<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักการเมืองพาเหรด ชงแผนเยียวยาโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; ชงรัฐบาลจัดงบฯ เป็นเงินเดือนให้ ปชช.ทั้งประเทศที่ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทุกกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ยกเว้น ขรก.-เจ้าหน้าที่รัฐ-คนมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ด้านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปชป.แนะมาตรการ ครอบครัวใดอยู่บ้าน-กักตัวโดยไม่ติดเชื้อ รัฐให้เลย 9,999 บาทต่อครัวเรือนตามหลักฐานทะเบียนบ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้ความเห็นถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า จะยืดเยื้อต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะตรงกับเดือนกันยายน สิ้นปีงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ.2563 และในระยะเวลา 6 เดือนนี้ ผู้ที่จะสามารถดำรงชีพอยู่ได้ก็มีเพียงคนที่มีอาชีพเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพราะมีรายได้ประจำจากเงินเดือนของรัฐบาล ส่วนประชาชนทั่วไปหยุดทำงาน ไม่มีรายได้ประจำ มีเพียงเงินเก็บเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีพได้คนละไม่เกิน 2 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีปัญหาในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องคิดเอาชีวิตคนไทยให้รอดก่อนแล้วค่อยพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นเพื่อเป็นการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ รัฐบาลต้องปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโควิด-19 และต้องทำแผนการใช้งบประมาณแผ่นดินปี 2563 ของประเทศเสียใหม่ โดยขอเสนอการปรับแนวทางการบริหารงบประมาณของประเทศดังนี้คือ หยุดใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการพัฒนาด้านวัตถุทั้งหมด มาเป็นลงทุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณด้านการลงทุนและการพัฒนาของทุกกระทรวง ทบวง กรม มาเป็นงบกลางหรืองบฉุกเฉิน ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจใช้งบประมาณนี้แต่เพียงผู้เดียว และให้จัดเพิ่มงบประมาณด้านการสาธารณสุขเพื่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะ จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ สร้างโรงพยาบาลเฉพาะโรคไวรัสโควิด-19&amp;quot; นายเทพไทให้ความเห็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เขายังเสนอให้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือนให้ประชาชนทั้งประเทศ ที่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทุกกลุ่มที่ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ยกเว้นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีเงินเดือนประจำ และคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงงบประมาณแผ่นดินในหลายแนวทาง เช่น ตัดงบซื้ออาวุธของกองทัพ, ตัดงบกระทรวงกลาโหมทั้งหมด, ตัดงบประมาณ 10% ของทุกกระทรวง หรือออก &amp;nbsp;พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ จึงขอเสนอให้รัฐบาลออกเป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณจากทุกกระทรวงมาเป็นงบกลางโดยเร็วที่สุด และเชื่อว่าทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนแนวทางนี้อย่างแน่นอน&amp;quot; นายเทพไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกมาตรการเพื่อเยียวยาช่วยเหลือประชาชนและแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจควรต้องทำแพ็กเกจใหญ่ๆ ต้องไม่มองแค่ระยะสั้น แต่ต้องมองระยะกลางและระยะยาว ว่าเมื่อประเทศไทยเราฟื้นตัวจากวิกฤติรอบนี้ ผู้ประกอบการของไทย แรงงานไทยต้องมีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น ต้องมีงบประมาณไปสนับสนุน ว่าเมื่อคนทำงานหรืออยู่บ้านก็ควรส่งเสริมให้คนเรียนรู้ออนไลน์ได้ เพราะตอนนี้ก็มีหลักสูตรต่างๆ ทำออกมาเยอะมากของหน่วยงานรัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ แต่ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาเรียนรู้ เช่นเมื่ออยู่บ้านก็ให้เขาเรียนรู้โดยดาวน์โหลดหลักสูตร แล้วพอเรียนจบหลักสูตรก็ให้มีการทดสอบ ซึ่งหากผ่านก็ให้เงินเพิ่มเป็นกำลังใจ เช่น 1,000-2,000 บาทต่อเดือนในการเรียนรู้แต่ละหลักสูตร เราต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยใช้วิกฤตินี้ในการสร้างทักษะให้แรงงานไทย คนไทย ให้มีทักษะมากขึ้น ทำให้เขามีความพร้อมกับ digital transformation ที่ทำให้คนเริ่มเห็นแล้วว่าระบบต่างๆ &amp;nbsp;สามารถทำให้คนทำงานจากบ้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็มีบางคนที่เสนอให้พิจารณาว่าเรื่องการกักตัวสำคัญ มีการบอกว่าหากใครอยู่บ้านแล้วกักตัวโดยไม่ติดเชื้อโควิด-19 รัฐควรจ่ายให้ 10,000 บาทต่อครัวเรือน ผ่านการลงทะเบียนตามทะเบียนบ้าน โดยพิจารณาไปเลยว่าทะเบียนบ้านหลังหนึ่ง หากสมาชิกในบ้านไม่มีใครติดโควิดเลย ก็ให้ไปเลยเช่น 9,999 &amp;nbsp;บาท หรือ 1 หมื่นบาทไปเลย ที่จะเป็นมาตรการจูงใจให้คนกักตัวอยู่กับบ้าน กักตัวหยุดเชื้อเพื่อชาติ ดีกว่าไปแจกเงินฟรีๆ ดีกว่าเอาเงิน 5,000 บาทไปแจกฟรีให้ทุกคน แต่ไม่มีอะไรเป็นแรงจูงใจ&amp;quot; รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความสับสนที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากเหตุการณ์คนไทยกลุ่มหนึ่งไม่ยอมกักตัวตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ว่า นายกรัฐมนตรีควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิมาถอดบทเรียน &amp;nbsp;เพื่อปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก และนอกเหนือจากการเข้าออกประเทศที่สนามบินแล้ว ยังมีการเข้าออกประเทศตามด่านชายแดนต่างๆ ที่ควรบริหารจัดการไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายเหมือนกับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเมื่อเกิดความสับสนวุ่นวายต่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาลในที่ใดก็ตาม ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 ไม่ให้ลุกลามตามมาด้วย นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่ประชาชนโดยทั่วไป และอาจส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นในมาตรการของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้กระทบต่อการทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยรวมตามมาอีกด้วย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลถอดบทเรียนปัญหาความสับสนวุ่นวายต่างๆ จากมาตรการของภาครัฐให้เป็นระบบมากขึ้น และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ซึ่งจะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาโควิด-19 ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรองประธานกรรมาธิการงบประมาณฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง &amp;quot;ลดงบประมาณเท่ากัน แต่อาจไม่เท่ากัน&amp;quot; ระบุว่า การปรับงบประมาณเพื่อนำมาใช้เร่งด่วนในเรื่องของโควิด-19 เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว แต่ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี 2563 มีความเห็นในส่วนของการปรับลดว่า งบประมาณบางกระทรวงมีจำนวนมาก ตั้งไว้อย่างหลวมๆ สามารถปรับลดลงได้มาก แต่บางกระทรวงบางหน่วยงานได้รับงบประมาณค่อนข้างน้อย แต่น่าจะมีความจำเป็นต่อการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ การปรับลดงบประมาณลงร้อยละ 20 เท่ากันทุกหน่วยงานน่าจะมีผลกระทบที่ไม่เท่ากัน เช่น กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงพาณิชย์, กองทุนหลักประกันสุขภาพ และอีกหลายหน่วยงาน อยากให้พิจารณาตามความจำเป็น สำนักงบประมาณควรจะมีความเห็นเพิ่มเติมในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวเช่นกันว่า เรื่องมาตรการที่จะออกมารัฐบาลสามารถทำได้หลายทาง เช่น ใช้งบประมาณ หรือรัฐกู้เงิน, ใช้เงินขององค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่งบของรัฐโดยตรง เช่น คืนเงินค่าประกันน้ำประปา-ไฟฟ้า และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ &amp;nbsp;ช่วยเหลือเยียวยาพนักงานของตัวเอง แต่มีอีกแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลจะช่วยเยียวยาทางเศรษฐกิจได้มากพอสมควร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ คือใช้กลไกสหกรณ์ 8,000 แห่งทั่วประเทศที่มีสมาชิกนับล้านครัวเรือน ที่แต่ละสหกรณ์ได้ปล่อยกู้ให้สมาชิก และสมาชิกต้องผ่อนชำระทุกเดือนพร้อมดอกเบี้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอเสนอให้รัฐบาลเร่งสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ ที่กำกับดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ ขอความร่วมมือสหกรณ์ทั่วประเทศดำเนินการชะลอการผ่อนชำระหนี้ 3 เดือน ตามความพร้อมของแต่ละบุคคล ลดอัตราดอกเบี้ย 3 เดือน โดยแต่ละสหกรณ์จะชะลอการผ่อนและลดดอกเบี้ยเท่าใด ก็ แล้วแต่ความพร้อมและความเหมาะสมของแต่ละสหกรณ์&amp;quot; นพ.ระวีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวีกล่าวต่อว่า มาตรการนี้ไม่น่าจะทำให้เกิด NPL เพิ่มแต่อย่างใด เพียงแต่สหกรณ์จะได้เงินคืนกลับเข้ามาช้าลง และมีเงินที่จะให้สมาชิกรายใหม่กู้น้อยลง แต่ส่งผลทำให้กำไรของสหกรณ์ในปีนี้จะลดลง จากการลดอัตราดอกเบี้ยให้สมาชิกเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกันว่า รัฐบาลต้องประเมินหลังการประกาศใช้เคอร์ฟิวว่าได้ผลอย่างไรอย่างตรงไปตรงมา และมีข้อมูลผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน &amp;nbsp;เชื่อว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่แล้ว แต่อยากขอให้รัฐบาลสื่อสารในลักษณะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ใช่แถลงข่มขู่ประชาชนในลักษณะถ้าเคอร์ฟิว 4 ทุ่มถึงตี 4 ไม่ประสบผลสำเร็จ จะประกาศเพิ่มเป็นเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง สถานการณ์ในขณะนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่ามหาวิกฤติโควิด-19 ไปให้ได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด เพราะขณะนี้มหาวิกฤติโควิด-19 ได้ขยายวงส่งผลกระทบกว้างออกไปเรื่อยๆ จนประชาชนทุกกลุ่มได้รับผลกระทบหนักทั่วประเทศ นอกเหนือจากการบังคับใช้เคอร์ฟิว รัฐบาลต้องดูแลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้มีการกักตุนหรือปรับเพิ่มราคาสูงขึ้นจนเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชน งานในส่วนนี้ไม่แน่ใจว่าอยู่ในการกำกับดูแลของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือเป็นงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ ร่วมกับปลัดกระทรวงต่างๆ เป็นคนควบคุมบริหารจัดการ รู้แต่ว่าตอนนี้ประชาชนเดือดร้อนหนัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook &amp;nbsp;ว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มาตรา 13 (2) บัญญัติว่า Everyone has the right to leave &amp;nbsp;any country, including his own, and to return to his country. เพื่อให้เป็นไปตามปฏิญญาฯ รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 จึงบัญญัติว่า &amp;quot;การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนาให้ความเห็นอีกว่า เมื่อเกิดวิกฤติทุกประเทศจะอำนวยความสะดวกให้คนของตนกลับบ้าน เพราะการปล่อยให้ชาติอื่นดูแลนอกจากจะไม่รับผิดชอบแล้ว ยังสู้รัฐชาติดูแลคนของตัวเองไม่ได้ &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อมีข่าวการแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทย หลายประเทศจึงส่งเครื่องบินมารับคนของตนกลับบ้าน ล่าสุดคือเยอรมนีและฝรั่งเศส ก่อนหน้านี้เมียนมาที่ยากจนกว่าไทยก็ยังส่งเครื่องบินไปรับคนของเขากลับจากเมืองอู่ฮั่น อันเป็นหลักความรับผิดชอบของรัฐที่มีต่อคนของตน การออกคำสั่งชะลอไม่ให้คนไทยกลับประเทศ นอกจากขัดรัฐธรรมนูญและสามัญสำนึกของความเป็นคนแล้ว ยังแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ เพราะเป็นการทิ้งคนของตนให้ชาติอื่นต้องดูแลแทน อันเป็นนิสัยถาวรของพลเอกประยุทธ์ ดูได้จากค่านิยม 12 ประการที่คิดขึ้นหลังยึดอำนาจ จนกระทรวงศึกษาฯ เอาไปให้เด็กท่อง ปรากฏว่าไม่มีแม้แต่ตอนใดตอนหนึ่งที่สอนให้เด็กมีความรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าโควิด-19 คือเศรษฐกิจไทยที่จะพินาศจนกู่ไม่กลับ เพราะจนบัดนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่จะฟื้นฟูนอกจากการกู้เงินอย่างไร้จุดหมาย นับแต่ยึดอำนาจจนบัดนี้รัฐบาลประยุทธ์กู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณแล้ว 2.662 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมขาดดุลปี 2564 และกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิดอีกราว 1.6 ล้านล้านบาท เท่ากับตั้งแต่ยึดอำนาจพลเอกประยุทธ์สร้างหนี้ให้ประเทศเกือบ 5 ล้านล้านบาท อันเป็นการก่อหนี้สูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา แต่ทำให้คนไทยลำบากยากจนที่สุด เจอผู้นำไร้สมองไม่มีความรับผิดชอบ ยังต้องมาเจอบริวารสอพลอสมองกลวงอีก คนไทยเลยซวยไม่รู้จบ&amp;quot;.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62221</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ผลกระทบจากโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเดือนให้ประชาชน, แผนเยียวยาโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89e5bf2686b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
