<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79697</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุยกู้เงินเต็มเพดาน 5แสนล.เบิกจ่ายตค.-พย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เตรียมชง &amp;quot;ศบศ.&amp;quot; พิจารณาฟื้นชีพ &amp;quot;ชิมช้อปใช้-ช้อปช่วยชาติ&amp;quot; หนุนใช้จ่ายภายในประเทศ ดึงเงินออมหมุนเวียนในระบบช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ &amp;quot;คลัง&amp;quot; ลุยกู้เงินเต็มเพดานตุนเงิน 5 แสนล้านรองรับเบิกจ่ายเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 หรือ ศบศ. กล่าวว่า วันที่ 7 ต.ค. จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ศบศ. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมพิจารณา โดยจะเน้นกระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนจะดำเนินการผ่าน 2 มาตรการสำคัญคือ มาตรการชิมช้อปใช้ ซึ่งจะเน้นไปยังประชาชนทั่วไป และมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะเน้นกระตุ้นให้กลุ่มที่มีเงินออมจำนวนมากนำเงินดังกล่าวออกมาใช้จ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะมีมาตรการใน 2 ส่วน คือมาตรการชิมช้อปใช้ จะใช้กับกลุ่มประชาชนทั่วไป ส่วนอีกมาตรการคือช้อปช่วยชาติ จะเน้นไปที่กลุ่มที่มีเงินออม เงินเก็บ เพราะต้องการดึงสภาพคล่องของคนในกลุ่มนี้ออกมา โดยแนวทางการดำเนินการหรือรายละเอียดทั้งหมด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริโภคในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้&amp;quot; นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการคนละครึ่ง ที่ได้เปิดให้ร้านค้าที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลักการของมาตรการดังกล่าวคือการต้องช่วยเหลือกลุ่มรากหญ้า โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่แผงลอยให้ยังสามารถค้าขายได้ จึงจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) วงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน 10 ล้านคน โดยรัฐบาลมองว่าหากสามารถช่วยให้รายย่อยยังอยู่ได้ ก็จะส่งผลดีมาถึงกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพรินทร์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ศบศ.อยู่ระหว่างประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 3/2563 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะติดลบ 8% ซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจติดลบถึง 12.2% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยแนวทางการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะต้องเน้นดูแลฐานรากเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภคผ่านมาตรการชิมช้อปใช้ และมาตรการช้อปช่วยชาติ ให้ที่ประชุม ศบศ. พิจารณา โดยชื่ออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะนี้กำลังสรุปว่าจะเรียกชื่อมาตรการว่าอะไร ซึ่งคาดว่าหลังผ่านการพิจารณาของ ศบศ. และเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบแล้ว จะสามารถดำเนินโครงการได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดมาตรการกำลังพิจารณา ซึ่งมีหลายวิธี เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ อาจจะเป็นการให้ร่วมจ่าย ไม่ใช่รัฐให้เงินฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา ส่วนมาตรการช้อปช่วยชาติ ก็จะดูว่าจะให้นำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อยภาษีเงินได้ หรือจะคืนเป็นเงินสด หรือเป็นแคชแบ็ก ซึ่งผลที่จะออกมาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นให้แรงจูงใจจากมาตรการภาษี หรือมาตรการทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังว่า ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2563 หรือก่อนสิ้นเดือน ก.ย.2563 กระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุล 4.69 แสนล้านบาท และกู้เงินกรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้อีก 2.14 แสนล้านบาท ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มจำนวนทั้งสองวงเงิน ทำให้เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 มีสูงกว่า 5 แสนล้านบาท สามารถรองรับการเบิกจ่ายปีงบประมาณ 2564 ใน 2 เดือนแรก คือเดือน ต.ค.และ พ.ย. ได้อย่างไม่มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ไม่สามารถใช้ได้ทันตามกำหนด 1 ต.ค.2563 ทำให้การกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลของปีงบประมาณ 2564 จำนวน 6.23 แสนล้านบาท ยังไม่สามารถทำได้ และในช่วงต้นปีงบประมาณการเก็บรายได้ของรัฐบาลยังมีเข้ามาน้อย ทำให้กระทรวงการคลังต้องแก้ปัญหาและป้องกันความเสี่ยงกรณีเงินไม่พอเบิกจ่าย โดยการกู้เงินในปีงบประมาณ 2563 ในส่วนที่กู้ได้ใส่ไว้ในเงินคงคลัง เพื่อรองรับการเบิกจ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่างบประมาณ 2564 จะเริ่มใช้ได้อย่างช้าในเดือน พ.ย.2563 ซึ่งไม่กระทบกับการเบิกจ่ายของรัฐบาล เพราะเมื่องบประมาณมีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลังก็สามารถเริ่มกู้เงินเพื่อชดเชยขาดดุลได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่งบประมาณปี 2564 จะต้องมีการขอ ครม.กู้เงินกรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้อีกครั้ง เนื่องจากคาดว่าการเก็บรายได้ยังจะต่ำกว่าเป้าหมายหลายแสนล้านบาท เหมือนปีงบประมาณ 2563 ที่การเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยเพดานการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลหรือกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2564 เหลืออยู่ประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทเท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79697</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, ชิมช้อปใช้, ชิมช้อปใช้-ช้อปช่วยชาติ, ช้อปช่วยชาติ, ศบศ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินออมหมุนเวียนในระบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6e49d4c15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
