<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 13:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 13:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาคมแบงก์การันตีเงินเยียวยาถึงมือผู้ประกันตน 4 สิงหาคม นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ก.ค. 2564 สมาคมธนาคารไทย ประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้ผู้ประกันตน ม.33 &amp;nbsp;ที่ได้รับสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากคำสั่งล็อคดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด &amp;nbsp;9 ประเภทกิจการกว่า 2.87 ล้านราย แนะผู้ได้สิทธิ รีบสมัครพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนก่อนวันที่ 4 สิงหาคม นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาคมธนาคารไทยได้มีการประสานธนาคารสมาชิก เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมเข้าบัญชีธนาคารผ่านระบบพร้อมเพย์ &amp;nbsp;เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 &amp;nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกิจการตามประกาศคำสั่งของ ศบค.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33 &amp;nbsp;ที่ได้รับสิทธิในวันที่
4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านราย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;นนทบุรี &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;นครปฐม &amp;nbsp;สมุทรสาคร &amp;nbsp;สมุทรปราการ นราธิวาส &amp;nbsp;ปัตตานี &amp;nbsp;ยะลา &amp;nbsp;สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; สำหรับ 3 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ พระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;จะแจ้งการโอนเงินให้ทราบ
อีกครั้งในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ &amp;nbsp;นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้สิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไข&amp;nbsp;โดย สปส.จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิบนเว็บไซต์ของ สปส. &amp;nbsp;โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ &amp;nbsp;ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกันตนที่ได้สิทธิและมีบัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน &amp;nbsp;หรือ เดิมผูกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ &amp;nbsp;สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่มีบัญชีอยู่ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;Mobile &amp;nbsp;Application, Internet Banking และเครื่อง ATM &amp;nbsp;ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิและยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว หากมีข้อสงสัยเรื่องการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือช่องทาง ที่สามารถทำได้ สามารถศึกษาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ &amp;nbsp;หรือ ติดต่อสอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารที่ใช้บริการอยู่
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ประกันตน ม.33 สามารถตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยาได้ที่ https://www.sso.go.th หรือโทรศัพท์
สายด่วนประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง หากผู้ประกันตนมีความจำเป็นต้องไปทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร ทางสมาคมธนาคารไทย ขอความร่วมมือผู้ติดต่อใช้บริการ ณ สาขาธนาคาร ในการปฏิบัติตนตามมาตรฐานดูแลความปลอดภัยที่ธนาคารแต่ละแห่งได้กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111630</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกันสังคม, ผู้ประกันตน มาตรา 33, สมาคมธนาคารไทย, เงินเยียวยาโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077c3c1972e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กดปุ่มเยียวยาเกษตรกร โวจ่ายครบก่อนสิ้นเดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; วอนประชาชนใจเย็น หลังลงพื้นที่พบประชาชนชวด 5,000 บาทบุกร้องเรียนวันสุดท้ายกว่า 8,000 คน แทงกั๊กแจกเพิ่มจาก 3 เดือน แจงขอดูงบประมาณก่อน ขณะที่ธ.ก.ส.กดปุ่มจ่ายเยียวยาเกษตรกร 5,000 บาทล็อตแรก 6.77 ล้านคน คาดจ่ายครบภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้ พร้อมจี้เกษตรกรตรวจสอบสถานการณ์ได้รับสิทธิ์และผลการโอนเงินผ่านเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่กรมประชาสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศผู้เดินทางมาร้องเรียนเงิน 5,000 บาท จากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com เป็นวันสุดท้าย มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เช้ามืด โดยในช่วง 12.00 น. เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีประชาชนเดินทางมาร้องเรียนแล้วกว่า 5,000 ราย และคาดว่าตลอดทั้งวันจะไม่ต่ำกว่า 8,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ได้รับเอสเอ็มเอสเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่าไม่ได้รับสิทธิ์เพราะเป็นเกษตรกร และผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทั้งที่จริงมีอาชีพอิสระ ได้รับความเดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 12.30 น. นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้เดินทางมาที่จุดตั้งโต๊ะร้องเรียน เพื่อมาพบปะกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้เงิน 5,000 บาท โดยได้ชี้แจงกับผู้ที่มาร้องเรียนให้ใจเย็นๆ กระทรวงการคลังพร้อมดูแลทุกคน จากนั้นมีประชาชนได้เข้ามาสอบถาม โดยถูกระบบตัดสิทธิ์ และต้องการให้นายอุตตม ยืนยันถึงกรณีที่ว่ามีข่าวว่ากระทรวงการคลังเงินหลวงหมดแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งนายอุตตมระบุว่า &amp;ldquo;ขอให้ใจเย็นๆ&amp;rdquo; และเจ้าหน้าที่ได้กันผู้ร้องเรียนออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังเปิดเผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมศูนย์รับเรื่อง ของกระทรวงการคลัง สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องการให้รัฐบาลช่วยดูแลเยียวยา ซึ่งก็มากันหลายกลุ่ม กระทรวงการคลังได้เปิดจุดรับเรื่องร้องเรียนมาพักใหญ่แล้ว และขอขอบคุณกรมประชาสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อใช้สถานที่ วันนี้คิดว่าคนมาอย่างน้อย 7,000-8,000 คน มีทั้งเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ กรมกองต่างๆ ช่วยให้คำปรึกษารับเรื่องที่ประชาชนมาร้องเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมคิดว่ามาตรการดูแลเยียวยาของท่านนายกรัฐมนตรีจะดูแลประชาชนได้ครบทุกกลุ่มครอบคลุมมากที่สุด ดังนั้นการเปิดรับเรื่องก็จะดูว่าเรื่องไหนที่ตรงกับกระทรวงการคลังดูแล เช่น อาชีพอิสระ คลังก็จะดำเนินการช่วยเหลือโดยเร็ว แต่มีบางเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงอื่นดูแลอยู่ ก็ไม่ต้องห่วง คลังก็จะประสานให้หน่วยงานที่ดูแล ช่วยเหลือประชาชนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงทะเบียนจะมีกลุ่มถูกตัดสิทธิ์เยอะหรือไม่นั้น ตอนนี้กระทรวงการคลังประมวลข้อมูลการลงทะเบียนใกล้สิ้นสุดแล้ว พบว่ามีผู้ได้สิทธิ์ 14 ล้านคน การทยอยจ่ายเงินเกือบครบ 14 ล้านคนแล้ว หากไม่ได้ 5,000 บาทของการลงทะเบียนนี้ ก็ต้องไปดูว่าเข้ากับมาตรการอื่นหรือไม่ ก็มีจำนวนมากที่ไม่ได้ 5,000 บาท จากเราไม่ทิ้งกัน แต่ไปได้ 5,000 บาทจากเยียวยาเกษตรกร ซึ่งวันนี้จ่ายเงินเป็นวันแรก บางส่วนอาจจะไปได้รับจากประกันสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จกว่า 1.7 ล้านคน ก็ลงไปดูเป็นรายกรณี ลงไม่สำเร็จด้วยสาเหตุอะไร มีจำนวนมากที่การลงชื่อไม่ตรงกับบัตรประชาชน เราก็จะดูทบทวนอีกครั้งว่ามีเหตุผลอะไร ปัญหาต้องดูเป็นรายกรณีว่าจะได้ 5,000 บาทหรือไม่ ถ้าตรงสิทธิ์ตามเกณฑ์ก็จะได้รับเงินเยียวยาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณี 1.7 ล้านคนดำเนินการได้เร็วไม่ช้า ซึ่งตอนนี้เหลือแค่ 1.1 ล้านคน เพราะส่วนหนึ่งเป็นหัวหน้าเกษตรกร ซึ่งได้ส่งชื่อไปให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการทันที ส่วนจะจ่ายเดือนที่ 4-6 หรือไม่ยังตอบไม่ได้ เป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามดูอยู่และเป็นเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจ รวมทั้งต้องดูงบประมาณประกอบด้วย ทำให้ตอบไม่ได้ว่าจะให้ต่อหรือไม่ และจะเป็นการช่วยเหลือรูปแบบไหน&amp;rdquo; นายอุตตมระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า ตอนนี้นายกรัฐมนตรีสั่งให้ติดตามการเยียวยา มีการตั้งคณะทำงาน 10 ปลัดกระทรวงมาดูแล เราต้องดูเรื่องงบประมาณประกอบด้วย วันนี้มีการใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทแจกเกษตรกร เป็นเงิน 1.5 แสนล้านบาท ส่วนโครงการเราไม่ทิ้งกัน 15-16 ล้านคน ใช้เงิน 2.4 แสนล้าน โดยในจำนวนนี้เป็นงบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เป็นเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1.7 แสนล้านบาท และยังมีอีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงาน 10-11 ล้านคน ซึ่งประกันสังคมดูแล จะมีคนได้รับความช่วยเหลือ 36 ล้านคนที่รัฐบาลได้ดูแลแล้ว แต่ก็ยังไม่หมด ยังมีบางคนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ของ 3 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คลังกำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ตกหล่นว่าจะมีมาตรการอะไรที่มาเสริม แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นการแจกเงิน 5,000 บาท (3 เดือน) เช่น กลุ่มชายขอบ กลุ่มเปราะบาง ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ดูแลอยู่ ซึ่งก็จะช่วยกันดูแล มีจำนวนกว่า 10 ล้านคน ทำให้ทั้งหมดแล้วรัฐบาลดูแลเยียวยาประชาชน 40-50 ล้านคน โดยจะใช้งบประมาณราว 3.5 แสนล้านคนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ยังเหลือเงินอีกกว่า 2 แสนล้านบาท จากจำนวน 6 แสนล้านที่ใช้เยียวยา ก็ต้องเก็บไว้เพื่อดูแลเยียวยาภาคผู้ประกอบการด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กระทรวงการคลังได้มีการส่งเอสเอ็มเอสแจ้งผลการพิจารณายื่นขอทบทวนสิทธิภายใต้มาตรการเยียวยา 5,000 บาท โดยมีกลุ่มผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิจำนวน 4.7 แสนราย ได้รับแจ้งว่า ไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจากตรวจสอบพบว่ามีชื่อปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลหัวหน้าครัวเรือนเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นหัวหน้าครัวเรือนเกษตรแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ตรวจสอบพบว่าฐานข้อมูลเกษตรกรที่กระทรวงการคลังได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเดือน มี.ค.2563 และใช้ในการพิจารณาตรวจสอบคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท มีผู้เป็นหัวหน้าครัวเรือนเกษตรจำนวน 9 ล้านคน ต่อมาในเดือน เม.ย.2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดให้เกษตรกรปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันเพื่อรับสิทธิมาตรการเยียวยาเกษตรกร ทำให้ฐานข้อมูลเกษตรกรเปลี่ยนแปลงไป โดยมีผู้เป็นหัวหน้าครัวเรือนเกษตรลดลงเหลือ 8.3 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังขออภัยในความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าผู้ขอทบทวนสิทธิกลุ่มนี้ยังไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ กระทรวงการคลังจะตรวจสอบคัดกรองให้อีกครั้งกับฐานข้อมูลชุดล่าสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเร็วที่สุด หากผ่านเกณฑ์การคัดกรอง กระทรวงการคลังจะโอนเงินเยียวยาให้เรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ได้มีการส่งเอสเอ็มเอสแจ้งให้ผู้ขอทบทวนสิทธิทราบแล้ว&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รายละ 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.63) จำนวน 10 ล้านราย วงเงิน 150,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมีผู้ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือกลุ่มแรก 6.77 ล้านราย จากกลุ่มเป้าหมายแรก 8.46 ล้านราย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตรวจความซ้ำซ้อนกับการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐ และเริ่มทยอยโอนเงินผ่าน ธ.ก.ส.ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.2563 เป็นต้นไป วันละประมาณ 1 ล้านราย คาดจะดำเนินการกลุ่มแรกแล้วเสร็จภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเกษตรกรกลุ่มที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและการขึ้นทะเบียนใหม่เพิ่มเติม เมื่อได้รับรายชื่อจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านการตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยเร็วต่อไป ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบสถานะการได้รับสิทธิ์และผลการโอนเงินผ่านเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com ได้ด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยังมีเกษตรกรที่มีสิทธิ์รับเงินเยียวยาและมีบัญชีเงินฝากของธนาคารอื่น ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลธนาคาร เลขบัญชี ที่จะโอนเงิน ดังนั้นขอให้รีบแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารใดก็ได้ผ่านเว็บไซต์ข้างต้น โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส.&amp;rdquo; นายอภิรมย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเกษตรกรที่ได้รับโอนเงินเยียวยาแล้ว สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.และของธนาคารอื่นๆ ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร หรือใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็มที่ตู้เอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรยากาศการโอนเงินเยียวยาให้กับเกษตรกรในหลายจังหวัด เป็นไปอย่างคึกคัก เช่นที่หน้า ธ.ก.ส. สาขาอำเภอเมืองพิษณุโลก มีเกษตรกรเดินทางมาตรวจสอบบัญชีและปรับสมุดว่ามีเงินเยียวยาเข้าหรือไม่ เมื่อพบว่ามีเงินเยียวยาเข้ามาต่างรู้สึกดีใจอย่างมาก พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งหลายคนจะนำเงินไปใช้จ่ายในครัวเรือน และใช้หนี้เป็นบางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับที่ ธ.ก.ส.สาขาลำปาง เกษตรกรก็มารอคิวเพื่อปรับสมุด บางรายมาเช็กชื่อว่าตนเองได้รับสิทธิ์หรือไม่ เพราะไม่สะดวกในการเช็กทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้จัดโต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งการกรอกเอกสาร ตรวจสอบเอกสาร การปรับสมุดบัญชี เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66045</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเยียวยาโควิด-19, เยียวยาเกษตรกร, เราไม่ทิ้งกัน, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe927cba7ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอนเงินเกษตรกร8ล้านราย พณ.พักหนี้-อุ้มราคาปาล์ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; เคาะจ่ายเงินเยียวยาอาชีพอิสระ 5,000 บาทให้ 14 ล้านคนที่ผ่านเกณฑ์ คาดสัปดาห์นี้จ่ายเงินครบ ส่วน&amp;ldquo;ธ.ก.ส.&amp;rdquo; เตรียมโอนเงินช่วยเกษตรกร 8.35 ล้านราย ล็อตแรกศุกร์นี้ 15 พ.ค. ฝ่ายค้านหวั่นข้อมูลรายชื่อมั่ว แนะส่งคนลงสำรวจพื้นที่หาเกษตรกรตัวจริง ก.พาณิชย์จัดให้ ดันพักหนี้เกษตรกร 900 ล้าน-อุ้มราคาปาล์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสรุปความคืบหน้ามาตรการเยียวยา 5,000 บาท จากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ w ww.เราไม่ทิ้งกัน.com ณ วันที่ 11 พ.ค. 2563 มีผู้ผ่านเกณฑ์แล้ว 14 ล้านคน คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินเยียวยาให้ได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในวันที่ 12 พ.ค.2563 จะมีการโอนเงินให้ผู้ผ่านเกณฑ์อีกประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่ข้อมูลบัญชีไม่ถูกต้องและได้เปลี่ยนแปลงวิธีการรับเงินเป็นช่องทางพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนแล้ว ส่วนการเปิดทบทวนสิทธิภายหลังปิดให้มีการดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.2563 เวลา 24.00 น. พบว่า มีผู้ขอทบทวนสิทธิรวมทั้งสิ้น 6.5 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมีผู้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว 6.1 ล้านคน ยังขาดอีก 4 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังคาดว่าภายในวันที่ 17 พ.ค.2563 จะสามารถบริหารจัดการข้อมูลผู้ลงทะเบียนทั้งหมดให้แล้วเสร็จได้ในระดับ 98-99% โดยอาจมีกลุ่มที่ตกค้างบ้าง เช่น กลุ่มที่ขอข้อมูลเพิ่มเติมแต่ยังไม่ได้เข้ามาให้ข้อมูล และยังมีกลุ่มผู้ขอทบทวนสิทธิที่ผู้พิทักษ์สิทธิลงพื้นที่แล้ว แต่ไม่พบตัวเนื่องจากปัจจุบันไม่ได้อยู่ตามที่อยู่ที่ได้แจ้งไว้ตอนขอทบทวนสิทธิ กรณีนี้จะส่งต่อข้อมูลให้ผู้พิทักษ์สิทธิในจังหวัดที่ท่านอยู่ในขณะนี้รับไปเป็นผู้ดูแลต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการเพิ่มขึ้นบ้าง&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องมาตรการเยียวยากลุ่มเกษตรกร ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับฐานข้อมูลการจ่ายเงินเยียวยาตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท และฐานข้อมูลข้าราชการและข้าราชการบำนาญตามที่กระทรวงเกษตรขอความอนุเคราะห์เรียบร้อยแล้ว และได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรเป็นไปตามกำหนดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงขั้นตอนการจ่ายเงินให้แก่ครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ ตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รายละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 10 ล้านราย ภายใต้วงเงินงบประมาณ 150,000 ล้านบาท ว่ากระบวนการดังกล่าว ธ.ก.ส.จะรับข้อมูลผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ในกรณีเกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. แล้ว สามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้โดยไม่ต้องมาเปิดบัญชีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. สามารถแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารอื่น โดยเตรียมหมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และเลขที่บัญชีเงินฝากธนาคารอื่น จากนั้นเข้าเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com ซึ่งมีเกษตรกรบางส่วนได้แจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารอื่นแล้ว โดยเว็บไซต์ w ww.เยียวยาเกษตรกร.com เป็นเพียงการรับแจ้งช่องทางในการโอนเงินเท่านั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐ เช่น การเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระ (เราไม่ทิ้งกัน) ข้าราชการบำนาญ ประกันสังคม หรือโครงการอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์ย้ำว่า กรณีเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2563 ซึ่งหมดเขตวันที่ 15 พ.ค.2563 จะไม่พบข้อมูลในเว็บไซต์ เนื่องจากข้อมูลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดส่งให้ ธ.ก.ส. กลุ่มเป้าหมายแรกจำนวน 8.35 ล้านราย เป็นข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพียง ณ วันที่ 30 เม.ย.2563 เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเกษตรกรจะสามารถแจ้งบัญชีเงินฝากธนาคารอื่น หลังจากได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนตามเงื่อนไขของโครงการ โดยเริ่มแจ้งได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.2563 และ ธ.ก.ส.จะเริ่มโอนเงินเข้าบัญชีกลุ่มเป้าหมายที่ 2 พร้อมกับเกษตรกรที่มีบัญชี ธ.ก.ส. ในวันที่ 29 พ.ค.2563 เป็นต้นไป นอกจากนี้ เว็บไซต์ดังกล่าวยังสามารถตรวจสอบผลการโอนเงินได้ โดยเกษตรกรที่ได้รับเงินกลุ่มแรกกว่า 8 ล้านราย สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่15 พ.ค.2563 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าว ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการภายใต้การควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ซึ่งนอกจากเกษตรกรไม่จำเป็นต้องมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.แล้ว ยังสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.และของธนาคารอื่นๆ ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ทุกธนาคาร หรือใช้โทรศัพท์มือถือที่มีแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile ถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรเอทีเอ็มที่ตู้เอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.ได้อีกด้วย&amp;rdquo; นายอภิรมย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชน ของกระทรวงพาณิชย์ในสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีมติร่วมในหลักการ ให้พักชำระหนี้เกษตรกร ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ในวงเงินประมาณ 900 ล้านบาท โดยกองทุนต้องกลับไปแก้ไขระเบียบเกี่ยวข้อง ที่เดิมใช้มาตรการขยายเวลาชำระหนี้ แล้วเข้าประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ อีกครั้ง เพื่อออกเป็นระเบียบปฏิบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า สินค้าเกษตร 5 ชนิดหลัก คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์ม โดย 4 ชนิดราคาปรับตัวดีขึ้น ยกเว้นปาล์ม ที่ราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด มีการจำกัดการเดินทาง ทำให้การใช้พลังงาน ไบโอดีเซลที่มีปาล์มเป็นวัตถุดิบลดน้อยลง เมื่อความต้องการน้อยราคาจึงตกไปบ้าง แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น การเดินทางสัญจรและการขนส่งเริ่มกลับมา บริษัทผู้ผลิตไบโอดีเซลจึงพร้อมที่จะรับซื้อผลปาล์มมากขึ้น ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติซื้อน้ำมันปาล์มดิบที่ยังเหลือรับการซื้ออีก 3 หมื่นตันในเร็ววันนี้ คาดว่าราคาผลปาล์มจะขยับตัวสูงขึ้น แต่หากสเถียรภาพยังไม่ดีขึ้น จะสำรองการรับซื้อเพิ่มอีก 1 แสนตัน รวมถึงขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับซื้อผลปาล์มในราคาเป็นธรรม ไม่กดราคากับชาวสวนปาล์ม ซึ่งถ้าหากมีการกดราคาจนไม่เป็นธรรม จะขัดกฎหมายมาตรา 29 การกดราคาสินค้าเกินควร ซึ่งจะมีโทษทั้งจำและปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวอีกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลผลไม้และจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะมะม่วง ที่ไม่สามารถส่งออกขายนอกประเทศได้ เนื่องจากหลายประเทศมีการปิดพรมแดน กระทรวงพาณิชย์??จึงร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ช่วยกันจำหน่ายผลไม้ออนไลน์ภายในประเทศ โดยไปรษณีย์ไทยที่มีกลไกโลจิสติกส์จะเข้าไปรับสินค้าถึงในสวน และจัดส่งให้ด้วย ขณะที่กรมท่าอากาศยาน ให้ความร่วมมือจัดพื้นที่ในสนามบินเปิดขายผลไม้ ซึ่งมีบริการส่งฟรีในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกสินค้าการเกษตร เช่น ข้าวแลกปลา เป็นแนวคิดกระทรวงพาณิชย์ ที่ใช้กลไกพาณิชย์จังหวัด ให้เป็นเซลส์แมนขายสินค้า เนื่องจากแต่ละจังหวัดรู้ว่าตัวเองมีสินค้าอะไร ที่ล้นอาจตลาด อยากระบายไปที่อื่น ขณะที่บางจังหวัดรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โดยจังหวัด วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ร่วมมือกัน เสนอสินค้าจับคู่กัน ทำให้เกิดมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าการค้าปกติ โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากว่า 900 ล้านบาท ซื้อขายสินค้าเกษตรออกนอกพื้นที่มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการส่งออกสินค้า ขณะนี้เริ่มทำได้แล้วหรือไม่ ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาด ทุกประเทศจำกัดการเคลื่อนย้าย ทั้งคนและสินค้า โดยเฉพาะประเทศจีน ที่มีความต้องการสินค้าเกษตรของเราค่อนข้างเยอะ ที่ผ่านมาใช้การขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านและวิ่งยาวไปถึงประเทศจีน แต่มีการล็อกด่านพรมแดน จึงเกิดความยากลำบาก รัฐบาลจึงใช้การเจรจาในระดับสูงด้านการทูต ซึ่งปัญหาเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา สปป.ลาวได้กำหนดจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า ให้ใช้รูปแบบอยู่ดินแดนประเทศไหน ให้คนชาตินั้นขับ จึงเกิดความสะดวก เพราะหากใช้คนจากประเทศเราขับเข้าไปก็จะถูกกักตัว ขณะที่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางการจีนเปิดนำเข้าผลไม้ทางบก บริเวณด่านตงซิง ที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศเวียดนาม และด่านหมิงเสียง ก็เปิดด่านรถไฟเพิ่มจากเดิมที่มีแต่ด่านรถยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงยังมีโครงการให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก โดยจัดโครงการธงฟ้าสู้ภัยโควิด-19 ที่เริ่มต้นเฟสแรกมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม มีรถเร่กว่าร้อยคันวิ่งขายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจะมีเฟส 3 ในวันที่ 13 พฤษภาคม จะเพิ่มรถเร่เป็น 300 คัน รวมถึงโครงกาารพาณิชย์ลดราคาเพื่อประชาชน ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา มีสินค้าร่วมรายการ 72 รายการ ผู้ประกอบการ 31 ราย และเฟส 2 เมื่อวันที่ 25 เมษายน มีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นเป็น 51 ราย และสินค้า 3,025 รายการ &amp;nbsp;และเตรียมที่จะมีเฟส 3 อีกในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจาก 7-11 ลดราคาอาหารแช่แข็ง 6 เมนู จากราคา 30-32 บาท จะขายในราคาเดียวคือ 20 บาท เช่นเดียวกับบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด จัดสินค้ามาม่าคัฟ 14 รส จากราคา 13 บาท ลดเหลือราคา 10 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ซื้อสินค้าราคาถูก และลดค่าครองชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเห็นจากฝ่ายการเมือง นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับมาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนปี 2562 และปัจจุบันยังคงเป็นเกษตรกรอยู่ กลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา เหตุยังไม่ปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรให้เป็นปีปัจจุบัน รวมทั้งหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาภัยแล้ง ไม่สามารถเพาะปลูก เพราะเมื่อไม่มีการแจ้งปลูก ก็ไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรได้ ดังนั้นรัฐควรผ่อนปรนหรือมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรกลุ่มนี้ ซึ่งมีประมาณ 1.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน โดยไม่ควรใช้ระบบ AI เช่นเดิม เกรงว่าจะมั่วเหมือนที่ผ่านมา โดยต้องส่งคนลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริงจะได้ช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65671</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ช่วยเกษตรกร, พักหนี้, ลงสำรวจพื้นที่หาเกษตรกรตัวจริง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเยียวยาโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb94dc8f0db5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2020 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2020 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจ๊หน่อย&#039;ไม่ปลื้ม5พันจากรัฐบาลหวังยาก!ย้ำทุกข์ของพี่น้องประชาชนอยู่ที่ไหนทีมงานเพื่อไทยอยู่ที่นั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
21 เม.ย.63-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ &amp;nbsp;ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การเยียวผู้ได้รับผลกระทบจาก Covid ต้องทั่วถึง และรวดเร็วให้ทันกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่อยได้ลงพื้นที่ส่งมอบข้าวกล่อง อาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังทุกข์ยากร่วมกับ #ทีมเพื่อไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้หน้ากากผ้าที่พี่น้องประชาชนสวมอยู่ หน่อยได้เห็นแววตาที่แสดงถึงความทุกข์ความกังวลใจกับความไม่แน่นอนของชีวิตตนเอง ที่ไม่รู้ว่าจะกลับมามีงานทำ กลับมามีรายได้เมื่อไหร่ จะมีอาหารมื้อต่อไปกินหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เท่าที่หน่อยได้มีโอกาสพูดคุย แทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระหว่างเงิน 5,000 บาท กับการได้มีโอกาสกลับมาทำงาน กลับมาขายของ ทำอาชีพของตน พี่น้องประชาชนอยากได้อย่างหลังมากกว่าค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายคนบอกกับหน่อยว่า พวกเขาก็ไม่อยากเบียดเบียนเงินภาษีของประชาชน ไม่อยากเป็นภาระของประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงสะท้อนความเดือดร้อนที่ดังแรงมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ คือ เมื่อไหร่จะได้กลับไปทำมาหากิน ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5,000 บาทก็หวังยาก เพราะส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ เนื่องด้วย AI ของนายกฯ ประยุทธ์เปลี่ยนอาชีพให้พวกเขาเอง จนทำให้พวกเขากลายเป็นคนไม่มีสิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่หน่อย และทีมเพื่อไทย ขอเป็นตัวแทนสะท้อนเสียงคนจนให้รัฐบาลฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพราะความหิวของคน ความทุกข์ของคน รอไม่ได้ค่ะ ต้องเร่งเยียวยาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมเพื่อไทยในทุกจังหวัด ส.ส.ทุกคนทั้ง 136 คนได้ลงพื้นที่ดูแลความทุกข์ยากของประชาชนอย่างเต็มที่ ตัวหน่อยเองได้มีโอกาสประชุมทางออนไลน์ร่วมกับ ส.ส.เพื่อไทยหลายสิบชีวิตจากทั่วทุกมุมของประเทศ ทำให้ได้รับทราบ ความทุกข์ของพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาหลักของพี่น้องประชาชน
คือการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ
ยังไม่ทั่วถึงและมีความล่าช้ามาก ไม่ทันกับความอดอยากหิวโหยของประชาชนที่ประสบภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วน สส.#ทีมเพื่อไทย พวกเราร่วมใจออกไปทำงานอย่างหนักและเต็มที่ เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องให้ได้มากที่สุด ลงมือทำทันที คนละไม้ คนละมือ ตามศักยภาพที่มี เพราะเมื่อลงไปในแต่ละพื้นที่ เราสัมผัสได้อยู่เสมอถึงความทุกข์ของพี่น้องประชาชนที่รุนแรงและสาหัสมาก เป็นทุกข์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ปัญหาภัยแล้ง ฝุ่นควันพิษ วิกฤติเศรษฐกิจ และมาถูกซ้ำเติมอีกระลอกใหญ่ด้วยวิกฤติ COVID-19 ครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอย้ำอีกครั้ง...ทุกข์ของพี่น้องประชาชนอยู่ที่ไหน พวกเราทีมทำงานพรรคเพื่อไทยจะรีบเข้าไปที่นั่นโดยทันที เพราะทุกข์ของพี่น้องก็คือทุกข์ของพวกเราพรรคเพื่อไทยค่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63780</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, ความหิวรอไม่ได้, คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์, ทีมเพื่อไทย, เงินเยียวยาโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9e567f9f99c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อออก‘พ.ร.ก.’ กว่า2แสนล้าน ฟื้น‘เศรษฐกิจ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;คลัง&amp;quot; ยันลงทะเบียนรับสิทธิ์เงินเยียวยาโควิด-19 จำนวน 5 พันบาทผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com เท่านั้น วอนประชาชนไม่ต้องไปสาขาธนาคารเพื่อเปิดบัญชี ระบุรัฐบาลพร้อมโอนเงินผ่านทุกธนาคารที่ผู้ได้รับสิทธิ์มีบัญชี &amp;quot;สมคิด&amp;quot; เผยการออก พ.ร.ก.กู้เงินถ้าจำเป็นก็ต้องทำเลย อาจมากกว่า 2 แสนล้าน ยันฐานะการคลังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการลงทะเบียนรับสิทธิ์ตามมาตรการเยียวยา 5,000 บาท (3 เดือน) ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ในวันเสาร์ที่ 28 มี.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.เป็นต้นไป &amp;nbsp;และเว็บไซต์จะเปิดตลอด 24 ชม.นั้น เขากล่าวยืนยันว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาของธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่หรือเพื่อลงทะเบียน โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตัวเองหรือให้ผู้ใกล้ชิดช่วยลงทะเบียนให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารใหม่ที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เนื่องจากในขั้นตอนการจ่ายเงินกระทรวงการคลังสามารถโอนเงินไปได้ทุกธนาคารที่ประชาชนมีบัญชีอยู่และได้ลงทะเบียนไว้ โดยมีเงื่อนไขเพียงชื่อและนามสกุลเจ้าของบัญชีจะต้องตรงกับชื่อและนามสกุลที่ลงทะเบียนไว้ นอกจากนี้ สามารถเลือกให้โอนเข้าพร้อมเพย์ที่ผูกกับหมายเลขประจำตัวประชาชนก็ได้ โดยจะได้รับเงินเร็วที่สุด 7 &amp;nbsp;วันทำการหลังจากการลงทะเบียนและตรวจสอบแล้วผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังได้กำหนดให้การลงทะเบียนและจ่ายเงินเป็นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของประชาชนมากที่สุด และให้สอดรับกับแนวปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุขในการอยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความรุนแรงกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้สถานประกอบกิจการหลายแห่งต้องใช้วิธีเลิกจ้างลูกจ้าง &amp;nbsp;ปิดกิจการ รวมถึงการหยุดกิจการบางส่วนหรือทั้งหมดเป็นการชั่วคราวมาใช้ ซึ่งการหยุดกิจการบางส่วน หรือทั้งหมดเป็นการชั่วคราวนั้น กฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สิทธิ์นายจ้างสามารถกระทำได้ และมุ่งคุ้มครองทั้งนายจ้างและลูกจ้างไปพร้อมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว แต่ยังมีความประสงค์ประกอบกิจการต่อไป เพื่อแก้ไขวิกฤติดังกล่าวให้คลี่คลายและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนายจ้างในการดำเนินกิจการให้บรรเทาเบาบางลงไป ก่อนกลับมาเปิดดำเนินกิจการตามปกติได้อีกครั้ง และยังเป็นการประคับประคองให้นายจ้างสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้าง &amp;nbsp;ทำให้ลูกจ้างไม่ต้องตกงาน ขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อนในช่วงที่หยุดงานเพราะเหตุดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะให้สิทธิ์นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ได้ แต่กฎหมายก็ไม่ได้ยินยอมให้นายจ้างกระทำได้ตามอำเภอใจ จึงได้กำหนดมาตรการเพื่อควบคุมไว้ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจ้างต้องมีเหตุจำเป็นที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง หรือสถานที่อื่นตามที่ตกลงกันและภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือตามที่ตกลงกันกับลูกจ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการชั่วคราวไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากนายจ้างจำเป็นที่จะต้องหยุดกิจการชั่วคราว นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 และต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการชั่วคราวไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ ดังนั้น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน จะเข้าไปดูแลและตรวจสอบการใช้มาตรา 75 ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้&amp;quot; รมว.แรงงานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA แจ้งว่าตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 ที่เปิดให้มีการลงทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์ขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2563 ช่วงเช้ามีผู้ลงทะเบียนกว่า 1 &amp;nbsp;ล้านราย เป็นปริมาณเดียวกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA โดยลูกค้า MEA ที่จะได้สิทธิ์การคืนเงินมีประมาณ 3.85 ล้านราย เป็นเงินประมาณ 13,500 ล้านบาท ส่วนลูกค้า PEA มี 18.3.ล้านราย วงเงิน &amp;nbsp;19,699 ล้านบาท ลงทะเบียนทางออนไลน์ได้ตลอด ไม่มีการกำหนดวันปิดลงทะเบียนแต่อย่างใด และจะได้รับเงินคืนวันแรก 31 มีนาคมนี้ โดยขอความร่วมมือให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลงทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์คืนเงินประกันการใช้ไฟผ่านช่องทางออนไลน์ งดเดินทางมาที่สำนักงานการไฟฟ้าเพื่อลดการแพร่ระบาดและป้องกันการแพร่เชื้อ COVID-19 ตามมาตรการของรัฐบาล &amp;quot;อยู่บ้าน ลดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ รมว.การคลัง, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, สมาคมธนาคารไทย และตลาดทุน เรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ได้เรียกประชุมด่วนทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 3 เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่เริ่มหยุดชะงัก ประชาชนส่วนใหญ่ถูกจำกัดให้อยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งในส่วนของรัฐบาลต้องพยายามแก้ปัญหาเรื่องโรคระบาดนี้ให้จบโดยเร็วที่สุด เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจที่ถูกกระทบนานๆ จะยิ่งเสื่อมลง ดังนั้นหากแก้ปัญหาช้าเท่าไหร่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาพรวมเบื้องต้นของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 3 นั้น ได้มีการหารือกันว่าถ้าจะอัดมาตรการชุดใหญ่ออกมา ต้องเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพความจริงที่เกิดขึ้น ให้ถือเอาวิกฤติครั้งนี้มาสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น ส่วนงบประมาณที่จะใช้ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอน แต่เข้าใจว่าต้องใช้งบก้อนใหญ่พอสมควร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน นายสมคิดระบุว่าขึ้นอยู่กับความจำเป็น ระยะเวลา ถ้าต้องทำก็สามารถทำได้เลย ทุกคนเข้าใจ ไม่น่าจะมีอะไร เพราะกระทรวงการคลังเตรียมตัวเรื่องนี้มาเป็นเดือน วงเงินอาจจะมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งไม่มีปัญหา ฐานะการคลังแข็งแกร่ง ส่วนเรื่องการเกลี่ยงบประมาณปี 2563 ไม่ใช่เรื่องงาน ต้องทำผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนเงินงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า เรื่องการกู้เงินในความเห็นตนทำได้ แต่ขอให้รอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมชัดเจนก็จะได้เห็นตัวเลข และจะได้เห็นว่าจะเอาเงินตรงนี้ไปใช้ทำอะไรในช่วงเวลาที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่า ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว แต่ก็มองว่าไม่ตรงจุดเท่ากับนโยบายที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง เหมือนที่รัฐบาลทำนโยบายช่วยเรื่องคนตกงาน ซึ่งจะตอบโจทย์ภาวะเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ข้อเรียกร้องของลูกค้าเรื่องภาระการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยกำลังพิจารณาอยู่ ตอนนี้ภาระเงินต้นถ้ามีความต้องการ ธนาคารก็สามารถเลื่อนให้หมด ส่วนการขอเลื่อนหรือลดดอกเบี้ยก็จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ขณะเดียวกันสภาพคล่องของกิจการที่ยังต้องการ ก็มีมาตรการของรัฐที่ออกไปคือซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่รัฐบาลสนับสนุน เรื่องหลักประกันวงเงิน 6 หมื่นล้านที่พร้อมให้บริการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 200,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะตัวเลขประเมินความเสียหายจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ คาดว่าอาจจะสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 2563 ที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการนำมาใช้ แม้หลายส่วนเสนอให้ดึงงบประมาณลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมาใช้ในส่วนกลางก็ตาม แต่หากดูจากตัวเลขจะมีเพียงประมาณ 450,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการกู้เงินเพื่อนำมาใช้จ่ายฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้เมื่อ พ.ร.ก.ออกมาแล้วจะกู้ผ่านหรือไม่ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61182</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, www.เราไม่ทิ้งกัน.com, ลงทะเบียนรับสิทธิ์, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเยียวยาโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dffc1d5b38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
