<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลของ นร.พิการในสังกัด สช. เพิ่มขึ้น 35% จากฐานเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.พ.64-นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่เป็นโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา โดยแต่ละคนจะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจากเดิม 16,552.50-35,932.50 บาท เพิ่มเป็น 32,540-51,935 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา ประเภทการเรียนและหลักสูตรการเรียน ดังนั้นจึงคิดเป็นเงินอุดนหนุนที่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 35 จากฐานเดิม &amp;nbsp;ทั้งนี้ในปัจจุบัน สช.มีนักเรียนพิการทั้งอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และโรงเรียนสามัญทั่วไป จำนวน 4,359 คน โดยข้อมูลเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนพิการพบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการปีละประมาณ 100,613,194 บาท ซึ่งหากมีการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการตามที่เสนอขอก็จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 30 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษานั้น ข้อมูลเมื่อปี 2563 มีนักศึกษาพิการระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้รับเงินอุดหนุน รวม 342 คน เบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการปีละประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งหากมีการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนพิการตามที่เสนอขอก็จะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 7 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มเงินงบประมาณดังกล่าวจะเป็นงบประมาณที่สามารถบริหารจัดการกับวงเงินงบทั้งหมดในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ เรามองว่าหากไม่มีการปรับอัตราเงินอุดหนุนนี้อาจทำให้โรงเรียนเอกชนไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาพิเศษได้ ต้องหยุดกิจการงดรับนักเรียนพิการ อีกทั้งโรงเรียนการศึกษาพิเศษของรัฐก็จะต้องแบกรับภาระนักเรียนพิการมากขึ้น รวมถึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางการเข้าถึงบริการสาธารณจากรัฐ และขาดการเสมอภาคในการรับการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับผู้พิการ&amp;rdquo;รมช.ศธ. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94120</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สช., กนกวรรณ วิลาวัลย์, เงินอุดหนุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60361b352dc6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 20:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ปาราชิก’ หลวงปู่พุทธะอิสระเสนอธรรมะวันละคำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อธรรมะวันละคำว่า &amp;ldquo;วันนี้เสนอคำว่า ปาราชิก&amp;rdquo; คำว่า ปาราชิก เป็นชื่อของอาบัติอย่างหนักที่แก้ไขไม่ได้ ใช้ปรับอาบัติแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น ซึ่งแปลว่า ผู้พ่าย หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จักพ่ายแพ้ต่อมรรคผล นิพพาน และคุณอันยิ่งแห่งพรหมจรรย์นี้ ท่านเปรียบภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก เหมือนกับต้นตาลยอดด้วน หรือ ต้นมะพร้าวที่ยอดและไส้ขาด รอวันตาย มิอาจเจริญเติบโตขยายพันธุ์ใดๆ ได้เลยในชาตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติปาราชิกแล้วแก้ไขมิได้เลยมี 4 อย่างคือ 1. เสพเมถุน 2. ลักของเขา 3.ฆ่าสัตว์ในปาราชิกนี้ หมายเอาการฆ่ามนุษย์ 4.อวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมทั้งปวงที่ไม่มีในตนเอง อวดเพื่อต้องการให้ผู้ฟังหลงเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปาราชิกทั้ง 4 สิกขาบทหรือสี่ข้อนี้ ต้องประกอบไปด้วยสจิตตกะ คือ มีเจตนาที่จักกระทำ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม&amp;nbsp;หากมีเจตนาเสพเมถุน หรือลักทรัพย์ หรือฆ่ามนุษย์ หรืออวดอุตริ ล้วนต้องอาบัติปาราชิก สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่ง แล้วต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้ถามว่า กรณีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ก็ดี และทุจริตเงินงบประมาณสารพัดโครงการที่มีภิกษุเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องด้วยก็ดี การที่ท่าน ผอ.สำนักพุทธ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ปรับอาบัติปาราชิกแก่กรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 3 คนคือ 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เช่นนี้จะถูกผิดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว ฆราวาสไม่สามารถปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุใดได้ แม้จักเป็นผู้รู้ธรรมรู้วินัยก็ตาม แต่ฆราวาสสามารถทำการโจทหรือโพนทะนา ประกาศ ประจาน บอกกล่าว แจ้งความ แก่คณะสงฆ์ว่าภิกษุรูปใดต้องอาบัติปาราชิก ด้วยมูลความผิดตรงกับสิกขาบทหรือข้อใด เมื่อพระภิกษุรูปใดทราบเรื่องแล้วต้องนำข้อกล่าวหาของฆราวาสผู้นั้นไปแจ้งแก่ประธานสงฆ์ หรือคณะสงฆ์ให้ได้ทราบ เพื่อทำการไต่สวน แต่หากพระภิกษุผู้ได้รับทราบการกล่าวหา ซึ่งอาจจะเป็นประธานสงฆ์ก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี รู้เรื่องแล้ว กลับนิ่งเฉยไม่ทำการไต่สวน องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น เมื่อคณะสงฆ์หรือประธานสงฆ์ ทำการตรวจสอบทั้งฝ่ายผู้โจทและภิกษุผู้ถูกโจทแล้ว เห็นว่าผิดจริงก็จักปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุนั้น ในกรณีนี้ใช้เฉพาะภิกษุหน้าด้าน ไม่ยอมรับผิด จึงต้องเปิดศาลสงฆ์ไต่สวนและปรับอาบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งว่ากันตามความจริงแล้ว จะเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น มิใช่ที่ขบวนการไต่สวน แต่อาบัติปาราชิกเกิดขึ้นทันทีในขณะที่ภิกษุนั้นทำเหตุแห่งอาบัติปาราชิก ให้เกิดขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อใด เมื่อนั้นก็ต้องอาบัติปาราชิกทันที โดยมิต้องมีใครโจทหรือรอผลไต่สวนด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ก็เพราะภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ผู้นั้นไม่มีความละอาย เป็นผู้เก้อยาก ขาดความรับผิดชอบ ไม่แยกแยะดีชั่ว จึงต้องมีขบวนการไต่สวนเอาไว้ขจัดพวกอลัชชีหน้าด้าน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี่ล่ะ มีผู้ถามต่อว่า กรณีลักทรัพย์ของกรรมการมหาเถรสมาคมและภิกษุผู้เกี่ยวข้องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากว่ากันตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว มูลค่าของทรัพย์ที่ลัก จักมูลค่าเท่าไรจึงจะต้องอาบัติปาราชิก ตอบว่าการลักทรัพย์ที่กำหนดตามหลักพระธรรมวินัย ทรัพย์นั้นต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 มาสก ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งท่านก็แยกชนิดของทรัพย์ที่ลักเอาไว้ 2 ชนิดคือ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ และอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้มีมูลค่าเกิน 5 มาสกหรือเท่ากับราคาปัจจุบัน 300 บาท ทำให้พ้นจากพื้นแค่เส้นผมรอดได้ ด้วยเจตนาที่จะลัก เช่นนี้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว โดยมิต้องให้ใครมาโจท ส่วนการลักทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้จะสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ลักก็ต่อเมื่อ ทำให้เสียสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์เดิม หรือทำให้เจ้าของทรัพย์เดิมทอดอาลัยสละสิทธิ์ เช่น ที่ดิน บ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งท่านยังแจกแจงอาการลัก ที่เป็นเหตุให้ต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นภิกษุเอาไว้ถึง 13 อย่าง เรียกว่า อวหาร คือ 1.ลัก ได้แก่อาการถือเอาทรัพย์ที่เคลื่อนจากฐานได้ ด้วยไถยจิต (จิตคิดจะลัก) อันเป็นอาการแห่งขโมย 2.ชิงหรือวิ่งราว ได้แก่อาการที่ชิงเอาทรัพย์ที่เขาถืออยู่ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง 3.ลักต้อน ได้แก่อาการที่ขับต้อนหรือจูงปศุสัตว์ หรือสัตว์พาหนะไป 4.แย่ง ได้แก่อาการที่เข้าแย่งเอาของซึ่งคนถือทำตก 5.ลักสับ ได้แก่สับสลากชื่อตนกับชื่อผู้อื่นในกองของด้วยหมายจะเอาสลากที่มีราคา การถือเอาทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดว่าถึงที่สุดด้วยขาดกรรมสิทธิ์แห่งเจ้าของดังนี้ 6.ตู่ ได้แก่อาการกล่าวตู่ เพื่อจะเอาที่ดินเป็นของตัว แม้เจ้าของจะขอคืนก็ไม่ยอม 7.ฉ้อ ได้แก่อาการที่รับของฝากแล้วเอาเสีย 8.ยักยอก ได้แก่อาการที่ภิกษุผู้เป็นภัณฑาคาริก มีหน้าที่รักษาเรือนคลังนำเอาสิ่งของที่รักษานั้นไปจากเขตที่ตนมีกรรมสิทธิ์รักษาด้วยไถยจิต 9.ตระบัด ได้แก่อาการที่นำของต้องเสียภาษี จะผ่านด่านที่เก็บภาษีซ่อนของเหล่านั้นเสีย 10.ปล้น ได้แก่อาการชักชวนกันไปทำโจรกรรม ลงมือบ้าง มิได้ลงมือบ้าง ต้องอาบัติถึงที่สุดด้วยกันทั้งนั้น 11.หลอกลวง ได้แก่อาการที่ทำปลอม เช่น ทำธนบัตรปลอม เป็นต้น ต้องอาบัติด้วยทำสำเร็จ 12.กดขี่หรือกรรโชก ได้แก่อาการที่ใช้อำนาจข่มเหงเอาทรัพย์ของผู้อื่นดังราชบุตรเก็บค่าอากรเกินพิกัด อาบัติถึงที่สุดในขณะได้ของมา 13.ลักซ่อน ได้แก่อาการที่เห็นของเขาทำตก แล้วเอาของมีใบไม้เป็นต้น ปกปิดเสีย อาบัติถึงที่สุดขณะทำสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีคดีทุจริตเงินทอนวัดก็ดี ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาของพระภิกษุก็ดี หรือทุจริตเงินอุดหนุนพระธรรมทูตก็ดี เข้าข่ายอวหารข้อที่ 8 ว่าด้วยการยักยอก ทีนี้ท่านทั้งหลาย คงพอจะเข้าใจมูลเหตุของอาบัติปาราชิกในข้อหาลักทรัพย์กันพอสมควรแล้ว ต่อไปเราท่านทั้งหลาย ก็มาคอยลุ้น คอยเชียร์ท่าน ผอ.สำนักพุทธ ว่าจะสามารถลากไส้เน่าในองค์กรปกครองสงฆ์มากำจัดได้หรือไม่ เพราะยังมีเงินอุดหนุนพระธรรมทูต เงินอุดหนุนโครงการบ้านศีลห้า เงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมพิเศษในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนมหาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งที่หายไปและถูกนำไปใช้ผิดประเภท ซึ่งก็รอ ผอ.สำนักพุทธ ปปป. ป.ป.ช. คสช. เข้าไปตรวจสอบว่าเงินมันรั่วไหลหายไปไหน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7376</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ป.ป.ช., ปปป., ปาราชิก, พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม, พศ., หลวงปู่พุทธะอิสระ, เงินอุดหนุน, เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c1e9a8d473.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
