<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นขานรับดีดขึ้น15.61จุด เอกชนเฮ!มั่นใจศก.สดใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกชนขานรับประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ประสานเสียงเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ชี้หลังเลือกตั้งบ้านเมืองสงบ เศรษฐกิจไทยสดใสแน่ ขณะที่หุ้นคึกคักดีดขึ้น 15 จุด ซื้อขาย 6.7 หมื่นล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภายหลังมีการประกาศพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 ว่า จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจเป็นบวกมากขึ้น และจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ดีขึ้นตามไปด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเลือกตั้งที่มีความชัดเจน และหากการจัดเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็จะเป็นผลดีอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจ โดยมองว่าความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นนี้จะมีผลต่อความคึกคักและการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย ส่วนเม็ดเงินจากการเลือกตั้งจะมีผลกับภาพรวมเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ยังไม่ได้มีการประเมิน&amp;quot; นายลวรณกล่าวและว่า สศค.จะประกาศประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 ในวันที่ &amp;nbsp;28 ม.ค.นี้ โดยจากข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังเชื่อมั่นว่าปีนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะขยายตัวได้ที่ 4%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประกาศ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวช่วยให้ภาคเอกชนสบายใจขึ้น เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสการต่อต้านเลื่อนการเลือกตั้ง ส่งผลให้นักลงทุนเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนติดตามคือ หลังจากการเลือกตั้งแล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร มีความสงบและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายหรือไม่ หากมีความสงบสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ เพราะปีนี้จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แต่หากมีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ออกมาเดินประท้วงการเลือกตั้ง เป็นภาพความขัดแย้งเกิดขึ้นในประเทศเหมือนแต่ก่อน จะฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเพราะขณะนี้ประเทศต่างๆ เช่น &amp;nbsp;เวียดนาม มาเลเซีย ต่างออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจน นำชัยศิริ อดีตประธาน สอท.กล่าวภายในงานสัมมนา &amp;quot;ส่องทิศทางการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจไทย 2562&amp;quot; ว่า การประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเป็นการแสดงถึงการยืนยันในการวางแผนโรดแมปการเลือกตั้งของภาครัฐ เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ประชาคมโลก และยังจะส่งผลต่อภาคประชาชนให้มีความมั่นใจ คลายความกังวลได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นหากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจะทำให้เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดหวังให้ประเทศสามารถเดินหน้าและเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอยากเห็น เนื่องจากการเลือกตั้งจะมีความชัดเจนขึ้น และหากประกาศวันที่แน่ชัดยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมเชื่อว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เพราะก่อนการเลือกตั้งจะมีกิจกรรมต่างๆ เข้ามาสนับสนุนการใช้จ่ายหรือการจ้างงาน และเมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นยังมองว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาจะเป็นรัฐบาลผสม แต่คงต้องติดตามรูปแบบของรัฐบาลผสมที่เกิดขึ้นว่าการคุมเศรษฐกิจเป็นอย่างไร คงต้องติดตามความชัดเจนอีกครั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL &amp;nbsp;กล่าวว่า การที่เกิดการเลือกตั้งส่งผลถึงความชัดเจน ซึ่งเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนภาคเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมไปถึงการบริโภคในประเทศที่จะกลับมาคึกคักในช่วงการเลือกตั้ง ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI จะมีเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 9 แสนล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องการเห็นรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายต่อเนื่องและการเมืองมีเสถียรภาพ เพื่อให้มีบรรยากาศที่ดีที่เหมาะกับการลงทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอ็น.ซี เฮ้าส์ซิ่ง (NC) กล่าวว่า จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งความชัดเจนของภาครัฐในการเลือกตั้งที่เป็นไปตามโรดแมปนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่วนผลของการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น เชื่อว่าจะยังคงเป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 23 ม.ค. เปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากนั้นประมาณ 40 นาทีหลังเปิดการซื้อขาย หรือราว &amp;nbsp;10.40 น. ดัชนีหุ้นไทยค่อยๆ ทะยานขึ้น ก่อนที่จะปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ 1,617.25 จุด เกือบแตะจุดสูงสุดของการซื้อขายช่วงเช้าที่ 1,617.25 จุด เพิ่มขึ้น 15.48 จุด บวก 0.97% ด้วยมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่นที่ 38,148.22 ล้านบาท รับข่าวดีถึงการประกาศ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย ดัชนีหุ้นไทยมาปิดที่ระดับ 1,617.38 จุด เพิ่มขึ้น 15.61 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.97% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 67,874.58 ล้านบาท แตะจุดสูงสุดที่ 1,620.51 จุด และจุดต่ำสุดที่ &amp;nbsp;1,600.35 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 686.28 ล้านบาท กองทุนซื้อสุทธิ 6,382.15 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 293.32 ล้านบาท และรายย่อยขายสุทธิ 5,989.19 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า &amp;nbsp;ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้นในวันนี้ได้รับปัจจัยบวกจากการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ส่งผลให้มีแรงซื้อจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) &amp;nbsp;ประกาศเคาะวันเลือกตั้งชัดเจนเป็นวันที่ 24 มี.ค. ทำให้เกิดแรงซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน คาดว่าในวันที่ 24 ม.ค.แนวรับจะอยู่ที่ 1,600-1,610 จุด แนวต้านจะอยู่ที่ 1,625 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เชื่อว่าการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มเห็นสัญญาณไหลกลับ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้น แต่ยังต้องจับตาผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) &amp;nbsp;ประจำปี 61 หากต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อาจทำให้ความต่อเนื่องดัชนีหุ้นไทยสะดุดได้ รวมถึงปัจจัยภายนอกทั้งสงครามการค้าและเบร็กซิตที่อาจเข้ามากระทบด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในประเทศมีข่าวดีเรื่องการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง และการเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยหุ้นที่ได้รับผลดีจากการเลือกตั้ง มีอาทิ ค้าปลีก, แบงก์, นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27370</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิติชาญ ศิริสุขอาชา, พบชัย ภัทราวิชญ์, พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา, สมเชาว์ ตันฑเทอดธรรม, สุพันธุ์ มงคลสุธี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจน นำชัยศิริ, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c48828a13f2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6469</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 19:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.หนุนใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าชี้พลังงานทดแทนไม่เสถียร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท. ลั่นหนุนใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าไม่สนับสนุนนพลังงานทดแทนเป็นเชื้อเพลิงหลัก แจงไม่มีเสถียร รองรับการผลิตภาตอุตสาหกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนา&amp;quot;อนาคตพลังงานไฟฟ้าไทย ทำอย่างไร ถ้าไม่พึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน&amp;quot; ที่จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่าส่วนตัวยังไม่สนับสนุนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์) สำหรับการนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในส่วนของการผลิตในโรงงาน ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง พลังงานดังกล่าวยังไม่สามารถรองรับได้ เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพและมีความไม่แน่นอนสูง ถึงแม้ว่าจะมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน(เอนเนอร์ยี สตอเรจ) มาสำรองก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยืนยันว่าประเทศไทยยังต้องการไฟฟ้าจากจากเชื้อเพลิงหลัก(เบสท์โหลด) ประมาณ 40-50% ทั้งนี้ทางเลือกการใช้เชื้อเพลิงของประเทศไทยก็มีอยู่ไม่มาก หากไม่ใช้ถ่านหิน ก็คงต้องมองถึงก๊าซธรรมชาติที่ปัจจุบันมีสัดส่วนการพึ่งพากว่า 65% แล้ว และ 1 ใน 3 ก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ที่นำเข้ามาก็เป็นแบบแห้ง ซึ่งไม่สามารถนำมาคัดแยกเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้เหมือนที่ขุดเจาะในประเทศเอง &amp;nbsp; &amp;quot;นายเจน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6469</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถ่านหิน, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เจน นำชัยศิริ, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4cb0ef34a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 18:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจกระเตื้องกกร.เล็งปรับจีดีพีโตแตะ4.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กกร.ชี้2 เดือนแรกที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทย-เทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เล็งปรับคาดการณ์เติบโตจีดีพีปี 61 ที่ 4.0-4.5% ด้านส่งออกพุ่งกระฉูด ตั้งเป้าปีนี้แตะ 8.0%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
03 เม.ย.61- นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ว่าจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 ยังมีแรงส่งของการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกของไทยเติบโตแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี ทั้งนี้ที่ประชุมกกร. จึงเห็นควรปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปี 61 ใหม่อยู่ที่ 4.0-4.5% จากเดิม 3.8-4.5% ส่งออกคาดอยู่ที่ 5.0-8.0% จาก 3.5-6.0% เงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ที่ 0.7-1.2% จาก 1.1-1.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รวมถึงการนำเข้าที่ขยายตัวในทุกหมวดทั้งสินค้าทุน วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง และสินค้าเพื่อการบริโภค สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตภาพอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น&amp;quot;นายเจน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากการส่งออกปีนี้ออกมาดีต่อเนื่อง ทั้งปีก็น่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงระดับ 8% เพราะขณะนี้ประเมินว่าการส่งออกขยายตัวได้เกินขั้นต่ำที่คาดการณ์ว่าจะโต 5% ไปแล้ว ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% แน่นอน แต่จะถึง 8% หรือไม่คงต้องติดตามปัจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะค่าเงินเหรียญสหรัฐที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะสหรัฐมีแผนปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้น โดยคาดว่าช่วงสิ้นปีจะอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้ายังคงมีประเด็นท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับนานาประเทศ รวมทั้งการเปิดเผยรายงานนโยบายอัตราดอกเบี้ยแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสหรัฐในเดือนเม.ย.นี้ รวมถึงการปรับตัวของราคาสินค้าเกษตรบางรายการ และความคืบหน้าของการลงทุนภาครัฐ ซี่ง กกร. จะติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6384</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., ผู้ส่งออก, สภาอุตฯ, ส่งออก, เจน นำชัยศิริ, เศรษฐกิจ, เอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac36a450e021.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าแรงพุ่งฉุดดัชนีอุตฯเดือนก.พ.วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนก.พ. ปรับตัววูบ เหตุผู้ประกอบการมีความกังวลต้นทุนการผลิต และค่าจ้างขั้นต่ำที่เตรียมปรับขึ้น กระทบ
ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME ลดลง

21 มี.ค. 61 -นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2561 อยู่ที่ระดับ 89.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 91.0 ในเดือนมกราคม และเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้สาเหตุมาจาก ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ

ทั้วนี้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ SME ที่ปรับลดลงมาจาก ความกังวลต่อต้นทุนการผลิตทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าจ้างขั้นต่ำ ที่เตรียมปรับขึ้น รวมทั้งตลาดมีการแข่งขันสูง ประกอบกับในเดือนกุมภาพันธ์ มีวันทำงานที่น้อยกว่าปกติ และมีวันหยุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่งออกก็ยังมีความกังวลต่อมาตรการ กีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้กระทบต่อการกำหนด ราคาขายสินค้า

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับดี สะท้อนจากดัชนีฯ ยอดรับคำสั่งซื้อ และยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ อาหาร ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 101.1 ในเดือนมกราคม

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐ คือเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ , เจรจากับประเทศที่มีนโยบายกีดกันทางการค้า เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการค้าการลงทุน ,เร่งรัดการจัดทำมาตรฐานสินค้าให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่ใช้แรงงานฝีมือ เช่น สินค้าหัตถกรรมและเซรามิก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5494</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าแรง, ดัชนีความเชื่อมั่น, สภาอุตสาหกรรม, สอท., เจน  นำชัยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab1e535eaa3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 23:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2018 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี’เนื้อหอม’ นักลงทุนรอกม.ที่ชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนที่มีความสนใจจะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จำนวนมาก อาทิ นักลงทุนจากไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่นที่มีความสนใจมาก เพราะไทยเป็นฐานการลงทุนและการผลิตหลักของนักลงทุนญี่ปุ่นในอาเซียน โดยการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น น่าจะส่งผลให้นักลงทุนทยอยตัดสินใจลงทุนได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.61) เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนยังรอ พ.ร.บ.อีอีซี ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากเพราะมีความพร้อมด้านพื้นที่ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็กำลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการลงทุนของภาคเอกชนที่ทยอยเข้ามา และในอนาคตหากอีอีซีประสบความสำเร็จเชื่อว่าจะผลักดันให้จีดีพีของประเทศขยายตัวได้ถึง 5%&amp;rdquo;นายเจน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอกชนหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งล่าสุดรับแจ้งว่าบริษัทมาสด้าได้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ค่ายบีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่อีวี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อุตสาหกรรมอากาศยาน สายการบินแอร์เอเชียเตรียมลงนามความร่วมมือกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.)เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน(เอ็มอาร์โอ) ส่วนบริษัท ซาบ ผู้ผลิตเครื่องบินรบและพาณิชย์จากสวีเดน ก็สนใจลงทุนในอีอีซี ซึ่งได้มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัล เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือกับอาลีบาบาถึงความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่อีอีซี คาดว่าทางอาลีบาบาจะประกาศพื้นที่ลงทุนช่วง 1-2 เดือนจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ปี 2561 นี้ จะมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยเตรียมลงทุนด้านหุ่นยนต์รวมประมาณ 12,000 ล้านบาท อาทิ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) และมีบริษัทจากจีนสนใจลงทุน นอกจากนี้นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนเช่นกัน อาทิ ฮิราตะ กำลังหารืออยู่ รวมทั้งเดนโซ่ ที่นำระบบเข้ามาช่วยเหลืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของไทยและอยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยน้ำไท และฮิตาชิ ที่ลงทุนด้านศูนย์รวมข้อมูล(บิ๊กดาต้า)ในอีอีซี เพื่อให้บริการหน่วยงานรัฐและเอกชนในพื้นที่ นอกจากนี้อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมไบโออีโคโนมี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, พรบ.อีอีซี, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก, อีอีซี, อุตสากรรม, เจน  นำชัยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f7de0c39c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ชี้ลงทุนรัฐอืดปีงบ 61 เบิกจ่ายได้แค่ 3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกร.ชี้การลงทุนภาครัฐอืด เอกชนฟ้องเบิกจ่ายปีงบประมาณ 61 ได้แค่ 3% คาดรับผลกระทบจากพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ จับตาสินค้าเหล็กทะลักตลาดไทยหลังสหรัฐเก็บภาษีเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 2561 - นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสอท.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ว่าการลงทุนของภาครัฐในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2561 มีอัตราที่หดตัวกว่า 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนจากเม็ดเงินภาครัฐที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีความล่าช้า และยังเป็นผลมาจากขั้นตอนการเบิกจ่ายภายหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการหารือกับผู้ประกอบการ มีความต้องการให้ภาครัฐเร่งการลงทุนในเร็วขึ้น เนื่องจากการประเมินเบื้องต้นได้รับการร้องเรียนมาว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณมีการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนได้แค่ 3% จากที่ควรจะเป็น 30% จึงคาดได้ว่าอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่ทำให้ล่าช้า&amp;quot;นายเจน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ประเด็นมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศเพิ่มการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม ว่าที่ประชุมมีการแนวทางออกมาว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลทำให้ผู้ค้าเหล็กที่เคยส่งไปยังสหรัฐฯจะต้องหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อปล่อยสินค้า โดยอาจจะทำให้ทะลักเข้ามาในไทย เกิดการการทุ่มราคาและการแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศ โดยทาง กกร. ได้เสนอเรื่องให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหามาตรการมาดูแลโดยต้องคำนึงถึงผลกระทบกับผู้ประกอบการและผู้ใช้เป็นหลัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จัดซื้อ, ลงทุนรัฐ, สภาอุตสาหกรรม, สอท., เจน  นำชัยศิริ, เบิกจ่าย, เศรษฐกิจ, เหล็ก, เอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e59e2a855d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
