<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2020 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2020 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AFเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค. 2563 เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการ บริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือ AF&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีมติอนุมัติการจ่ายปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม-30 กันยายน 2563&amp;nbsp; และจากกำไรสะสมให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.021 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมเป็นเงิน 33.60 ล้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล 30 ธันวาคม &amp;nbsp;2563 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 11 มกราคม 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 &amp;nbsp;แต่บริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง&amp;nbsp; จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ โดยมีนโยบายในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือทางด้านเงินทุนกับผู้ประกอบการ SME &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเตรียมวงเงินปล่อยสินเชื่อ&amp;nbsp; 2,500&amp;nbsp; ล้านบาท &amp;nbsp;

ล่าสุดนาย อัครวิทย์&amp;nbsp; สุกใส&amp;nbsp; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&amp;nbsp; บริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง&amp;nbsp; จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; และนาย อภิสิทธิ์ คุปรัตน์&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัท พันธวณิช&amp;nbsp; จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU &amp;nbsp;&amp;nbsp;

เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการ Supply Chain Finance &amp;nbsp;บริการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนทางธุรกิจสำหรับผู้ขายหรือซัพพลายเออร์บนระบบจัดซื้อของพันธวณิช&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ

บริษัทพันธวณิชเป็นผู้ให้บริการด้านระบบจัดซื้ออิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp; E-Procurement Platform อันดับ 1 ของอาเซียน&amp;nbsp; มีมูลค่าการซื้อขายผ่านระบบจัดซื้อนี้กว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี&amp;nbsp; มีใบสั่งซื้อผ่านระบบจำนวนมากกว่า 1 ล้านฉบับต่อปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเป็นผู้ให้บริการระบบจัดซื้อกับบริษัทขนาดใหญ่&amp;nbsp; กว่า 300 บริษัท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กลุ่มบริษัท CP&amp;nbsp; บริษัท CP All &amp;nbsp;กลุ่มบริษัททรู&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มธนาคาร กลุ่มบริษัทค้าปลีก ฯลฯ เป็นต้น&amp;nbsp; และมีฐานสมาชิกผู้ขายที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วมากกว่า 20,000 บริษัท&amp;nbsp;

นายอัครวิทย์ กล่าวว่า การร่วมลงนามในความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการขยายช่องทางในการหาลูกค้าซึ่งจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่เป็นผู้ขายหรือซัพพายเออร์ที่อยู่ในระบบจัดซื้อของพันธวณิช&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้จะถูกสกรีนหรือตรวจสอบมาระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะมีข้อมูลดิจิทัลที่บ่งบอกถึงตัวตน&amp;nbsp; ประวัติการทำธุรกิจว่าดีหรือไม่ และหากเขาสนใจขอสินเชื่อก็สามารถยื่นเอกสารกับทางพันธวณิชซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเราในการพิจารณาปล่อยกู้ได้ง่ายและประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ

&amp;ldquo;เราเริ่มจากซัพพายเออร์ที่เป็นคู่ค้าของกลุ่มเครือ CP &amp;nbsp;ก่อน&amp;nbsp; หากทุกอย่างไปได้ดี&amp;nbsp; เราก็จะนำบริการทางการเงินของบริษัทในเครือไอร่า มานำเสนอต่อยอดปล่อยกู้&amp;nbsp; เช่น ลีสซิ่ง&amp;nbsp; สินเชื่อบุคคล&amp;nbsp; ฯลฯ เป็นต้น&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นการทำให้บริการที่ครบวงจร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88185</URL_LINK>
                <HASHTAG>เงินปันผล, ไอร่า แคปปิตอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201228/image_big_5fe9704beb5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69230</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 17:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.แจงเหตุผลที่ขอให้แบงก์งดจ่าย “เงินปันผลระหว่างกาล” และ “งดซื้อหุ้นคืน” ย้ำไม่ต้องการให้การ์ดตกในการต่อสู้วิกฤตระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และจะจบอย่างไร การรักษาภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่าการรักษาภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพของคนไทยแต่ละคน

ภูมิคุ้มกันที่สำคัญมากอันหนึ่งของธนาคารพาณิชย์คือระดับเงินกองทุน ที่เป็นกันชนรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้เงินกองทุนจะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูอย่างเต็มที่
การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และแนวทางบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยเข้มแข็ง (ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ BIS ratio ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ร้อยละ 18.7) ธนาคารพาณิชย์จึงสามารถออกมาตรการช่วยดูแลและเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้หลากหลายมาตรการ ในระยะข้างหน้าที่เรายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เราไม่ควร &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ควรจะรักษาระดับเงินกองทุน หรือ &amp;ldquo;กันชน&amp;rdquo; ของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย
&amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; เป็นมาตรการเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ &amp;ldquo;การ์ดตก&amp;rdquo; ให้รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งต่อเนื่องจนกว่าจะจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

การประเมินระดับเงินกองทุนที่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์ก็เหมือนการตรวจสุขภาพที่ต้องทำเป็นประจำ ในรอบที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ประเมินและจัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งสถานการณ์วันนี้ได้เปลี่ยนไปมาก นอกจากนี้ ทั้งการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และของลูกค้าก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม และมาตรการล๊อคดาวน์ด้วย ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ในช่วงที่ต้องได้รับการเยียวยา ปรับตัว หรือวางแผนธุรกิจใหม่ ธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งลูกค้าและแผนธุรกิจของตนเองได้อย่างชัดเจน ธปท. จึงขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าโดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการหลากหลายด้านเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ และผ่อนผันกฎเกณฑ์การกำกับดูแลหลายเรื่องเพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ด้วย ธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเยียวยาและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งต้องคำนวณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผลประกอบการและระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อย่างละเอียดในสถานการณ์ต่างๆ (scenarios) ในอนาคตด้วย

ในภาวะปกติ ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง (ไม่ใช่ทุกแห่ง) จะจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงเดือนสิงหาคม &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; หรือ interim dividend เป็นการจ่ายเงินปันผลนอกรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่ต้องรอคำนวณผลการดำเนินงานเมื่อครบปี หรือครบรอบระยะเวลาบัญชี โดยอาจจะคำนวณจากผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรกและผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนำมาจ่ายเป็น &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ให้แก่ผู้ถือหุ้นในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม

ส่วนการ&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นั้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่คิดว่ามีเงินกองทุนในระดับสูงเกินความจำเป็น หรือเห็นว่าราคาหุ้นในตลาดลงไปอยู่ในระดับต่ำเกินควร ได้มีแผน&amp;rdquo;ซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;จากผู้ถือหุ้นทั่วไป ซึ่งหมายถึงการซื้อหุ้นของตัวเองจำนวนหนึ่งออกจากตลาดหลักทรัพย์มาเก็บไว้ หรือเพื่อนำไปลดทุนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง (การงดการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์นั้น &amp;rdquo;ไม่กระทบ&amp;rdquo;ต่อการซื้อขายหุ้นธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์ของประชาชนตามปกติแต่อย่างใด)
การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบรุนแรง และยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ธนาคารพาณิชย์จึงควรใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ วางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง และทำงานกับลูกค้ากลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แผนบริหารจัดการเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ที่จัดทำใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์ข้างหน้า และสอดคล้องกับบทบาทของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยภายหลังจากที่การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลงด้วย

การขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;นี้ แม้ว่าจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในช่วงสั้นๆ แต่จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย เพราะจะช่วยให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้มแข็ง รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง มีกันชนที่จะรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก โดยเฉพาะถ้าเกิดการแพร่ระบาดโควิด 19 ระยะใหม่ๆ

การประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายกลางของ ธปท. นอกจากจะช่วยให้เกิดความชัดเจนแก่ผู้ร่วมตลาดแล้ว ยังช่วยลดความกังวลให้แก่ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการบริหารจัดการแบบระมัดระวังเป็นพิเศษ ในช่วงที่ผ่านมาผู้บริหารธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้แจ้งความกังวลให้ธปท. ทราบว่าผู้ถือหุ้น และผู้ฝากเงินอาจจะเข้าใจผิดได้ ถ้าธนาคารพาณิชย์บางแห่งที่เคยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประกาศงดจ่ายในปีนี้ หรือยกเลิกแผนการซื้อหุ้นคืนด้วยตนเอง อาจจะถูกเข้าใจผิดไปว่าธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการรอบคอบระมัดระวังเป็นพิเศษหรืออยาก &amp;ldquo;ตั้งการ์ดสูง&amp;rdquo; เป็นธนาคารพาณิชย์ที่กำลังมีปัญหาเรื่องฐานะการเงินหรือได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 รุนแรงกว่าธนาคารพาณิชย์อื่น ถ้า ธปท. ไม่ออกแนวนโยบายกลางให้ชัดเจน ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่เคยจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; ก็คงจะต้องจ่ายไปตามปกติ ทั้งที่อยากจะสร้างกันชน และใช้เวลาประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบระมัดระวัง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

ใครที่ติดตามเรื่องของธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินรอบโลกก็คงไม่แปลกใจกับนโยบายเรื่องนี้ของ ธปท. ในขณะที่ ธปท. เพิ่งขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย&amp;rdquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo;ในระหว่างทบทวนแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่ ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลหลายประเทศทั่วโลกได้ออกนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปก่อนหน้านี้หลายเดือน บางประเทศ(เช่น อังกฤษ)ขอให้งดซื้อหุ้นคืน และไปไกลถึงขนาดขอให้งดการจ่ายเงินปันผลประจำปีจากผลประกอบการของปีที่แล้วด้วย บางประเทศ(เช่น สหภาพยุโรป และนิวซีแลนด์)ขอให้งดซื้อหุ้นคืนและงดการจ่ายเงินปันผลไประยะเวลาหนึ่งเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์โควิด 19 ก่อน บางประเทศ(เช่น ออสเตรเลีย)ขอให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำ stress test ใหม่ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ ก่อนที่จะพิจารณาจ่ายเงินปันผล หลายประเทศที่เป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็มีแนวนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลเช่นกัน รวมทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ​ (IMF) ได้ออกมาสนับสนุนให้ธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินทั่วโลกมีนโยบายระงับการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารพาณิชย์ด้วย

แนวนโยบายเรื่องการขอให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่าย &amp;ldquo;เงินปันผลระหว่างกาล&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;งดซื้อหุ้นคืน&amp;rdquo; ในระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนใหม่นี้ จะเป็นผลดีสำหรับผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว เป็นผลดีต่อผู้ฝากเงิน และเป็นผลดีต่อระบบสถาบันการเงิน จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับเงินกองทุนให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่อง เป็นกันชนรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต และมีเงินกองทุนที่จะสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลายลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69230</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อหุ้น, ธนาคารพาณิชย์, ธปท., เงินปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ถือหุ้นKTCเฮ! จ่ายปันผล 5.30 บาทต่อหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย.2561 &amp;ndash; นายบูชา ศิริชุมแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ได้ทำหนังสือที่ BD&amp;amp;CES 021/KTC 303/2561 ลงวันที่ 20 เมษายน 2561 ถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อแจ้งมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 (ครั้งที่ 16)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื้อหาที่น่าสนใจนอกจากการอนุมติงบแสดงฐานะการเงิน และงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแล้วในรอบบัญชี สิ้นสุด 31 ธ.ค.2560 แล้ว คือ การอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 5.30 บาท รวมเป็นเงินปันผลจำนวนทั้งสิ้น 1,366,517,057 บาท โดยวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผล คือวันที่ 27 เม.ย.2561 และได้กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 พ.ค.2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7490</URL_LINK>
                <HASHTAG>KTC, งบการเงิน, ตลท., ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บัตรกรุงไทย, ผู้ถือหุ้น, มติที่ประชุม, เงินปันผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad99916ee32e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 21:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถือรอปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน เม.ย. ดัชนีหุ้นไทยนอกจากจะถูกกดดันด้วยการขายลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็น บจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือน เม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะถือหุ้นเพื่อรอปันผล แทนการซื้อขายบนกระดาน เพราะอย่างน้อยยังมีการันตีว่าถึงอย่างไรก็ได้เงินคืนอย่างแน่นอน ซึ่งจะน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นๆ ว่ามีการเติบโตมากน้อยเพียงใด รวมถึงเงื่อนไขนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการจ่ายปันผลปีละกี่ครั้ง นอกเหนือจากนั้น ก็ต้องดูพื้นฐานของ บจ.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.ทิสโก้) ระบุว่า จากสถิติย้อนหลัง 7 ปี พบว่ากว่า 70% ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงที่หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นปันผลดีก่อนที่ บจ.จะประกาศจ่ายปันผล หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นหลังตรุษจีนและถือต่ออีก 1 เดือน หรือขายออกในสิ้นเดือน มี.ค. จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.8% หากถือไว้ 2 เดือน หรือขายออกช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในปี 60 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มี บจ. ประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 487 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) มูลค่ารวม 478,092 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แบ่งเป็น บจ.ใน SET 400 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 473,270 ล้านบาท และ บจ.ใน mai 87 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 4,822 ล้านบาท โดยมูลค่าเงินปันผลส่วนใหญ่ หรือ 52% ของทั้งหมด เกิดจาก บจ.หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ มีอัตราเงินปันผลตอบแทน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.41% ขณะที่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property fund &amp;amp; REITs) มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 5.97% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7.04%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บจ.ไทยส่วนใหญ่มีผลประกอบการดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านความแข็งแรงของ บจ.ใน SET ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีมูลค่ารวมกัน 132,085 ล้านบาท หรือ 28% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน SET&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ บจ.ใน mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART), บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK), บมจ.บางกอก เดค-คอน (BKD), บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) และ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) มีมูลค่าเงินปันผลรวม 1,470 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน mai&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง บจ.ที่จ่ายเงินปันผลต่อหุ้นสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. กันยงอีเลคทริก (KYE), บมจ.กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) (GYT), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.อาหารสยาม (SFP) โดยประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในปี 60 มูลค่าตั้งแต่ 16.50 ถึง 30.36 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บจ.ที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.แปซิฟิกไพพ์ (PAP), บมจ.พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT), บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM), บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) และ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ 9.42% ถึง 15.23%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงจากการซื้อขายหุ้นบนกระดานในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนในปัจจุบันยังมีอยู่มาก หากนักลงทุนไม่ได้คิดมากกับตัวเลขกำไรที่จะได้มา หรือไม่รีบร้อนมากนัก การถือไว้เพื่อรับปันผลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อย และที่สำคัญมีโอกาสได้ผลตอบแทนคืนจริงๆ แต่ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า และความเหมาะสมของระยะเวลาที่ถือไว้ด้วย เหนือสิ่งอื่นใดที่จะขาดไม่ได้ คือพื้นฐานของบริษัทที่ต้องแน่นปึ้กจริงๆ ถึงจะคุ้มค่าการรอคอย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การขายลดความเสี่ยง, ดัชนีหุ้น, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางเกศรา มัญชุศรี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, เงินปันผล, เทศกาลสงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
