<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2021 07:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 07:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนละครึ่งเฟส3สะพัด9.4หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค. 2564 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 14 ต.ค. 2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 25.08 ล้านราย จากผู้ได้รับสิทธิรวม 27.64 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 94,458.2 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 48,005.4 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 46,452.7 ล้านบาท ส่วนข้อมูลการใช้จ่ายสะสมผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มล่าสุด (ณ วันที่ 15 ต.ค.2564 เวลา 08.00 น.) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีการใช้จ่ายสะสมประมาณ 361.9 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 186.4 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 175.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีประชาชนผู้ใช้สิทธิจำนวน 81,929 คน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิกว่า 4.7 แสนราย โดยมียอดใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสมทั้งหมด 2,603.8 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายสะสมที่นำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher 2,054 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าสะสม e-Voucher ทั้งสิ้นกว่า 224 ล้านบาท และมูลค่าการใช้จ่ายส่วน e-Voucher สะสมกว่า 130.5 ล้านบาท สำหรับข้อมูลการใช้จ่ายสะสมผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มล่าสุด (ณ วันที่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 08.00 น.) มีการใช้จ่ายสะสมกว่า 285,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มขณะนี้ มีจำนวนกว่า 60,000 ราย
อย่างไรก็ดี ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ยังสามารถลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องได้ตั้งแต่เวลา 06.00 &amp;ndash; 22.00 น. ของทุกวัน จนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิเหลือกว่า 2.6 แสนสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิคงเหลือกว่า 5.2 แสนสิทธิ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119877</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;คนละครึ่งเฟส  3&quot;, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_6163e40ec59d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 12:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าเผยโควิด-19 ทำเงินสะพัดฟุตบอลยูโร 2020 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลสำรวจ&amp;rdquo;พฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในช่วงมหกรรมฟุตบอลยูโร ปี2020 พบว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 มีผลกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนทำให้มีการใช้จ่ายน้อยลง ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายในระบบและนอกระบบ ส่งผลทำให้เงินสะพัดโดยรวมในช่วงฟุตบอลยูโร 2020 ลดลงร้อยละ 20.3 ต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 62,440 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแยกเป็นเงินสะพัดในระบบ จากการซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การดูฟุตบอลและอาหารจัดเลี้ยง 15,200 ล้านบาท ลดลง 15.1% และมีเงินสะพัดนอกระบบจากการพนันฟุตบอล 45,800 ล้านบาท ลดลง 22.3 % ซึ่งการเล่นพนันส่วนใหญ่เป็นการเล่นพนันออนไลน์ และมีเป้าหมายเพื่อต้องการเงินรางวัล ไม่ได้เล่นเพื่อแฟชั่นหรือความสนุกสนาน โดยมีการใช้เงินในแต่ละนัดเฉลี่ย 1,000-5,000 บาท ซึ่งที่มาของเงินมาจากเงินออมและรายได้ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินจำนวนดังกล่าวจะมีผลต่อเศรษฐกิจ 0.1% และทั้งปีขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.0 โดยความเชื่อมั่นของประชาชนจะสามารถกลับมาได้หาก การกระจายวัคซีนของรัฐบาลทำได้ตามแผนและสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัดได้ สามารถเดินหน้าเปิดประเทศได้ตามการประกาศของนายกรัฐมนตรี 120 วัน โดยใช้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นโมเดล สร้างความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจ, พนันฟุตบอล, ฟุตบอลยูโร, หอการค้า, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d178619183a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังปลื้มใช้จ่าย&#039;เราชนะ&#039;คึกคักเงินสะพัดเฉียดแสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;(สศค.)&amp;nbsp;ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการเราชนะ ว่า ณ วันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;มี.ค. 2564&amp;nbsp;มีประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน&amp;nbsp;13.7&amp;nbsp;ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.พ. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;41,809&amp;nbsp;ล้านบาท และประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว มีจำนวนมากกว่า&amp;nbsp;16.6&amp;nbsp;ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.พ. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;53,237&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ขณะที่ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน&amp;nbsp;0.5&amp;nbsp;ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มี.ค. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;1,329&amp;nbsp;ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน&amp;nbsp;30.8&amp;nbsp;ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า&amp;nbsp;96,375&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า&amp;nbsp;1.2&amp;nbsp;ล้านกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้รับเบาะแสจำนวนมากเกี่ยวกับการทุจริตของประชาชนหรือผู้ประกอบการร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ โดยมีพฤติกรรมการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น การแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด การขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;(สตช.)&amp;nbsp;รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามและตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;โดยหากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริงจะระงับการใช้เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;(เครื่อง&amp;nbsp;EDC)&amp;nbsp;หรือแอปพลิเคชันถุงเงินของร้านค้า และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงขอความร่วมมือประชาชนในการรักษาสิทธิ์ของตนเอง และขอให้ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการเราชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่พบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการสามารถแจ้งเบาะแส รวมถึงส่งหลักฐานการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการเราชนะ ทางไปรษณีย์มาที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ&amp;nbsp;10400&amp;nbsp;หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;(e-Mail):&amp;nbsp;wewin@fpo.go.th&amp;rdquo;&amp;nbsp;นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่สละสิทธิ์ด้วยเหตุผลว่าไม่มีสมาร์ทโฟน และได้มาลงทะเบียนในช่องทางเดียวกันกับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระหว่างวันที่&amp;nbsp;15 &amp;ndash; 21&amp;nbsp;ก.พ. 2564&amp;nbsp;จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;มี.ค. 2564&amp;nbsp;เป็นต้นไป และจะมีการโอนวงเงินสิทธิ์ จำนวน&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาท ให้กับผู้ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเพื่อใช้จ่ายผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์&amp;nbsp;(Smart Card)&amp;nbsp;ในวันที่&amp;nbsp;12&amp;nbsp;มี.ค. 2564&amp;nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถตรวจสอบผลการคัดกรองคุณสมบัติได้ทางเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Call Center&amp;nbsp;ของธนาคารกรุงไทย จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;หมายเลขโทรศัพท์&amp;nbsp;0 2111 1122&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95636</URL_LINK>
                <HASHTAG>เงินสะพัด, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6035028c9a15f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดปัง!คลังเผย&#039;เราชนะ&#039;เงินสะพัด3.8หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการเข้าร่วมโครงการเราชนะ ณ วันที่ 22 ก.พ. 2564 สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 2564 จนถึงปัจจุบันไปแล้ว จำนวนมากกว่า 22,761.2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com เป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะ ผ่านแถบ (Banner) โครงการเราชนะในแอปพลิเคชันเป๋าตัง แล้ว จำนวนมากกว่า 14.4 ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2564 จนถึงปัจจุบันไปแล้ว จำนวนมากกว่า 15,762.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์โครงการเราชนะ รวมแล้วมากกว่า 28.1 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วมากกว่า 38,524.6 ล้านบาท ผ่านผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะมากกว่า 1.01 ล้านกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการเปิดจุดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะเพิ่มเติมวันแรก (22 ก.พ.) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต ไม่มีสมาร์ทโฟนทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนเองหรือเดินทางไปใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ ว่า นอกเหนือจากการลงทะเบียนที่สาขาและจุดบริการเคลื่อนที่ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,894 แห่ง กระทรวงการคลังได้เพิ่มจุดรับลงทะเบียนจนปัจจุบันมีจุดรับลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 3,500 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ที่สาขาหรือจุดบริการของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ รวมถึงหน่วยรับลงทะเบียนเคลื่อนที่ของกระทรวงมหาดไทย โดยขณะนี้ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวนมากกว่า 651,632 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 21 ก.พ.2564 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 4 มี.ค. 2564 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 5 มี.ค.2564 และกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 22 ก.พ. &amp;ndash; 5 มี.ค. 2564 จะทราบผลการคัดกรองคุณสมบัติในวันที่ 15 มี.ค.2564 และจะได้รับวงเงินสิทธิ์ครั้งแรกในวันที่ 19 มี.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังได้ปิดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะ ของกลุ่มประชาชนทั่วไปทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 2564 ที่ผ่านมาแล้ว สำหรับปุ่ม &amp;ldquo;ลงทะเบียนกลุ่มพิเศษ&amp;rdquo; ที่ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว เปิดขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานข้างต้นอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนให้กับกลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93867</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุลยา ตันติเตมิท, เงินสะพัด, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602b2b327cb67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2021 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2021 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตรุษจีนหงอยคนกรุงชะลอใช้จ่ายคาดเงินสะพัด11,700ล้านบาทหดตัว10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ.2564 เทศกาลตรุษจีนปี 2564 ถือเป็นปีที่ท้าทายพอสมควรสำหรับผู้ประกอบการ เพราะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้บริโภค เช่น มาตรการคนละครึ่ง รวมถึงประกาศให้วันตรุษจีนปีนี้ เป็นวันหยุดพิเศษ 1 วัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่เนื่องจากผู้บริโภคยังคงกังวลกับรายได้ในอนาคต และยังมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องวางแผนรับมือกับความท้าทายต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้เข้ามาหมุนเวียนหรือประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2564 โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนกรุงเทพฯ คาดว่าจะใช้จ่ายลดลงในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ทำบุญ และการแจกเงินแต๊ะเอีย แม้ว่าภาครัฐจะมีการผ่อนปรนมาตรการที่เกี่ยวกับโควิด-19 ระลอกใหม่ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 64 ที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบยาวนานและยังไม่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ทำให้คาดว่า บรรยากาศของการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2564 นี้ อาจจะไม่คึกคัก และผู้บริโภคน่าจะมีการใช้จ่ายที่ค่อนข้างประหยัดกว่าปีก่อนๆ ซึ่งจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า คนกรุงเทพฯ วางแผนที่จะใช้จ่ายลดลงในทุกกิจกรรม และบางกิจกรรม เช่น ท่องเที่ยว/ทำบุญ หรือให้เงินแต๊ะเอียก็ได้มีการงดหรือยกเลิกการทำกิจกรรมในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า เม็ดเงินการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2564 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 11,700 ล้านบาท หดตัวถึงร้อยละ &amp;nbsp;10.4 (กรอบประมาณการหดตัวร้อยละ 8-12) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากนักหากเทียบกับตรุษจีนปีนี้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวแบ่งเป็น การใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ 5,600 ล้านบาท (หดตัวร้อยละ 5.1) การใช้จ่ายท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้าน 2,900 ล้านบาท (หดตัวร้อยละ 20.8) และการแจกเงินแต๊ะเอีย 3,200 ล้านบาท (หดตัวร้อยละ 8.1) อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การระบาดของโควิด รวมถึงมาตรการในการควบคุมของภาครัฐอีกครั้ง ซึ่งหากพื้นที่กรุงเทพฯ กลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนภายหลังจากการผ่อนปรนมาตรการฯ ก็อาจจะทำให้การใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ หดตัวเพิ่มขึ้นกว่าที่คาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 เร่งการปรับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของคนกรุงเทพฯ โดยหันมาสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์หรือโทรสั่งซื้อให้ผู้ประกอบการทำการจัดส่งแทนการออกไปเลือกซื้อสินค้าเองมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย และพยายามเว้นระยะห่าง หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้านหากไม่จำเป็น (Social distancing) ประกอบกับการปรับกลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการหลายรายที่ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทั้งผู้ประกอบการค้าปลีก Modern trade รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือรายย่อย ที่มีการขยายช่องทางการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือโทรสั่งและมีบริการจัดส่งถึงที่พักกันมากขึ้น ส่งผลให้ปีนี้รูปแบบของการจัดเตรียมของเซ่นไหว้มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ คนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 34 หันมาซื้อเครื่องเซ่นไหว้ตรุษจีนผ่านช่องทางดังกล่าวกันมากขึ้นกว่าปีก่อนที่มีเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบว่า คนกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 43 สนใจซื้อเครื่องเซ่นไหว้ที่จัดสำเร็จรูปไว้แล้วเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้าที่มีเพียงร้อยละ 22 ของคนที่ตอบแบบสอบถาม โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบครันและสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะการตอบโจทย์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านเวลา ความรู้ความเข้าใจในการทำพิธี รวมถึงข้อจำกัดทางด้านที่พักอาศัยที่อาจจะไม่เอื้อต่อการไหว้ตรุษจีน ดังนั้น หากผู้ประกอบการมีการปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้เร็ว ก็น่าจะช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังคงมีรายได้เข้ามาหมุนเวียน หรือประคับประคองธุรกิจภายใต้แรงกดดันต่างๆ ไว้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการเร่งสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพของสินค้าและราคาที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องเซ่นไหว้ผ่านช่องทางออนไลน์ของคนกรุงเทพฯ จากการสำรวจพบว่า คนกรุงเทพฯ ที่ยังไม่สนใจซื้อเครื่องเซ่นไหว้ผ่านช่องทางออนไลน์หรือโทรสั่ง เนื่องจากส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 84 กังวลในเรื่องของคุณภาพของเครื่องเซ่นไหว้ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผลไม้ รองลงมาร้อยละ 75 มองว่า เครื่องเซ่นไหว้มีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับการออกไปเลือกซื้อเอง และกว่าร้อยละ 60 มองว่า เครื่องเซ่นไหว้ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีให้เลือกจำกัด และไม่หลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากผู้ประกอบการสามารถปรับกลยุทธ์และแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพ และจำหน่ายในราคาที่ไม่แพงหรือแตกต่างจากหน้าร้านมากเกินไป หรือผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา ก็น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวกันมากขึ้น เช่น มีการจัดเซ็ตเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูปหลากหลายราคาให้ผู้บริโภคเลือก หรือให้ผู้บริโภคเป็นคนกำหนดราคาว่าต้องการชุดเซ็ตเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูปที่ราคาไม่เกินงบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งราคาก็อาจจะขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ชนิดหรือประเภทของเนื้อสัตว์และผลไม้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจจะมีโปรโมชั่นบริการจัดส่งฟรี กรณีที่ผู้บริโภคสั่งซื้อเป็นเซ็ตตามยอดใช้จ่ายที่กำหนด หรือจัดส่งฟรีทุกคำสั่งซื้อ ก็น่าจะจูงใจผู้บริโภคท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง และต้องการสินค้าที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปีนี้น่าจะไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยผู้บริโภคยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายทางด้านโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญในระยะสั้น และต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจยังคงตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะการปรับตัวเข้าหาช่องทางออนไลน์ ที่ในปีนี้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพและราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการซื้อหน้าร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โจทย์ในระยะยาวก็น่าจะเป็นเรื่องของมุมมองต่อเทศกาลตรุษจีนที่เปลี่ยนแปลงไปของคนรุ่นใหม่ จึงนำมาซึ่งความท้าทายของผู้ประกอบการ ที่ทำอย่างไรจะยังจูงใจหรือดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมและผูกพันกับเทศกาล เพื่อให้เกิดการสืบทอดและเกิดการใช้จ่ายสะพัดไปยังธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนให้ยังคงมีอยู่ในระยะข้างหน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91759</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกร, เงินสะพัด, เทศกาลตรุษจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190204/image_big_5c57a803e5a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาด  Money Expo 2019 ยอดธุรกรรมพุ่ง 9.3 หมื่นล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เมษายน 2562 - นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ &amp;nbsp;ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2019 เปิดเผยว่า วารสารการเงินธนาคาร จะจัดมหกรรมการเงิน (Money Expo) &amp;nbsp;ครั้งที่ &amp;nbsp;19 ในระหว่างวันที่ 16-19 พ.ค. 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทงธานี ภายใต้แนวคิด &amp;quot; Digital Orchestra&amp;quot; เพื่อต้อนรับการยุคเทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ และการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้ มีธนาคาร บริษัทการเงิน(นอนแบงก์) บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพยฺ(บล.) &amp;nbsp;บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทโบรกเกอร์ทอง รวมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เข้าร่วมงานกว่า 260 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 19 จะประกอบด้วย 8 โซนบริการ ซึ่งนอกจาก โซนตลาดทุน และ โซนตลาดทุน เป็นโซนหลักของงานแล้ว ในปีนี้ยังมีการ เพิ่มโซน Startup &amp;nbsp;Business Matching &amp;nbsp;จับกลุ่มการลงทุนในสตาร์ทอัพ และ โซน Good living for &amp;nbsp;Aging Society ซึ่งจะเป็นพื้นที่ สำหรับการวางแผนชีวิต เพื่อการเกษียณอายุ นอกจากนี้การจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนอีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อปี 2561 งาน Money Expo ครั้งที่ 18 มีผู้เข้าชมงานกว่า 800,000 ราย และมีผู้ที่ทำธุรกรรมภายในงานกว่า 150,000 ราย คิดเป็นยอดการทำธุรกรรมทั้งสิ้น 93,000 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่า จะมีประชาชนที่มาร่วมงานกว่า 900,000 ราย และมีธุรกรรม ไม่ต่ำ 93,000-94,000 ล้านบาท&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34273</URL_LINK>
                <HASHTAG>Money Expo 2019, สันติ วิริยะรังสฤษฎ์, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbebdf045be5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2019 10:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2019 10:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรฯระบุ สงกรานต์คนกรุงฯ ปี’62เงินสะพัด25,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในช่วงสงกรานต์ปี 2562 คนกรุงเทพฯ มีการใช้จ่ายคิดเป็นเม็ดเงิน 25,000 ล้านบาท ขยายตัว3.6% &amp;nbsp;โดยเม็ดเงินดังกล่าว แยกเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสังสรรค์ (อาหารและเครื่องดื่ม) 9,650 ล้านบาท ค่าที่พัก/เดินทาง 6,650 ล้านบาท ช็อปปิ้ง 4,600 ล้านบาท ทำบุญไหว้พระ 2,050 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นๆ อาทิ ให้เงินผู้ใหญ่ในครอบครัว ค่าเที่ยวสถานที่ต่างๆ/ดูหนังฟังเพลง/เล่นน้ำ 2,050 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ยอดฮิตในช่วงสงกรานต์ ทำให้คนกรุงเทพฯ มีการปรับแผนการท่องเที่ยว โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวและวางแผนทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ และเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เช่น ชลบุรี อยุธยา ระยอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เป็นที่สังเกตว่า กิจกรรมหลายๆ อย่างที่คนกรุงฯ สนใจจะทำในช่วงสงกรานต์ จะแตกต่างกันไปตาม Generation แต่กลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตลาด ได้แก่ กลุ่มลูกค้า Gen Y และ Gen X ที่อยู่ในวัยทำงาน เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ก่อให้เกิดเม็ดเงิน ทั้งการจัดเลี้ยงสังสรรค์และช็อปปิ้ง แต่การจะเจาะตลาดกลุ่มนี้ได้ กลยุทธ์สำคัญคือ ราคาต้องสมเหตุสมผลและมีโปรโมชั่น/สิทธิพิเศษ ที่ดึงความสนใจ ดังนั้น ด้วยความแตกต่างของไลฟ์สไตล์ของแต่ละ Generation ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการตลาดที่มุ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม (Customization) มากขึ้น เพื่อจะได้นำเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32965</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สงกรานต์, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acdfc9b541ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
