<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้น เดือน ก.ย.เพิ่ม 1.68% หลังมาตรการลดค่าไฟฟ้า น้ำประปาสิ้นสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2564 นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนก.ย.2564 เท่ากับ 101.21 เทียบกับเดือนส.ค.2564 เพิ่มขึ้น 1.59% เทียบกับก.ย.2563 เพิ่มขึ้น 1.68% เป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัวในเดือนที่ผ่านมา ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 9 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.83% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนด้านราคาออก พบว่า ดัชนีอยู่ที่ 100.59 เพิ่มขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.2564 และเพิ่มขึ้น 0.19% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย.2563 และเฉลี่ย 9 เดือน เพิ่มขึ้น 0.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนก.ย.2564 กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการสิ้นสุดลงของมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งการลดค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ที่สิ้นสุดตั้งแต่เดือนส.ค.2564 และระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงยังสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงถึง 32.44%&amp;nbsp;ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเงินเฟ้อในเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยที่ทอนเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นมาก เป็นผลจากสินค้าเคลื่อนไหวเป็นปกติและค่อนข้างทรงตัว แม้กลุ่มอาหารสดจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ค่อนข้างผันผวน แต่ส่วนใหญ่ยังมีราคาต่ำกว่าปีก่อน โดยเฉพาะข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ไก่สด ผักสดและผลไม้สด ยกเว้นไข่ไก่ที่ยังมีราคาสูงกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก รวมถึงเครื่องประกอบอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับเดือนก.ย.2564 มีสินค้าที่ปรับขึ้นราคา&amp;nbsp;183&amp;nbsp;รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เม็ดพลาสติก ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ผลปาล์มสด น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เหล็กแผ่น เหล็กเส้น และเหล็กฉาก เป็นต้น สินค้าลดลง 92 รายการ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุกร ไก่ ผัก ผลไม้ มะพร้าวผล ทองคำ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และไม่เปลี่ยนแปลง 226 รายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวิชานันกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หากไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐ ที่ลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา แต่ยังอุดหนุนน้ำมันดีเซล แต่เบนซินไม่มีมาตรการ และมีการผ่อนคลายกิจกรรมจากโควิด-19 ที่จะทำให้การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจะกลับมา มีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเป็นระยะ ๆ บวกกับการอ่อนค่าของเงินบาท ที่กระทบต้นทุนนำเข้าน้ำมัน การผลิต และอาหารสดที่มีความผันผวน เช่น ข้าว ที่ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว ผักและผลไม้ ที่มีความผันผวน รวมปัจจัยทั้งหมดนี้ จะทำให้เงินเฟ้อไตรมาส 4 ขยายตัวอยู่ในช่วง 1.4-1.8%&amp;nbsp;ถือว่าค่อนข้างสูง ตลอดทั้ง 3 เดือนที่เหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ สนค.ได้ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2564 ใหม่ จากเดิมคาดการณ์ 0.7-1.2% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.2% ปรับเป็น 1%&amp;nbsp;บวกลบ 0.2%&amp;nbsp;หรืออยู่ระหว่าง 0.8-1.2%&amp;nbsp;โดยมีสมมติฐานจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 0.7-1.2%&amp;nbsp;ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ย 65-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.5-32.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้ว่าเงินบาทขณะนี้เริ่มอ่อนค่าลง แต่เฉลี่ย 9 เดือนที่ผ่านมา ยังแข็งค่ากว่าปีที่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118840</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ย., ดัชนีราคาผู้บริโภค, ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c18ad7e5f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118433</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหุ้นเช้านี้ปิดลบ -6.80 จุด หลังตลาดต่างประเทศผันผวน โบรกแนะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหุ้นเช้านี้ปิดลบ -6.80 จุด หลังตลาดต่างประเทศผันผวน โบรกแนะติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1 ต.ค 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 1 ต.ค 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,598.88 จุด ปรับตัวลดลงหรือลบ -6.80 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.42&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;% มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 40,469.72ล้านบาท
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 960.44 จุด ลดลง -3.91 จุด คิดเป็นร้อยละ &amp;nbsp;-0.41% มีมูลค่าซื้อขายรวม 18,308.77 ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,186.76 จุด ลดลง -7.67 คิดเป็นร้อยละ -0.35% มีมูลค่าซื้อขายรวม 26,708.34ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ &amp;nbsp;541.29 จุด ลดลง -3.39 จุด คิดเป็นร้อยละ -0.62% มีมูลค่าซื้อขายรวม 2,438.08 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
1.BANPU ปิดที่ 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4,068.92 ล้านบาท
2.KBANK ปิดที่ 133.00 บาท ลดลง -0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,917.91 ล้านบาท
3.SCB ปิดที่ 122.00 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,329.54 ล้านบาท
4.RCL ปิดที่ 44.50 บาท ลดลง -2.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 964.98 ล้านบาท
5.GULF ปิดที่ 41.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 916.14 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยดาวโจนส์เมื่อคืนที่ผ่านมาร่วงเกือบ 1.6% ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับลงถ้วนหน้า จากความกังวลเงินเฟ้อสูง, การปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมถึงในเรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาดบ้านเราบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี หลังจากตลาดบ้านเราผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้เริ่มคลี่คลายลง และมีโอกาสปลายปีนี้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้การบริโภคในประเทศดีขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมมองเป็นผลกระทบแค่ระยะสั้น เมื่อน้ำลดก็จะมีความช่วยเหลือเข้ามา ประกอบกับมีการซ่อมแซมบ้านเรา ถนนหนทาง ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องน่าจะได้รับประโยชน์ไปด้วย รวมถึงติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐว่าจะออกมาสูงอย่างที่กังวลกันหรือไม่ และติดตามทิศทางราคาพลังงานต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118433</URL_LINK>
                <HASHTAG>&#039;การเมืองหน้ากาก&#039; ไทย-สหรัฐฯ, SET Index, ตลาดหุ้นไทย, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062f608afbc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอดีบี”ลุยหั่นจีดีพีไทยเหลือโต0.8% โควิดกระทบแรง/ห่วงวัคซีนล่าช้าถ่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>

&lt;p style=&quot;margin-top:0px; margin-bottom:0.25cm; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย&amp;nbsp;(เอดีบี)&amp;nbsp;ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;0.8%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา ที่&amp;nbsp;3%&amp;nbsp;ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระดับเดิมที่&amp;nbsp;1.1%&amp;nbsp;พร้อมทั้งปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ลงมาอยู่ที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;4.5%&amp;nbsp;โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกใหม่ในประเทศไทย&amp;nbsp;ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเดินหน้าไม่ได้เต็มที่ แม้การเติบโตของการส่งออกสินค้าและสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยจะช่วยลดผลกระทบทางลบจากโควิด-19&amp;nbsp;ต่อการเติบโตได้
&amp;ldquo;การระบาดระลอกใหม่ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความล่าช้าของแผนวัคซีนของประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp;เอดีบี ระบุ
นอกจากนี้&amp;nbsp;เอดีบียังคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่&amp;nbsp;7.1%&amp;nbsp;ในปีนี้ ซึ่งเป็นการปรับลดจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่&amp;nbsp;7.3%&amp;nbsp;ในเดือน&amp;nbsp;เม.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ส่วนปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;คาดว่าการเติบโตจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่&amp;nbsp;5.4%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;5.3%
อย่างไรก็ดี โควิด-19สายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดภายในประเทศระลอกใหม่ การกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมที่หลากหลายและการล็อกดาวน์ในระดับต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนที่ล่าช้าและไม่สม่ำเสมอนั้น กำลังทำให้โอกาสการฟื้นตัวของภูมิภาคนี้ลดน้อยลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117517</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), เงินเฟ้อ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61166d257a719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการรัฐ ฉุดเงินเฟ้อ ส.ค.หดตัวครั้งแรกในรอบ 5 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2564 นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนส.ค.2564 เท่ากับ 99.63 เทียบกับเดือนก.ค.2564 ลดลง 0.18% เทียบกับส.ค.2563 ลดลง 0.02% เป็นการกลับมาหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 8 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 0.73% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนด้านราคาออก พบว่า ดัชนีอยู่ที่ 100.43 ลดลง 0.07% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.2564 และเพิ่มขึ้น 0.07% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค.2563 และเฉลี่ย 8 เดือน เพิ่มขึ้น 0.23%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนส.ค.2564 หดตัว มาจากมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ โดยเฉพาะการลดค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าน้ำประปา การลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดบางชนิด โดยเฉพาะข้าว เนื้อสัตว์ ผักสด และผลไม้สด และราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานที่แม้จะเพิ่มขึ้น แต่เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่ราคาสินค้าในหมวดอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในเดือนส.ค.2564 มีสินค้าปรับขึ้นราคา 204 รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ไข่ไก่ น้ำมันพืช ขิง องุ่น กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ปลาหมึกกล้วย ผงซักฟอก สินค้าไม่เปลี่ยนแปลง 71 รายการ และสินค้าลดลง 155 รายการ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไก่ย่าง มะเขือเทศ ต้นหอม ผักชี เงาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวิชานันกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนก.ย.2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวในระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยมีปัจจัยสำคัญจากการสิ้นสุดมาตรการลดค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ซึ่งสิ้นสุดในเดือนส.ค.2564 อีกทั้งราคาพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากการเพิ่มกำลังการผลิตของผู้ผลิตโลก ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มเริ่มคลี่คลาย แต่ถ้ารัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ถึงสิ้นปี ก็จะทำให้เงินเฟ้อขยายตัวในแดนลบต่อไป โดยทั้งปีคาดว่าเงินเฟ้อจะขยายตัว 0.7-0.8% แต่ถ้าไม่มีมาตรการ ก็ยังบวกไม่ถึง 1% จากคาดการณ์ 0.7-1.2% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จะมีการทบทวนประมาณการณ์เงินเฟ้ออีกครั้ง หลังจากได้ตัวเลขในเดือนก.ย.2564 โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการปรับประมาณการลง แต่จะยึดตัวเลขของสภาพัฒน์ที่ 0.7-1.5% จากเดิม 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบ ต้องประเมินอีกครั้ง เดิมอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน ที่จะประเมินใหม่ จากปัจจุบันอยู่ที่ 30-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115793</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป), วิชานัน นิวาตจินดา, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b74ff1d889.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อก.ค.64 เพิ่ม 0.45% ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือนติด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.ค. 2564 นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนก.ค.2564 เท่ากับ 99.81 เทียบกับเดือนมิ.ย.2564 ลดลง 0.12% เทียบกับก.ค.2563 เพิ่มขึ้น 0.45% สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แต่เพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลง ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่มขึ้น 0.83% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนด้านราคาออก พบว่า ดัชนีอยู่ที่ 100.50 เพิ่มขึ้น 0.03% เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.2564 และเพิ่มขึ้น 0.14% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.2563 และเฉลี่ย 7 เดือน เพิ่มขึ้น 0.26%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อยังคงขยายตัว มีปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เพิ่มสูงขึ้น 29.35% อาหารสดบางชนิด เช่น เนื้อสุกร ไข่ไก่ ผลไม้สด ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของฐานปีที่แล้วต่ำ และมีความต้องการเพิ่มขึ้นในบางช่วง และเครื่องประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช ซีอิ้ว พริกแกง ที่เพิ่มขึ้นจากฐานปีที่แล้วต่ำ โดยมีปัจจัยทอนไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาก จากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล คือ การลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้าที่ลดค่อนข้างแรงกว่าเดือนที่แล้ว เพราะใช้ฐานคำนวณใหม่ เป็นเดือนก.พ. จากเดิมเม.ย. ทำให้จ่ายค่าไฟถูกลง และยังมีการลดค่าธรรมเนียมการศึกษาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการลดลงของสินค้าอาหารสดบางชนิด เช่น ข้าว ข้าวสารเหนียว ผักสด ที่ฐานปีที่แล้วต่ำ และผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ เช่น มังคุด ที่ลดลงมาก เพราะมีปัจจัยเรื่องผลผลิตออกมาก มีปัญหาเรื่องการเก็บผลไม้ การขนส่ง ทำให้มีสต็อกค่อนข้างเยอะ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำดื่ม กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม ที่ราคาปรับลดลง และเครื่องนุ่งห่ม ที่ราคาลดลง เพราะความต้องการลดลงในช่วงสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินเฟ้อเดือนก.ค.2564 กลุ่มที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น มีมากกว่ากลุ่มที่ทำให้เงินเฟ้อหดตัว จึงทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเพียง 0.45% แต่ถ้าไม่มีมาตรการรัฐ ทั้งลดค่าน้ำ ค่าไฟ จะมีผลทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอีก 1.3% ถ้าบวกเข้าไปเงินเฟ้อเดือนนี้ ก็จะวิ่งไปที่ 1.8% พอมีมาตรการมาช่วย ก็ขึ้นไม่มากอย่างที่เห็น&amp;rdquo;นายวิชานันกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชานันกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนส.ค.2564 คาดว่าจะขยายตัวไม่สูงมากนัก เพราะยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ในรอบเดือนก.ค.-ส.ค.2564 ส่วนราคาน้ำมัน แม้จะมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง เพราะฐานปีก่อนเริ่มสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา สำหรับสินค้าในหมวดอื่น ๆ น่าจะยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ ตามปริมาณผลผลิตและความต้องการ ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังมีโอกาสผันผวนตามสภาพอากาศ และยังมีปัจจัยจากโควิด-19 ที่กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเงินเฟ้อทั้งปี ยังคงคาดการณ์อยู่ในช่วง 0.7-1.7% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.2% และมองว่าโอกาสที่จะขยับขึ้นไปถึง 1.7% มีความเป็นไปได้น้อย เพราะน้ำมันไม่ได้ขยับขึ้นต่อเนื่อง และยังมีมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลถึงส.ค.2564 โดยไตรมาส 2 เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.36% ได้รับอิทธิพลจากราคาน้ำมันเป็นหลัก ส่วนไตรมาส 3 และ 4 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.01% และ 1.90% ภายใต้สมมตฐาน รัฐบาลไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพเพิ่มเติม แต่ถ้ามี ตัวเลขนี้จะลดลงอีก แต่ทั้งปี จะอยู่ที่ 1.18-1.2% ภายใต้สมมติฐาน จีดีพี 1.5-2.5% ราคาน้ำมัน 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 30-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีราคาผู้บริโภค, วิชานัน นิวาตจินดา, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610b74ff1d889.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาน้ำมันดัน เงินเฟ้อ เพิ่มสูงสุดในรอบ 8 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค. 2564 &amp;nbsp;นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนเมษายน 2564 สูงขึ้น 3.41% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน เป็นการกลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 14 เดือน และขยายตัวสูงสุดในรอบ 8 ปี 4 เดือน (100 เดือน) สาเหตุสำคัญจากสินค้ากลุ่มพลังงานขยายตัวก้าวกระโดด 36.38% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำมากในปีก่อน และระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาตลาดโลก ประกอบกับมาตรการลดค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาของรัฐได้สิ้นสุดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น สินค้าในกลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะ เนื้อสุกร ผักและผลไม้ ขยายตัว 0.11% ผลจากสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับสินค้าในหมวดอื่นๆ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ สอดคล้องกับผลผลิต การส่งเสริมการขายและความต้องการ โดยในเดือนมีนาคม สินค้าที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อ ที่ราคาสูงขึ้น 224 รายการ ลดลง 140 รายการ สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) ขยายตัว 0.30%เป็นการปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 0.09%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เดิมนั้นคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อมีทิศทางเป็นขาขึ้น จนถึงเดือนสิงหาคมจะทยอยลดลง เนื่องจากการอ่อนตัวของราคาอาหารสด และรัฐไม่ต่อมาตรการลดค่าครองชีพด้านสาธาณูปโภค แต่มีราคาพลังงานที่มีทิศทางสูงขึ้นเป็นการดันเงินเฟ้ออยู่ ขณะเดียวกันต้องติดตามแพคเกจมาตรการที่รัฐบาลจะออกมาเพื่อเยียวยาและลดค่าครองชีพอย่างไร หากมีการต่อมาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ ซึ่งมีน้ำหนักที่สูงในเงินเฟ้อ จากที่คาดการณ์ว่าพฤษภาคม เงินเฟ้อสูง 3% ก็จะหายไป 2% เหลือ 1-1.5% เท่านั้น อีกทั้งหากต่อมาตรการยาวถึงครึ่งปีหลัง สนค.ก็จะทบทวนตัวเลขเงินเฟ้อใหม่&amp;rdquo; นายวิชานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคาดการณ์เงินเฟ้อ ณ เดือนเมษายน ไว้ว่า ไตรมาส 2 เงินเฟ้อจะขยายตัว 2.95% ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.31% ไตรมาส 4 ขยายตัว 0.92% กรณีไม่มีมาตรการลดค่าสาธารณูปโภคเพิ่มเติมจากรัฐ และคาดเงินเฟ้อทั้งปี 2564 เคลื่อนไหวระหว่าง 0.7 &amp;ndash; 1.7% ค่ากลางขยายตัว 1.2% แต่หากรัฐบาลขยายแพคเกจช่วยลดค่าครองชีพด้านสาธาณูปโภคยาวหลายเดือน ก็จะต้องทบทวนตัวเลขคาดการณ์ทั้งปีใหม่ ที่อาจลดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101826</URL_LINK>
                <HASHTAG>)กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุดมแจ้งเกิดราวเดือนเมษายน, วิชานัน นิวาตจินดา, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ae3677290a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อดีขึ้นต่อเนื่อง3เดือนติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค.2564 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนธ.ค.2563 เพิ่มขึ้น 0.15% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2563 และลดลง 0.27% เมื่อเทียบกับเดือนธ.ค.2562 ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และหดตัวน้อยสุดในรอบ 10 เดือนนับจากมี.ค.2563 โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของสินค้ากลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ กำลังซื้อของเกษตรกรดีขึ้น จากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มพลังงานยังเป็นตัวฉุด แม้ราคาจะลดลงไม่มาก แต่ก็ลดอยู่ และยังได้ผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ทั้งคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เราเที่ยวด้วยกันที่มีส่วนกระตุ้นการบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเงินเฟ้อทั้งปี 2563 ลดลง 0.85% อยู่ในคาดการณ์ที่ตั้งไว้ที่ติดลบ 1.5% ถึงลบ 0.7% โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีติดลบ มาจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความต้องการบริโภคสินค้าชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน ได้รับผลดีจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ทั้งการปรับลดราคาสินค้าตลอดทั้งปี การดูแลค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนธ.ค.2563 เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย.2563 เพิ่มขึ้น 0.05% และเทียบกับธ.ค.2562 เพิ่มขึ้น 0.19% เฉลี่ยทั้งปี 2563 เพิ่มขึ้น 0.29% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสินค้ายังมีการเคลื่อนไหว และราคาปรับตัวสูงขึ้น เพราะได้หักสินค้าที่มีความผันผวน ทั้งกลุ่มอาหารและพลังงานออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เงินเฟ้อทั้งปี 2563 ติดลบต่อเนื่อง 10 เดือน เข้าข่ายเป็นเงินฝืดในทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเงินฝืด เพราะในเชิงเศรษฐกิจ สินค้าและบริการส่วนใหญ่ยังมีราคาสูงขึ้น แต่ถูกฉุดโดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แม้จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายปี และยังได้ผลดีจากมาตรฐานรัฐ ที่ดูแลทั้งราคาสินค้า ค่าสาธารณูปโภค ทำให้ไม่มีการปรับขึ้นราคา&amp;rdquo;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในปี 2564 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ที่จะส่งผลกระทบทำให้การบริโภคชะลอตัว แต่ราคาสินค้ายังเป็นปกติ ไม่มีการกักตุนสินค้า อาจจะมีปัญหาเรื่องการขนส่งบ้างในบางพื้นที่ และราคาน้ำมันคาดว่าจะยังทรงตัว โดยประเมินเงินเฟ้อไตรมาสแรก จะติดลบไม่เกิน 0.5% แต่ไตรมาส 2 ,3 และ 4 จะกลับมาเป็นบวกได้ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง การส่งออกปรับตัวดีขึ้น การมีวัคซีน และการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ส่งผลให้คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีบวก 0.7&amp;ndash;1.7% มีค่ากลางอยู่ที่ 1.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2564 มีสมมุติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 3.5-4.5% น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 40-50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 30-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88893</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.), พิมพ์ชนก วอนขอพร, เงินเฟ้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffce580b27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
