่งเป็นขั้นตอนของระบบราชการ ส่วนจำเลยที่ 5 นั้นมีความผิดเกี่ยวกับการขอสนับสนุนงบประมาณ โดยความจริงแล้วเป็นการขอในนามประธานสำนักงานศูนย์คุณธรรมจริยธรรม ก็เป็นไปตามหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะลูกศิษย์ตกลงกันว่าจะขอใช้สิทธิอุทธรณ์คดีในส่วนของพระพรหมสิทธิ จำเลยที่ 5 ซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังปฏิบัติธรรมตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะอยู่ข้างในหรือนอกเรือนจำ อีกทั้งยังไม่เคยเปล่งวาจาลาสิกขา ยังปฏิบัติธรรมเป็นพระสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นเมื่อศาลตัดสินว่าไม่ทุจริต ชาวพุทธน่าจะสบายใจว่าพระผู้ใหญ่ไม่ได้ทุจริต&amp;quot; นายโฆสิตระบุ.
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57668</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ, คดีเงินทอนวัด, รอลงอาญา 2 ปี, วัดสระเกศ, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, เงินทอนวัด, เจ้าคุณธงชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4d3ddc6258e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟัน‘นพรัตน์’อายัด176ล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ป.ป.ช.ฟัน &amp;quot;นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์&amp;quot; ร่ำรวยผิดปกติ คดีโกงเงินทอนวัดพนัญเชิงฯ พร้อมอายัดทรัพย์อดีต ผอ.พศ.-เมียและญาติ รวม 176 ล้านบาท ชงอัยการสูงสุดยื่นศาลทุจริตสั่งยึดเป็นของแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ? (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีสงสัยนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ที่จัดสรรให้วัดพนัญเชิงวรวิหาร ประจำปีงบประมาณ 2557 และปีงบประมาณ 2558 ซึ่งจากการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายนพรัตน์ ที่ได้ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่า นายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ เบญจวัฒนานันท์ คู่สมรส มีการนำฝากเงิน ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน รวมทั้งมีการซื้อที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ และซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตจำนวนมาก ซึ่งไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่พึงมี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายนพรัตน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการไต่สวน ซึ่งผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายนพรัตน์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2553-30 กันยายน 2557 พบเงินฝากและทรัพย์สินต่างๆ ของนายนพรัตน์ และนางพัทธานันท์ รวมทั้งบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางธาริณี ดิตถ์วัชรไพศาล (อดีตคู่สมรส) บุตรหลาน และบุคคลอื่น โดยคณะกรรมการไต่สวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้บุคคลทั้ง 8 คน ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายนพรัตน์ จำนวน 98,659,925 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 13 บัญชี เป็นเงิน 71,974,350 บาท, เงินลงทุน จำนวน 4 รายการ เป็นเงิน 12,580,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 12 กรมธรรม์ มูลค่า 14,105,575 บาท 2.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางพัทธานันท์ (คู่สมรส) จำนวน 196,039,741 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 22 บัญชี เป็นเงิน 122,921,190 บาท, เงินลงทุน จำนวน 3 รายการ เป็นเงิน 6,815,695 บาท, ที่ดินในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 แปลง มูลค่า 760,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 3,809,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 10 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 61,733,855 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางธาริณี (อดีตคู่สมรส) จำนวน 131,437,217 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 56 บัญชี เป็นเงิน 105,151,313 บาท, เงินลงทุน จำนวน 25 รายการ เป็นเงิน 25,235,903 บาท และยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,050,000 บาท 4.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายธนรัตน์ ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 26,726,284 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 10 บัญชี เป็นเงิน 20,843,037 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ มูลค่า 1,800,000 บาท, ยานพาหนะ จำนวน 1 คัน มูลค่า 1,014,000 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 4 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 3,069,247 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวพิมพ์ภัสสร ดิตถ์วัชรไพศาล (บุตร) จำนวน 68,307,397 บาท ได้แก่ เงินฝาก จำนวน 31 บัญชี เป็นเงิน 50,597,774 บาท, เงินลงทุน จำนวน 19 รายการ เป็นเงิน 9,750,000 บาท, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวม 3 รายการ (ในกรุงเทพมหานคร 2 รายการ และจังหวัดสมุทรปราการ 1 รายการ) รวมมูลค่า 5,856,489 บาท และกรมธรรม์ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ รวมมูลค่า 2,103,134 บาท 6.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาววรัทยา พรหมมาศ (หลานของนายนพรัตน์ ) จำนวน 500,000 บาท ได้แก่ ห้องชุด จำนวน 1 ห้อง ในจังหวัดชลบุรี มูลค่า 500,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนายปิยชาติ ศรีจันทร์ (บุคคลสนิทของนายนพรัตน์) จำนวน 4,500,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 4,500,000 บาท และ 8.ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของนางสาวณัฎฐาภรณ์ ทุน (บุตรของนางพัทธานันท์) จำนวน 49,000,000 บาท ได้แก่ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ ในกรุงเทพมหานคร มูลค่า 49,000,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งสิ้นจำนวน 575,170,566 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว จำนวน 176,032,978 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพื่อขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54669</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, ร่ำรวยผิดปกติ, วัดพนัญเชิง, ศาลทุจริต, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อดีต ผอ.พศ., เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200115/image_big_5e1f28f28cc0c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
