<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27821</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สูตรเดิมผุดกก.ร่วม3ฝ่าย 6เดือน-1ปีสรุปเขื่อนวังหีบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot; รับคำสั่ง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; กล่อมม็อบต้านเขื่อนวังหีบกลับบ้านสำเร็จ ใช้สูตรเดิม ตั้งกก. 3 ศึกษาจาก 3 ฝ่าย พร้อมชะลอโครงการไปก่อน คาด 6 เดือน-1 ปีได้ข้อสรุป นายกฯ แจงต้องคำนึงผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ดูแลคนส่วนน้อยได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบ พร้อมเครือข่ายเพื่อนวังหีบเพื่อสิ่งแวดล้อม 24 เครือข่าย คัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนวังหีบ ในพื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน มีคนเห็นด้วยมากกว่าคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็จะแรง เมื่อมีการขยายความกันไปก็เข้าในเรื่องสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งรัฐบาลจะพยายามหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันชี้แจงสร้างการรับรู้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องมองว่าประโยชน์ที่ได้มาเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ขนาดไหน คนส่วนน้อยที่คัดค้านก็อาจจะเสียประโยชน์ เราจะดูแลตรงนี้ได้อย่างไร นี้คือการจัดทำโครงการให้หมด ไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้ แล้วค้านกันอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ข้อยุติเสียที ทำให้ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาโดยรวมมันช้า เพราะเขื่อนเป็นโจทย์สำคัญในการรวมน้ำ เก็บน้ำ การกระจายน้ำ ถ้าไม่มีเขื่อนก็จะควบคุม บริหารจัดการน้ำไม่ได้ 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามบริหารจัดการน้ำได้ดีพอสมควร เห็นได้จาก 4-5 ปีไม่มีน้ำท่วมขนาดหนัก เมื่อมีอุทกภัยก็สามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึกว่า ได้ซ่อมบ้านเรือนประชาชน ดูแลเยียวยา เน้นย้ำจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนโดยเร็ว ที่ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้วส่วนหนึ่งแล้ว เบื้องต้นช่วยเหลือครอบครัวละ 3,000 บาท สำหรับเงินที่ได้รับการบริจาคจำนวน 130 ล้านบาท กำลังคัดกรองอยู่ ขอให้มั่นใจว่ายังอยู่ในบัญชีทั้งหมด ไม่มีใครสามารถเอาไปใช้ได้ เพราะเงินทั้งหมดที่ได้มาจะอยู่ในบัญชีสำนักงานสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในชื่อบัญชีใคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 15.00 น. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าเจรจากับผู้ชุมนุมเครือข่ายปกป้องดินน้ำป่า จังหวัดนครศรีธรรมราช-พัทลุง ซึ่งได้เดินเท้าจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มาปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. และเคลื่อนมาชุมนุมบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล ฝั่งติดกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนคร โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินการก่อสร้าง 4 โครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วย โครงการสร้างเขื่อนวังหีบ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช, โครงการสร้างเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช, โครงการผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช และโครงการประตูกั้นน้ำเค็มปากประ จ.พัทลุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายเจกะพันธ์ พรหมมงคล แกนนำเครือข่ายฯ กล่าวว่า นับจากวินาทีนี้ ถือเป็นสัญญาประชาคมที่มีความสำคัญ และเป็นการยุติปัญหาที่ชาวบ้านต่อสู้มานานกว่า 5 ปี และเป็นคืนแรกที่คนพัทลุงและนครศรีธรรมราชจะนอนหลับสนิท โดยการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนเครือข่ายกับรัฐบาล ได้ข้อสรุปตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนกรมชลประทาน, ตัวแทนภาคประชาชน, นักวิชาการที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับ เพื่อศึกษาแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้เริ่มจากพื้นที่ จ.พัทลุงและนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งระหว่างนี้ให้ทำการชะลอการดำเนินการทั้ง 4 โครงการออกไป จนกว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นจะพิจารณาจนได้ข้อสรุป โดยการชะลอโครงการดังกล่าว ให้รวมถึงการก่อสร้าง การเวนคืนที่ดิน และการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่ให้ยุติไว้ทั้งหมด โดยคาดว่าในระยะเวลา 6 เดือน และ 1 ปีนับจากนี้ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการดำเนินการทั้ง 4 โครงการ&amp;quot; นายเจกะพันธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพุทธิพงษ์กล่าวกับผู้ชุมนุมว่า รัฐบาลได้ระมัดระวังเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันระหว่างผู้ชุมนุมกับภาครัฐ และขอย้ำว่า ทุกคนเป็นคนไทย ที่รัฐบาลพร้อมรับฟังปัญหาทุกเรื่อง ซึ่งลำพังตัวเองคงไม่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ แต่ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ที่สั่งการมาโดยตรงให้ลงมารับฟังข้อเสนอของผู้ชุมนุม &amp;nbsp;ซึ่งต่อจากนี้ขอให้พี่น้องประชาชนนอนหลับอย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเวนคืนที่ดิน เพราะหลังจากนี้ต้องรอให้คณะกรรมการพิจารณาจนได้ข้อสรุปเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า เท่าที่รับทราบมาโครงการทั้งหมดคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน เช่น โครงการผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช ที่ต้องการก่อสร้างเพื่อไม่ให้น้ำท่วมเมือง และสามารถนำน้ำไปบริหารจัดการต่อได้ด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้คนอื่นไม่ได้ประโยชน์ มีแต่คนในพื้นที่ที่ได้ประโยชน์ แต่ทั้งนี้ ทุกเรื่องต้องหาข้อสรุปให้ทุกคนอยู่ได้ด้วย อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต้องสามารถยกเลิกหรือถอยได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนตัวได้มองแววตาประชาชน ก็มองเห็นกันว่า เราต่างก็เป็นคนดี ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ดังนั้นการดำเนินการหลังจากนี้จะต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพราะไม่มีใครตั้งใจรังแกประชาชน และหวังว่าเราจะได้พบกันในโอกาสอื่นๆ ที่ไม่ใช่การชุมนุมเรียกร้องปัญหาในลักษณะแบบนี้&amp;rdquo;นายพุทธิพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพุทธิพงษ์ยังแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบว่าได้มีการเตรียมรถบัสสำหรับส่งผู้ชุมนุมกลับบ้านในวันที่ 30 ม.ค. ขณะที่คืนนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมพื้นที่พักไว้ให้แล้ว ซึ่งระหว่างนายพุทธิพงษ์ ปราศรัย ผู้ชุมนุมต่างตั้งใจฟังและมีรอยยิ้ม จากที่ก่อนหน้าจะเดินทางมายังปราศรัยอย่างดุเดือด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27821</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจกะพันธ์ พรหมมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190129/image_big_5c5067db5dbb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบต้องมนตร์ งดลุยทำเนียบฯ รอถก&#039;ก.เกษตร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กฤษฎา-ทองเปลว&amp;rdquo; ร่ายมนตร์กล่อมม็อบด้ามขวาน ยาหอมพร้อมรับฟังปัญหาและทบทวน 4 โครงการน้ำ หากคณะกรรมการร่วมลงมติร่วมกันไม่เอา &amp;ldquo;เครือข่ายฯ&amp;rdquo; พร้อมคุย ยันหากจบสวยก็ไม่ไปทำเนียบฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันอาทิตย์ เครือข่ายปกป้องดิน-น้ำ-ป่าบนแผ่นดินปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นการวมตัวของตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก 4 โครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐในพื้นที่ภาคใต้ ประกอบด้วย เขื่อนวังหีบ เขื่อนคลองสังข์ คลองผันน้ำเมืองนคร ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และประตูกั้นน้ำปากประ &amp;nbsp;ทะเลสาบสงขลา ในพื้นที่ จ.พัทลุง ได้ชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ เป็นวันที่ 3 ต่อเนื่องกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้อ่านแถลงการณ์เครือข่ายดินน้ำป่า นครศรีธรรมราช-พัทลุง ฉบับที่ 3 ระบุว่า ในช่วง 2 วันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ชี้แจง แต่ไม่ยอมรับความผิดพลาดในการสร้างเป้าหมายลวง ยังคงดึงดันที่จะก่อสร้าง โดยการเจรจาที่รัฐยื่นข้อเสนอมานั้น คือการปรับในรายละเอียดของโครงการ แต่ไม่ทบทวนโครงการเพื่อการยกเลิกโครงการ สะท้อนให้เห็นเบื้องหลังของวิธีคิดและผลประโยชน์ของการใช้งบประมาณอย่างชัดเจน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หน้าที่เราคือการปกป้องดินน้ำป่า และเรามิอาจสูญเสียที่ดินทำกิน บ้านแตกสาแหรกขาด ชุมชนล่มสลาย เพียงเพราะการสร้างเป้าหมายลวงของรัฐบาล เราได้ใช้หลากหลายวิธีในการสื่อสารกับรัฐบาลตลอดมา ในระดับจังหวัด แต่เมื่อเดินมาถึงกระทรวง รัฐมนตรีกลับยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ หากจะปรับเปลี่ยนก็เป็นเพียงรายละเอียดของโครงการเท่านั้น&amp;rdquo; แถลงการณ์ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แถลงการณ์ระบุอีกว่า ถึงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่อาจสูญเสียป่าและสายน้ำได้อีก จึงขอประกาศว่า วันจันทร์ที่ 28 ม.ค. เครือข่ายฯ จะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ คือ การร่วมกันสร้างอิสรภาพให้แก่การจัดการทรัพยากรของประเทศ เพื่อนำทรัพยากรสาธารณะมาสู่ประชาชนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้สั่งการให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ใช้ความอดทนและอดกลั้น ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงใดๆ ขอให้ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงและระเบียบกฎหมาย อย่าได้โต้ตอบด้วยถ้อยคำหรือการกระทำที่รุนแรงอย่างเด็ดขาด เพราะชาวบ้านที่เดินทางมายังมีข้อสงสัยในรายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการตามโครงการ ดังนั้นหน้าที่ของข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนี้ คือชี้แจงรายละเอียดที่ชาวบ้าน รวมถึงประชาชนทั้งประเทศ ให้เข้าใจในข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องทั่วถึง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฤษฎายังชี้แจงถึงกรณีเครือข่ายฯ ระบุรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อ โดยไม่ฟังข้อท้วงติงของชาวบ้านในพื้นที่ ว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่ดึงดันเดินหน้าต่อ เนื่องจากเข้าใจในความเดือดร้อนของประชาชน ได้สั่งการให้กรมชลประทานส่งรายละเอียดแผนงาน ผลการศึกษา และขั้นตอนต่างๆ ที่ดำเนินการไปแล้วรายงานมา ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานถึงโครงการประตูกั้นน้ำปากประ ซึ่งเดิมมีข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน ต.นางตุง อ.ควนขนุน เมื่อปี 2555 ว่าทำการเกษตรแล้วมีปัญหาน้ำเค็มรุก จึงได้กำหนดแผนป้องกัน แต่หากชาวบ้านขอให้ยกเลิก ไม่ให้ออกแบบโครงการใดๆ โดยระบุว่าคลองปากประไม่มีปัญหาน้ำเค็มรุกแล้ว ภาครัฐก็จะลงพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน หากเห็นตรงกันว่ายังไม่จำเป็นต้องทำโครงการใดๆ ในเวลานี้ กรมชลฯ ยืนยันจะยกเลิกประตูกั้นน้ำปากประ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;โครงการอื่นๆ ก็เช่นกัน รัฐให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงต้องการให้มาร่วมกันตั้งเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วยชาวบ้าน กรมชลฯ อาจมีนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ร่วมด้วยตามที่ชาวบ้านต้องการ เมื่อมีความเห็นตรงกันว่า ส่วนใดของโครงการไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ภาครัฐจะแก้ไข ส่วนใดที่ประชาชนยังเดือดร้อนอยู่เกี่ยวกับเรื่องน้ำ แต่เห็นตรงกันว่าสามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นได้ จะทบทวน ไม่ดื้อดึงที่จะเดินหน้าตามผลการศึกษาเดิม&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเรื่องงบประมาณโครงการที่เครือข่ายฯ ระบุว่าตั้งไว้สูงนั้น นายกฤษฎากล่าวว่า หากตั้งคณะทำงานร่วมแล้วพบว่าไม่สมควรทำโครงการขนาดใหญ่ เปลี่ยนเป็นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ งบประมาณต้องลดลงตามขนาดและปริมาณงาน เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบ 2,300 ล้านบาท ถ้าตรวจสอบร่วมกันแล้วปรากฏว่าแนวทางการแก้ไขจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่ หรือตัด ปรับ ส่วนใดออก งบประมาณต้องปรับลดลงแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวงเกษตรฯ ยินดีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วม หากชาวบ้านร่วมกับภาครัฐเพื่อสำรวจพื้นที่ตามแผนการดำเนินงานอย่างละเอียด แล้วพบว่ามีส่วนใดไม่ถูกต้อง สามารถชี้ให้ภาครัฐแก้ไขได้ทันที&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายกฤษฎา ให้เร่งชี้แจงทำความเข้าใจเครือข่ายฯ ตามประเด็นข้อสังเกตและข้อสงสัยของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้เตรียมข้อมูลผลการศึกษาและข้อมูลทางวิชาการ รวมถึงแผนงานที่ได้ดำเนินการมาเพื่อชี้แจงให้ทั้งทางเครือข่ายฯ ชาวบ้านในพื้นที่ และประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 25 ม.ค. กรมได้พูดคุยกับเครือข่ายฯ แล้ว โดยจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของชาวบ้านมาทบทวนและจัดเตรียมข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อทำความเข้าใจกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หากเครือข่ายฯ ร่วมกับภาครัฐเพื่อทบทวนโครงการและมีความเห็นตรงกันว่าแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และพัฒนาแหล่งน้ำในภาคใต้ที่เหมาะสมควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ จึงจะดำเนินการต่อไป สำหรับกระบวนการที่ดำเนินการมาเป็นขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่หากทางเครือข่ายฯ มองว่ายังทำไม่สมบูรณ์ หรือขาดตกบกพร่อง ทางกรมก็พร้อมดำเนินการกระบวนการมีส่วนร่วมใหม่ โดยไม่ดึงดันเดินหน้าโครงการต่อโดยที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบไม่เห็นด้วยแน่นอน&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เครือข่ายฯ แสดงความกังวลนั้น กรมยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นขั้นตอนที่จะทำหลังจากที่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมทบทวนโครงการแล้วเท่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายเจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวภายหลังรับฟังคำชี้แจงของนายกฤษฎาและนายทองเปลวว่า ขอขอบคุณที่เปิดใจกว้างรับฟังข้อคิดเห็นและข้อท้วงติงของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจาก 4 โครงการสร้าง และจะมารับฟังความเห็นชาวบ้านในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. ซึ่งเบื้องต้นเห็นว่า รมว.เกษตรฯ และอธิบดีกรมชลประทานแสดงความจริงใจ ก็พร้อมต้อนรับการมาพบของอธิบดีกรมชลฯ และหวังว่าหลังได้รับฟังข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการทั้ง 4 โครงการ จนได้ข้อเสนอที่ชาวบ้านซึ่งได้รับความเดือดร้อนต้องอพยพออกจากพื้นที่พอใจ เครือข่ายฯ จะหารือเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวต่อไป ว่าจะเคลื่อนม็อบไปทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือถึงนายกฯ หรือไม่ หากได้ผลหารือพึงพอใจก็จะไม่เดินทางไป.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27639</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, ทองเปลว กองจันทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจกะพันธ์ พรหมมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190127/image_big_5c4db5c56723c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
