<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประยุทธ์’เซ็งมีแต่คนติ ศก.ไม่ดีก็บอกวิธีแก้มา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชักยัวะ! มีแต่คนติเศรษฐกิจไม่ดี ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ แล้วก็โยนกลับมาว่ารัฐบาลแก้ไม่ได้ ลั่นให้เสนอมา ถ้าดีจะทำให้ คลังโอดห่วงบาทโป๊ก ซ้ำเติมส่งออกไทยโคม่าหนัก พาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.62 เพิ่ม 0.87% สูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังราคาอาหารสดพุ่งและราคาพลังงานลดลงต่ำสุดในรอบ 8 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสภาวะเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจไทยสามารถประเมินกันได้ว่าจะมากหรือจะน้อยก็ว่าไปตามสถานการณ์ภายในและภายนอก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยกันว่าจะแก้ปัญหายังไง ตนอยากจะฟังจากหลายๆ คนมากกว่าจะมาบอกกันว่าไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ แต่ไม่ได้บอกว่าจะแก้ยังไง แล้วก็โยนกลับมาว่ารัฐบาลแก้ไม่ได้ ไม่สำเร็จแสดงว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ก็ลองเสนอมาสิ ถ้าดีตนก็จะทำให้ หรือไม่ก็ทำความเข้าใจว่าทำไม่ได้เพราะอะไร หลายอย่างถ้ามานั่งอยู่ตรงนี้จะรู้ว่าอะไรมันทำได้หรือไม่ได้ มันต้องมีกฎกติกาเยอะแยะไปหมด ถ้าทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ วิธีการ มันก็อันตราย แล้วใครจะรับผิดชอบ ก็เห็นใจกันด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องค่าเงินบาท เรื่องมาตรการต่างๆ มีการหารือกันมาตลอด ก็มีการตั้งคณะกรรมการติดตามอย่างใกล้ชิด มาตรการหลายอย่างออกไป หลายอย่างก็ดีขึ้น แต่บางอย่างก็ยังไม่ดีขึ้น นี่คือการแก้ปัญหาที่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วันนี้เรื่องการค้าขายผลิตผลทางการเกษตร ก็ให้ รมว.พาณิชย์ไปเดินสายอยู่ ทั้งเยอรมนี ตุรกี สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรหลายรายการด้วยกัน เราต้องดูแลทั้งตลาดเก่า ตลาดใหม่ และตลาดชายแดน ทุกประเทศเศรษฐกิจเขาตกหมดมันก็ตกตามกัน แต่ทำยังไงมันจะขึ้นไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพราะมันต้องมีการค้าต่างตอบแทนกัน สิ่งที่เราเน้นคือการซื้อขายชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งมีคุณภาพสูงพอสมควร และเรื่องการท่องเที่ยวที่วันนี้ยังดีอยู่ จากหลายมาตรการที่ออกมา &amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบันจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยให้มีปัญหามากขึ้น แต่ยังคงเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะบริหารจัดการและติดตามใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้ออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทมาระดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับหากมีคณะกรรมการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ที่มีทั้งกระทรวงการคลัง ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่ รมว.การคลังดำเนินการนั้น จะช่วยทำให้ค่าเงินบาทของไทยกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จะส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ที่ต้องมีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากต่างประเทศ ก็จะทำให้สถานการณ์ค่าเงินบาทผ่อนคลายลง และมีเสถียรภาพมากขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังหวังว่าการส่งออกของไทยในปี 2563 จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นกว่าปี 2562 โดยยังคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 2.6% และการส่งออกจะเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 2 ม.ค.2563 เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงจากที่ได้แข็งค่าเร็วในช่วงก่อนวันหยุดสิ้นปี มาที่ระดับ 30.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอัตราอ้างอิงเฉลี่ยของวันที่ 30 ธ.ค.2562 โดยสภาพคล่องในตลาดเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่ค่าเงินบาทยังมีความผันผวนสูงในสภาวะที่ตลาดกำลังมีการปรับสมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขายดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธปท.จะดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด โดยผู้ร่วมตลาดอาจรอดูสถานการณ์การปรับตัวของตลาดสู่ภาวะปกติก่อนเร่งทำธุรกรรม&amp;rdquo; นางวชิรากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) ว่าเดือน ธ.ค.62 ดัชนีอยู่ที่ 102.62 เพิ่มขึ้น 0.01% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.62 และเพิ่มขึ้น 0.87% เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.61 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันในอัตราสูงที่สุดในรอบ 5 เดือน หลังจาก ชะลอตัวลงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ส.ค.62 ส่วนค่าดัชนีเฉลี่ยทั้งปี 62 เพิ่มขึ้น 0.71% เมื่อเทียบกับปี 61 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาอาหารสด และพลังงานออกจากการคำนวณ เดือนธ.ค.62 อยู่ที่ 102.80 เพิ่มขึ้น 0.03% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.62 และเพิ่มขึ้น 0.49% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.61 ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั้งปี 62 เพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบกับปี 61
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.62 เพิ่มขึ้น 0.87% นั้น เป็นการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีการแอลกอฮอล์ 1.73% จากการเพิ่มขึ้นของข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวสารเหนียว, เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ, ไข่และผลิตภัณฑ์นม, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผัก ผลไม้สด ขณะที่สินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่อง สูงขึ้น 0.38% จากการสูงขึ้นของหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล, หมวดเคหสถาน ทั้งค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน, หมวดบันเทิง การอ่าน การศึกษา ทั้งค่าเดินทางไปเยี่ยมญาติและทำบุญ ค่าเล่าเรียน, หมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร จากค่าโดยสารสาธารณะ ค่าทางด่วน ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง หดตัว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.62 ที่เพิ่มขึ้น 0.87% มาจากราคาอาหารสดสูงขึ้น และราคาพลังงานหดตัวน้อยที่สุดในรอบ 8 เดือน ขณะที่ราคาหมวดอื่นๆ ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ โดยเฉพาะชิมช้อปใช้ ที่ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋า ทำให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนเงินเฟ้อทั้งปี 62 ที่เพิ่มขึ้น 0.71% ยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพและอยู่ในกรอบเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.70-1.00%&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวต่อถึงเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปปี 63 ว่าคาดขยายตัว 0.40-1.20% โดยมีค่ากลางที่ 0.80% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.7-3.7%, ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 58-68 เหรียญสหรัฐบาร์เรล แต่อาจปรับประมาณการใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 60-70 เหรียญฯ/บาร์เรล และค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-32 บาท/เหรียญฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป้าหมายเงินเฟ้อปี 63 สนค.ได้พิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หมดแล้ว ทั้งสงครามการค้า ที่คลี่คลายลง และน่าจะทำให้การส่งออกดีขึ้น, ภัยแล้ง ที่จะทำให้ผลผลิตเสียหาย และราคาสูงขึ้น แต่เชื่อว่า ปี 63 ราคาสินค้าเกษตรไม่น่าสูงขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับปี 62 เพราะราคาปี 62 ก็สูงมากแล้ว ส่วนราคาน้ำมันดิบน่าจะใกล้เคียงปี 62 คาดว่าเงินเฟ้อไตรมาส 1 ปี 63 น่าจะใกล้เคียงเดือนธ.ค.62 ที่ 0.80% เพราะราคาน้ำมันยังทรงตัว&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากนั้น หากมองในแง่ผู้บริโภคจะรู้สึกพอใจ เพราะทำให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้น ขณะที่วัตถุดิบนำเข้าเพื่อนำมาผลิตสินค้าในประเทศ ก็ไม่สูงขึ้นด้วย จึงไม่มีแรงกดดันทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่หากมองในแง่ผู้ผลิตและผู้ส่งออก จะทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง โดยเฉพาะภาคเกษตร และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ที่จะมีเงินใช้จ่ายลดลง ซึ่งไม่ใช่แรงกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีกเช่นกัน ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.63 ไม่มีผลทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น โดยกรมการค้าภายในแจ้งว่า ยังไม่มีผู้ผลิตสินค้ารายใดขอปรับขึ้นราคาขายสินค้าจากค่าแรงปรับขึ้น จึงยังไม่มีผลทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปี 63 สนค.จะแถลงข่าวเงินเฟ้อทุกวันที่ 5 แต่ไม่เกินวันที่ 7 ของเดือน จากเดิมทุกวันที่ 1 ของเดือน เพื่อให้มีเวลาวิเคราะห์ตัวเลขมากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53720</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซ้ำเติมส่งออก, ราคาอาหารสดพุ่ง, ส่งออก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินบาทแข็ง, เงินเฟ้อ, เศรษฐกิจไม่ดี, เศรษฐกิจไม่ดีบอกวิธีแก้มา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200102/image_big_5e0df97dd404b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น‘เวิลด์แบงก์’ขยับอันดับ แนะเร่งลงทุนช่วงบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; ลุ้น ต.ค.นี้เวิลด์แบงก์ขยับอันดับทำธุรกิจคล่องให้ไทย หลังหน่วยงานรัฐเร่งปรับกระบวนการทำงานให้ลื่นปรื๊ด &amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; ชี้อัตราดอกเบี้ยไม่ใช่กลไกสำคัญ โยน ธปท.พิจารณาทิศให้เหมาะสม แนะสร้างความเชื่อมั่นภายในฉวยจังหวะบาทแข็งเร่งลงทุนช่วยเงินอ่อนค่า ด้านคลังห่วงเฟดลดดอกเบี้ยนโยบายทำบาทโป๊กกระทบส่งออกไทยปีนี้สาหัสต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จะประกาศผลการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในวันที่ 30 ต.ค.2562 โดยคาดว่าการจัดอันดับของไทยในปี 2562 จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้น จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับที่ 27 โดยไทยยังเป็นรองประเทศในกลุ่มอาเซียนเพียง 2 ประเทศ คือ ประเทศสิงคโปร์ ที่อยู่อันดับ 1 ของโลก และประเทศมาเลเซีย ที่อยู่ในอันดับ 10 กว่า โดยภาพรวมเชื่อว่าไทยจะได้รับการพิจารณาปรับอันดับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราทำตามคำแนะนำของเวิลด์แบงก์ ทำให้คาดว่าจากแนวโน้มการจัดการที่ดีขึ้นนี้ จะทำให้อันดับของไทยจะได้รับการพิจารณาเพิ่มขึ้น แต่การจะบอกว่าได้อันดับที่เท่าไหร่ คงบอกได้ยาก อันดับที่ดีขึ้นเป็นประโยชน์กับประเทศอยู่แล้ว เพราะความสะดวกทางธุรกิจไม่ใช่แค่กับผู้ประกอบการไทย แต่ต่างชาติถ้าเห็นอันดับไทยขึ้น ก็จะเป็นผลบวกกับประเทศไทยด้วย&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวอีกว่า ในปี 2562 ภาครัฐได้ปรับกระบวนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในทุกด้าน โดยงานในด้านสำคัญต่างๆ มีความก้าวหน้า ส่วนใหญ่เป็นงานในการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและประชาชน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านเทคโนโลยี ลดจำนวนวัน ลดจำนวนเอกสาร เช่น การจดทะเบียนนิติบุคคล มีความคืบหน้าที่ดี ลดจำนวนวันในการทำงาน, การตรวจแบบการก่อสร้าง ที่ลดจำนวนวันลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากการประชุมพบว่าไทยมีการปรับปรุงชัดเจนในหลายๆ ด้าน น่าจะส่งผลดีกับอันดับของไทย โดยเฉพาะเรื่องที่คาดว่าจะได้รับคะแนนค่อนข้างมาก เช่น การลดค่าใช้จ่ายของการไฟฟ้า ซึ่งทำได้ดี และไทยก็อยู่อันดับที่ 6 ของโลก นอกจากนี้ เป็นเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินกับกรมที่ดิน ที่สามารถครอบคลุม เชื่อมโยงกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ลดขั้นตอนเรียกเอกสาร รวมทั้งกระบวนการทางศุลกากร ที่มีการใช้ระบบ Pre Arrival Processing เต็มรูปแบบจากปีก่อนที่อยู่ในช่วงนำร่อง และกระบวนการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ของกรมสรรพากรที่ดำเนินการหลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75%-2.00% ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ไทยจะต้องเร่งดำเนินการ คือการสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่กลไกที่สำคัญมาก การจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องพิจารณาให้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าหลายอย่างมาจากที่ประเทศไทยลงทุนน้อยเกินไป ดังนั้นควรจะถือโอกาสและจังหวะนี้ในการเร่งลงทุนเพื่ออนาคต ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ที่ผ่านมา ธปท.ได้ดูแลมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำได้เองตลอด เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ ต้องมั่นใจในตัวเอง พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแรงมาก ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ เราต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยนั้น ไม่ใช่ที่สุดของเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ ต้องดูปัจจัยหลายอย่างประกอบด้วย&amp;rdquo; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และตลาดยังมองอีกว่าปีนี้เฟดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องนำไปประเมินว่าจะมีผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ในส่วนของกระทรวงการคลัง ยอมรับว่ามีความกังวลว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่ปัจจุบันไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. ต้องดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าค่าเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้ แต่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศคู่แข่ง และเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวอีกว่า ในส่วนผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น จะมีผลทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจุบันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวจะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยเล็กน้อย ไม่มาก โดยทั้งปี 2562 สศค.คาดการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยสูงกว่าราคาในปัจจุบันอยู่แล้ว จึงไม่เป็นห่วงในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนของไทยในระดับที่ 78% ของจีดีพี เมื่อตัดหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจ 12-13% จะทำให้หนี้ครัวเรือนที่แท้จริงอยู่ที่ระดับ 65% ของจีดีพี ถือว่าไม่สูงมากนัก และไม่มีความน่าเป็นห่วง เพราะว่าหนี้เสียของหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับ 3% ซึ่งถือเป็นระดับปกติของหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน ไม่ได้มีนัยแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) ตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเสนอมานั้น อยู่ระหว่างการศึกษาว่ามีความจำเป็นต้องมาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้หรือไม่ เพราะ LTF ได้ทำหน้าที่ในการสร้างตลาดทุนให้เข้มแข็งได้ตามวัตถุประสงค์แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46177</URL_LINK>
                <HASHTAG>ลงทุนช่วงบาทแข็ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันดับทำธุรกิจ, เงินบาทแข็ง, เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d838f62076ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ผวาเงินบาทแข็งโป๊ก คลังชงครม.ตรึงแวต7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กกร.ผวา &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; แข็งหนักผสมเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หวั่นกระทบส่งออก-จีดีพีหด &amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo;ชงอุตตมขยายเวลาแวต 7% ต่อไปอีก หากปรับขึ้นซ้ำเติมปัญหาปากท้อง &amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; บี้ รสก.เร่งลงทุนนำเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร.แถลงว่า กกร.เป็นห่วงอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปีนี้อาจต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.9-3.3% เพราะขาดปัจจัยหนุน และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามการค้า, เบร็กซิต และค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นอีกหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของการส่งออก ที่ขณะนี้คาดอยู่ในช่วงติดลบ 1% ถึงขยายตัว 1% รวมทั้งจะกระทบต่อการท่องเที่ยวและการดึงดูดการลงทุนของไทย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;อยากให้ทางการออกมาตรการเพื่อดูแลการแข็งค่าของเงินบาทโดยเร็ว ส่วนการใช้จ่ายภายในประเทศก็ถูกกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ซึ่ง กกร.จะติดตามและทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมนี้&amp;rdquo; นายปรีดากล่าว และว่า ต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชิม ช้อป ใช้ รวมถึงมาตรการประกันรายได้สินค้าเกษตรสำคัญๆ อาจมีแรงบวกที่จะสามารถชดเชยผลกระทบเพียงใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้จะเข้าหารือกับนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.2562 ออกไปอีก ส่วนจะขยายไป 1 หรือ 2 ปี ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจไทยตอนนี้ชะลอตัวมาก ไม่เหมาะที่จะปรับขึ้นภาษีแวตเป็น 10% กรมจึงเสนอให้ขยายเวลาการลดภาษีแวตเหลือ 7% เหมือนเดิมไปก่อน&amp;quot; นายเอกนิติกล่าว และว่า การปฏิรูปภาษีสรรพากร และการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 10% ตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ รมว.การคลังได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ที่มีนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ประชุมนัดแรกไปแล้วเพื่อกำหนดแนวทางการศึกษาปฏิรูปภาษีว่าควรทำอย่างไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอุตตมกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกผันผวน โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ถดถอย เพียงแค่เติบโตช้าลงเท่านั้น จึงต้องการความช่วยเหลือจากรัฐวิสาหกิจในการช่วยขยับแผนลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบว่าในภาวะเช่นนี้ การลงทุนของรัฐบาลยังเป็นไปตามแผน ซึ่งที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเร่งการลงทุน โดยกระทรวงการคลังได้ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ติดตาม และเชิญรัฐวิสาหกิจแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อหารือเรื่องการลงทุน แก้ปัญหาที่ติดขัด เพื่อให้การลงทุนเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐวิสาหกิจจะมองเรื่องการลงทุนระยะยาวอย่างเดียวไม่ได้ ในภาวะเศรษฐกิจชะลอก็ต้องช่วยลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นกลไกให้การเติบโตเศรษฐกิจไทยมีความสมดุล การเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจจะชะลอการลงทุนเหมือนภาคเอกชนไม่ได้&amp;rdquo;นายอุตตมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังย้ำว่า เป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจต้องเดินหน้าลงทุนตามแผน เพื่อคลายความกังวลให้ภาคเอกชนว่ารัฐยังเดินหน้าลงทุนอยู่ เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้ถดถอย แต่โตช้าลง รัฐวิสาหกิจต้องช่วยประคองไว้ โดยรัฐวิสาหกิจต้องประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนรู้ว่ามีแผนลงทุนอะไรที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อดำเนินการได้เร็วขึ้น ส่วนการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจนั้น กระทรวงการคลังมีผู้แทนกรรมการในรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ซึ่งได้ขอให้ทำงานอย่างเข้มข้น ให้ใช้บทบาทนี้ให้เต็มที่ในการช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เร็วขึ้น ให้มีการลงทุนตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า จะเรียกกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพต่อการลงทุน เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), &amp;nbsp; บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทลูกของ ปตท. รวมถึงกลุ่มการไฟฟ้าเข้ามาพูดคุยถึงแผนงานการลงทุนในปีนี้ และปีหน้าเป็นรายบริษัท โดยเร่งการใช้งบให้เร็วขึ้น รวมถึงการเร่งลงทุนในประเทศเพิ่ม เพราะปีหน้ามีการลงทุนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง และมีงบลงทุนมากกว่าปีงบประมาณ 2562&amp;nbsp;
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สคร.กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนลงทุนรัฐวิสาหกิจปีนี้ทั้ง 45 แห่งให้ได้ตามเป้าหมาย 3.4 แสนล้านบาท และจะผลักดันแผนการลงทุนรัฐวิสาหกิจปีหน้าให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเบื้องต้นรัฐวิสาหกิจได้ทำกรอบแผนการลงทุนไว้แล้วสูงกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ยังต้องสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาอนุมัติแผนอยู่ แต่มั่นใจว่าปีหน้าจะมีการลงทุนมากกว่าปีนี้แน่นอน เพราะต้องใช้รัฐวิสาหกิจในการขับเคลื่อนและลงทุนเพื่อดูแลเศรษฐกิจประเทศตามนโยบายรัฐ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., ค่าเงินบาทแข็ง, สรรพากร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ, เงินบาทแข็ง, แวต 7%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6fca58d6b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
