<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2018 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2018 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาอาเซียนถูกโจมตีค่าเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จับตาอาเซียนบางประเทศถูกโจมตีค่าเงิน ชี้ไทย รอด เพราะทุนสำรองหนา แจงเงินทุนไหลออก กดค่าเงินอ่อนลง &amp;nbsp;ห่วงสงครามการค้าระยะยาวกระทบส่งออกติดลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การไหลออกของเงินทุนระยะสั้นและการโจมตีค่าเงินว่า เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ Emerging Markets และอาเซียนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา บราซิล ตุรกี รัสเซีย มีความเสี่ยงถูกโจมตีค่าเงินและตลาดการเงินอีก เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้นในตลาดการเงินไหลออกกลับสหรัฐอเมริกาซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้และเศรษฐกิจโดยภาพรวมขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ที่ระดับ 2.5% ภาวะดังกล่าวทำให้ค่าเงินของประเทศในกลุ่ม Emerging Markets อ่อนตัวถ้วนหน้าโดยเฉพาะประเทศที่มีการฐานะดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอและมีทุนสำรองระหว่างประเทศไม่สูงนัก รวมทั้งมีระดับเงินเฟ้อสูง ประเทศไหนที่มีเงินไหลออกมากๆจะเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตีค่าเงินได้อีกบางประเทศอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดการไหลออกของเงินทุนอย่างประเทศฟิลิปปินส์ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ระดับ 3.5% เพื่อสกัดเงินไหลออกและเงินเฟ้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บางประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอจะอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากหากต้องตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เงินบาทไทยยังมีความเสี่ยงต่ำที่จะถูกโจมตีเพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เงินเฟ้อต่ำและยังคงเกินดุลการค้าและเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ยังต้องเผชิญกระแสเงินทุนระยะสั้นไหลออกอีกระยะหนึ่ง อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 33.50-34.00 ในไตรมาสสามได้ เงินบาทอ่อนลงส่งผลดีต่อภาคส่งออกไม่มากนักเพราะมีความผันผวนสูง และ ค่าเงินกลุ่มประเทศคู่แข่งใน Emerging Markets ก็ปรับตัวอ่อนค่าเช่นกัน และตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด หากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน เงินยังคงไหลออกจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทางการไทยอาจต้องพิจารณาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยสำคัญการปรับตัวลดลงและการปรับฐานราคาครั้งใหญ่ของราคาหุ้นจึงเป็นผลจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ การทำ QE Exit และ ความวิตกกังวลเรื่องสงครามการค้า ต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิไปแล้ว 165,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในช่วงสองไตรมาสแรกของปีนี้ หากรวมยอดขายสะสมสุทธิที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ที่เริ่มมีเงินทุนระยะสั้นไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ จะได้ยอดขายสะสมทั้งหมดที่สูงถึง 498,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ นักลงทุนต่างชาติมีน้ำหนักหุ้นไทยเฉลี่ยที่ 2.8% ซึ่งใกล้เคียงกับน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI Asia ex. Japan Index ที่ 2.6% แรงขายเพิ่มเติมจะเกิดจากการลดน้ำหนักการลงทุนของกองทุนต่างชาติในตลาดเกิดใหม่ ส่วนปัจจัยภายในของไทยที่กระตุ้นให้เกิดแรงเทขายจะเป็นผลมาจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ความเสี่ยงทางการเมืองมากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนการประเมินตัวเลขจีดีพีโดยมองอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี พ.ศ. 2561 ยังคงอยู่ที่ 4.1-4.7% อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาอยู่ที่1.0-1.5% เนื่องจากผลของสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯระยะสั้นและระยะปานกลางยังคงมีทั้งผลบวกและผลลบต่อภาคส่งออกของไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหากปล่อยให้สงครามการค้ายืดเยื้อจะเกิดความเสียหายต่อปริมาณการค้าโลกและกระทบสุทธิต่อภาคส่งออกไทยเป็นลบ โดยในปี พ.ศ. 2561 ดุลการค้ายังคงเกินดุลต่อเนื่องที่ระดับ 29-30 พันล้านดอลลาร์ คาดว่าจะมีการเร่งตัวของการนำเข้าเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สินค้าทุน สะท้อนการฟื้นตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนโดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนน่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3-4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาคการลงทุนจะชะลอตัวลงทันทีหากประเทศไทยไม่สามารถจัดการเลือกตั้งหรือกลับคืนสู่ประชาธิปไตยได้ในช่วงต้นปีหน้า การบริโภคเอกชนจะขยายตัวได้ในระดับ 3% การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยไม่ได้ส่งผลให้ภาคบริโภคกระเตื้องขึ้นมากนักเพราะมีการชะลอการสร้างหนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในปี พ.ศ. 2018 การก่อหนี้เพื่อการบริโภคต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ สถาบันการเงินมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นในการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค ครัวเรือนหนี้สูงมีแนวโน้มชะลอก่อหนี้ใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะเป็นการเติบโตที่ยังกระจุกตัวในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของบรรษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น ขณะเดียวกันรายได้และผลประโยชน์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายมายังกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กและประชาชนโดยทั่วไปมากนัก ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรบางตัวปรับตัวลดลงมากทำให้กำลังซื้อในภาคชนบทไม่ดีนัก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11994</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย, คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เงินทุนไหลออก, โจมตีค่าเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
