<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหลังเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนมิถุนายน หรือในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 145.55 ปรับตัวลดลง 4.4% จากเดือนก่อน ยังคงอยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่ โดยนักลงทุนคาดหวังการคลี่คลายสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จากการกระจายวัคซีนเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิเ-19 ที่ยังระบาดในหลายประเทศ การท่องเที่ยว และสถานการณ์การเมืองในประเทศ
&amp;nbsp;
สำหรับรายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลดลง 1% อยู่ที่ระดับ 139.47 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% อยู่ที่ระดับ 154.55 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% อยู่ที่ระดับ 150.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลง 18% อยู่ที่ระดับ 150.00 ทั้งนี้ นักลงทุนสนใจลงทุนในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) มากที่สุด รองลงมาคือหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ขณะที่นักลงทุนเห็นว่าหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาคือหมวดแฟชั่น (FASHION) และหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;quot;ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2564 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกด้านความคืบหน้าของการทยอยฉีดวัคซีนในประเทศ โดยในช่วงกลางเดือนมีปรับตัวลงบ้างเล็กน้อย จากอัตราราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ช่วงครึ่งเดือนหลังดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องจากข่าวดีในประเทศ อาทิ การออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพิ่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (มาตรการฟื้นฟูฯ) ของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังวงเงินรวม 350,000 ล้านบาท และการออกแนวทางการผ่อนปรนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม ดัชนีปิดที่ 1,587.21 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.04% จากเดือนก่อนหน้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 ปี 2564 จะพลิกกลับมาเป็นบวกจากไตรมาสแรกที่ติดลบ และชัดเจนในช่วงสิ้นปี จากการเปิดประเทศ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นต่อได้ จากผลสำรวจนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ปรับเพิ่มเป้าดัชนี ณ สิ้นปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,629 จุด ตามการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) จะมากกว่า 50% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติหากการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98185</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO), เงินทุนไหลเข้า, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60628835723ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 19:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินต่างชาติไหลเข้าSET พ.ย.ทะลัก3.8หมื่นล.ดันตลาดหุ้นทะยาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย. 2563 รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 9-25 พ.ย. 2563 พบว่ามูลค่าซื้อขายของนักลงทุนแยกตามกลุ่ม นักลงทุนสถาบันอยู่ในสถานะขายสุทธิ 12,104.96 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 7,734.62 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 39,239.69 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติอยู่ในสถานะซื้อสุทธิ 43,610.03 ล้านบาท โดยเป็นมีสถานะซื้อสุทธิต่อเนื่อง 11 วัน และมีสถานะขายสุทธิเพียง 2 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันตลาดหุ้น เนื่องจากแรงซื้อในเดือนพ.ย.แม้จะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยกว่า 38,000 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี 2 เดือน แต่ยังมีสัดส่วนที่น้อยไม่ถึง 4% เมื่อเทียบกับแรงขายสุทธิที่มีมาตลอด 8 ปี ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2556 ถึงเดือน ต.ค. 2563 ประมาณ 972,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่า ปีไหนก็ตามที่กระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย จะหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นเสมอ โดยประเมินเงินทุนต่างชาติ ทุกๆ 10,000 ล้านบาทที่ไหลเข้ามีโอกาสหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 3 &amp;ndash; 4% ขณะเดียวกัน ในปีที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจะซื้อขายกันด้วย Valuation ที่สูงกว่าปกติ คือ มีระดับ Market Earning Yield Cap ต่ำเพียง 3.7% &amp;ndash; 4.1% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4.25%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นระบบ โดยเงินฝากในประเทศ ณ เดือนก.ย. อยู่ที่ 15.34 ล้านล้านบาท สูงเกินกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดในช่วงเดียวกัน และยังใกล้เคียงกับมาร์เก็ตแคป ณ ปัจจุบัน 15.59 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อได้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ส่วนใหญ่จะบวกได้เกือบ 1% เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในยุโรปที่เทรดบ่ายนี้บวกได้ราว 0.1-0.2% ซึ่งเชื่อว่า ฟันด์โฟล์วยังคงไหลเข้า แม้ว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ตลาดสหรัฐจะปิดทำการเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า แต่ Sentiment เศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นตามดีมานด์โลก เป็นแรงหนุนให้มีการย้ายมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,433.56 จุด เพิ่มขึ้น 17.84 จุด หรือเปลี่ยนแปลง +1.26% มูลค่าการซื้อขาย 80,409.51 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85153</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหุ้น, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83974</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 17:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;สั่งธปท.ดูแลสถานการณ์บาทแข็งชี้ตลาดหุ้นไทยแจ่มทุนนอกไหลเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พ.ย. 63 - นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เงินบาทที่กำลังแข็งค่าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าภายในประเทศ ว่า ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่ามีหลายมาตรการในการดูแล ส่วนสถานการณ์การไหลเข้าของเงินทุนนั้น เป็นผลมาจากภาพรวมตลาดหุ้นของไทยที่ปรับตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จากปัจจัยสนับสนุนในเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐฯ รวมถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของการไหลเข้าของเงินทุนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องบริหารในหลาย ๆ ด้าน และเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีสิ่งที่ต้องระวังตามมาคือการเก็งกำไร โดยทั้งหมดต้องช่วยกันทั้งมาตรการทางการเงินของ ธปท. และมาตรการทางการคลังของกระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การไหลเข้าของเงินทุนต้องไปดูในรายละเอียด เพราะมีมาจากหลายแหล่ง ตอนนี้เป็นเงินดอลล่าร์ที่ไหลเข้า ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรได้ ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของไทยยังไม่ถึงเวลาในการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูงต่าง ๆ ที่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี จากที่ผ่านมามีเพียงการนำเข้าขบวนรถไฟฟ้าสายสีชมพู กับสีเหลืองเท่านั้น โครงการต่าง ๆ จึงยังต้องใช้เวลา ดังนั้นอาจจะต้องมาดูในส่วนของเงินกู้ว่ามีส่วนไหนครบกำหนดเวลาชำระ จะได้จ่ายเงินดอลล่าร์ออกไป ก็จะช่วยผ่อนคลายได้บ้าง&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83974</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, บาทแข็ง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f86b3c1b27d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ตั้งแท่นคุมบาทแข็ง ชี้มีทุนนอกไหลเข้ามาเก็งกำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตั้งแท่นคุมเข้มบาทแข็งบีบเงินเฟ้อต่ำ ยอมรับมีทุนนอกไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้น-เก็งกำไรในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แจงส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ผ่านมา มาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการไหลออกของเงินทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กลับไปในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้ค่าเงินโดยรวมของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อ่อนค่าลง จากความกังวลหลายเรื่อง เช่น ปัญหาตุรกี อาร์เจนตินา และนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศที่เป้าหมายคือจีน เมื่อค่าเงินหยวนอ่อน ก็ทำให้ประเทศในภูมิภาคมีค่าเงินอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลจากต่างประเทศลดลง นักลงทุนกลับมา ทำให้ค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ปรับขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งต่างประเทศสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบหนี้ต่างประเทศ จึงมีเงินไหลเข้ามามากกว่าเมื่อเทียบประเทศอื่น ทั้งพันธบัตรระยะสั้น และบางส่วนเป็นการเก็งกำไร ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเร็วว่าประเทศในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ใครที่จะใช้ไทยเป็นที่พักเงิน เพราะเห็นว่าเราเป็นประเทศที่ปลอดภัย (Safe Heaven) และหวังว่าจะเห็นค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงเร็ว เราก็ต้องเข้าไปดูแล ซึ่งมีมาตรการที่ใช้ตามปกติ&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลให้การทำนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติต้องล่าช้าไปหรือไม่ โดยค่าบาทที่แข็งค่านั้น จะกระทบต่อสภาพคล่องโดยเฉพาะผู้ส่งออก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะบาทแข็งทำให้ราคาสินค้ามันไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ทำให้อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำอยู่แล้ว ส่งผลให้แรงกดดันอัตราเงินเฟ้อยิ่งน้อยลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายการเงินของไทยขณะนี้ยังมีอิสระ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ไม่มีแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหลังจากนี้ หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ไม่ใช่การผ่อนคลายแบบมากๆ เหมือนที่ผ่านมา และการขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่ใช่การขึ้นแบบแรง ไม่ขึ้นต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจอยู่กับอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน จนเกิดความชะล่าใจ และการขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐเตรียมประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนค่าเงิน ว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลค่าเงินทั้ง 2 ทาง ไม่มีนโยบายค่าเงินเพื่อความได้เปรียบทางการค้า จะเห็นได้ว่าในปี 2560 หากมีการแทรกแซงค่าเงินจริง ค่าเงินบาทไทยจะไม่แข็งค่าเร็วมากที่สุดในเอเชียตะวันออก ธปท.จะเข้าไปดูแลบางช่วงที่มีไหลเข้า เฉพาะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่เรื่องเงินทุนที่เข้ามาจากการค้า ไม่ให้เข้ามากระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ตลาดเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนให้เปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16532</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุมค่าเงินบาท, ค่าเงินบาทแข็ง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายวิรไท สันติประภพ, เงินทุนไหลเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประสานเสียงจีดีพีแกร่ง จับตาเงินทุนไหลเข้า กระทบค่าเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิดโวจีดีพีไทยแข็งแกร่ง เติบโตเกิน 4.5% แน่นอน ด้านธปท.เห็นด้วย แต่ตอนนี้จับตาเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นทำค่าเงินผันผวน &amp;nbsp;ส่วนดอกเบี้ยโยน กนง.พิจารณา ฝากธนาคารกสิกร ชี้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดี เผยยังไม่มีแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จีดีพีของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีจะสูงกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ คาดว่าจะสูงเกิน 4.5%. อย่างแน่นอนเพราะรัฐบาลเร่งรัดการลงทุน การปฏิรูปหลายด้าน ท่ามกลางปัจจัยบวกอัตราเงินเฟ้อ 1 %การส่งออกคาดว่าขยายตัวมากกว่า8 %ทุนสำรองระหว่างประเทศ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี 40 %นับว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเร่งรัดลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน หวังใช้แหล่งทุนหลายรูปแบบ ทั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนผ่านเอกชนและงบประมาณ เพื่อดูแลหนี้สาธารณะต่อจีดีพี &amp;nbsp;40-50 ไม่ให้สูงเกินเพดานความยั่งยืน และการปรับไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่แล้ว อีกทั้งประเทศไทยมีความโดดเด่นในอาเซียน หากสามารถให้ข้อมูลความคืบหน้าในโครงการต่างๆ แก่นักลงทุนได้อย่างชัดเจนก็จะทำให้นักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยได้อย่างมั่นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อนโยบายการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย : ทิศทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ในงาน Thailand Focus 2018 ว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าที่คาด โดยล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2561 ขยายตัวถึง 4.6% สูงกว่าความคาดหมายของ ธปท. ทั้งนี้เป็นผลจากการเติบโตได้ดีในทุกภาคส่วน ทั้งการส่งออก การบริโภคในประเทศ และการลงทุนภาคเอกชน และสะท้อนว่าผลจากการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นได้เริ่มกระจายตัวไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดนโยบายการเงินของไทยว่าใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เป้าหมายเงินเฟ้อ, การเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพในภาคการเงิน ตลอดจนพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้า การติดตามการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักด้วย ส่วนปัจจัยในประเทศต้องติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวภายหลังจากเกิดเหตุเรือล่มที่ จ.ภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับต่อความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเข้มแข็งมากที่สุดในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้มีความอิสระที่จะสามารถกำหนดนโยบายการเงินได้เอง แตกต่างจากประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ นอกจากนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยยังมีการกันสำรองอยู่ในระดับสูง และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไทย กล่าวอีกว่า แม้ไทยจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายการเงินได้เอง แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานเกินไปด้วย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะมีทิศทางใดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาวะเงินบาทที่กลับมาปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจที่ในช่วง 3-4 วันนี้พบเม็ดเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาพักในตลาดพันธบัตรระยะสั้นของไทยมากขึ้น และอยู่ในระดับที่สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งอาจเป็นเพราะฐานะด้านต่างประเทศของไทยมีความเข้มแข็งมากกว่า ขณะที่บางประเทศมีประเด็นปัญหาด้านความมั่นคง จึงไม่จูงใจให้นักลงทุนนำเงินเข้าไปลงทุนเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจับตาใกล้ชิด ก็เห็นว่ามีการเคลื่อนไหวของเงินเข้ามา ซึ่งจากมุมมองของนักลงทุน ความกังวลบางเรื่องลดลงไป การเคลื่อนไหวของเงินจึงเข้ามาในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น และช่วง 3-4 วัน มีเข้ามาในตลาดพันธบัตรระยะสั้น เราติดตามดูใกล้ชิด แต่ก็อาจเพราะฐานะด้านต่างประเทศเราแข็งแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดย ธปท. จะจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการใด ๆ ออกมารองรับ&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า สถานการณ์ของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 นี้ มองว่ามีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการลงทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน นับเป็นปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันการผลักดันเกี่ยวกับการลงทุนที่กระจายตัวไปภาคธุรกิจต่างๆ ย่อมมีผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ยังไม่แผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากสภาพคล่องของธนาคารยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของโลกจะเป็นขาขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางประเทศอื่น ได้ทำการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารกสิกรไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะสภาพคล่องของธนาคารยังสูงอยู่ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆในบางประเทศตลาดได้รับรู้ไปแล้ว ในรอบนี้เราอาจจะไม่เป็นผู้นำในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย&amp;rdquo;นายบัณฑูร กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16466</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารกสิกรไทย, ธปท., บัณฑูร ล่ำซำ, วิรไท สันติประภพ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, เงินทุนไหลเข้า, เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
