<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมศักดิ์สั่งทบทวน พักโทษเสี่ยเบนซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; เผย &amp;quot;คดีเสี่ยเบนซ์ชนฟอร์ดคร่า นศ.ปริญญาโท 2 ศพ&amp;quot; เข้าเกณฑ์พักโทษ 1 ใน 4 หลังจำคุกแล้ว 1 ใน 3 แจงหากญาติผู้ตายยังติดใจต้องพิจารณาให้รอบคอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 กันยายนนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรมราชทัณฑ์เตรียมพักโทษผู้ต้องขังที่เข้าข่ายที่ได้รับการพักโทษ โดยจำนวนนั้นมีรายชื่อนายเจนภพ วีรพร จำเลยในคดีขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด ทำให้สองนักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต ปรากฏในโลกโซเชียลว่า ได้รับรายงานจากกรมราชทัณฑ์ว่า น.ช.เจนภพ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดี เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในความผิดฐาน ความผิดต่อชีวิต กำหนดโทษ 4 ปี และได้รับพระราชทานอภัยโทษปี 2563 ลดโทษ 1 ใน 4 ปัจจุบัน น.ช.เจนภพเหลือกำหนดโทษ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.62 หลังจากได้รับโทษจำคุกมาแล้ว 1 ปี 3 เดือน 28 วัน (นับถึง 2 ก.ย.63)​ จึงทำให้เหลือโทษจำต่อไป 1 ปี 8 เดือน 7 วัน โดยจะพ้นโทษ 8 พ.ค.65 ซึ่งทำให้เข้าเกณฑ์พักการลงโทษชั้นดี วันที่ 1 ต.ค.64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า สำหรับนักโทษเด็ดขาดชายรายนี้จะเข้าเกณฑ์พักการลงโทษชั้นดี วันที่ 1 ต.ค.64 และทางเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ทำหนังสือขอข้อมูลการสืบเสาะข้อเท็จจริงไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 9 เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษ โดยจะสามารถขอเอกสารสืบเสาะข้อเท็จจริงล่วงหน้าได้ 1 ปี ทั้งนี้ ก่อนเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษได้มอบหมายให้สำนักงานคุมประพฤติไปสอบถามญาติของผู้ตายในคดีนี้ทั้ง 2 คนแล้ว ว่ายังติดใจเอาความหรือไม่ อย่างไร และได้รับการชดใช้เยียวยาหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ญาติผู้ตายในคดีนี้ระบุว่ายังติดใจเอาความ และไม่ยินยอมให้ น.ช.เจนภพได้รับปล่อยตัวพักการลงโทษ ผมเข้าใจว่าเหตุที่เป็นประเด็นข่าว เพราะเมื่อไปถามญาติเขาแล้ว เลยมีข่าวว่า น.ช.เจนภพจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษ&amp;quot; รมว.ยุติธรรมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์ยืนยันว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษจะต้องคำนึงถึงผลกระทบของการกระทำผิดต่อผู้เสียหายและสังคม รวมถึงการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้เสียหายหรือผู้ตายด้วย อย่างไรก็ตาม หากญาติผู้ตายหรือผู้เสียหายยังติดใจเอาความ ก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าสมควรได้รับการพักการลงโทษหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ขับรถเบนซ์ รุ่นซีแอลเค สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนท้ายรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า ทะเบียน ฆย 6911 กรุงเทพฯ จนเกิดไฟไหม้ ทำให้นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย สองนักศึกษาปริญญาโท ถูกไฟคลอกเสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิดบนถนนพหลโยธิน กม.53 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจทก์ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำคุกจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิ่มโทษตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานเสพแอมเฟตามีนขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้บางส่วน เหลือลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ไม่รอลงอาญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76421</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษณะ ถาวร, ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย, สมศักดิ์ เทพสุทิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจนภพ วีรพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f50dc8652699.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 14:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.ยุติธรรม เผยคดีเสี่ยเบนซ์ชนฟอร์ด เข้าเกณฑ์พักโทษ พบญาติผู้ตายยังติดใจเอาความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.63 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรมราชทัณฑ์ เตรียมพักโทษผู้ต้องขังที่เข้าข่ายที่ได้รับการพักโทษโดยจำนวนนั้นมีรายชื่อนายเจนภพ วีรพร จำเลยในคดีเบนซ์ชนฟอร์ด ซึ่งทำให้สองนักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต ปรากฎในโลกโซเชียลว่า ได้รับรายงานจากกรมราชทัณฑ์ว่า น.ช.เจนภพ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดี เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในความผิดฐาน ความผิดต่อชีวิต กำหนดโทษ 4 ปี และได้รับพระราชทานอภัยโทษ ปี 2563 โดลดโทษลดโทษ 1 ใน 4 ตามมาตรา 7(2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน น.ช เจนภพ เหลือกำหนดโทษหลังจากได้รับอภัยโทษ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.62 หลังจากได้รับโทษจำคุกมาแล้ว 1 ปี 3 เดือน 28 วัน (นับถึง 2 ก.ย.63)​ จึงทำให้เหลือโทษจำต่อไป 1 ปี 8 เดือน 7 วัน โดยจะพ้นโทษ 8 พ.ค.65 ซึ่งทำให้เข้าเกณฑ์พักการลงโทษชั้นดี วันที่ 1 ต.ค.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับนักโทษเด็ดขาดชายรายนี้ จะเข้าเกณฑ์พักการลงโทษชั้นดี วันที่ 1 ต.ค.64 และทางเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจึงได้ทำหนังสือขอข้อมูลการสืบเสาะข้อเท็จจริง ไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 9 เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษ โดยจะสามารถขอเอกสารสืบเสาะข้อเท็จจริงล่วงหน้าได้ 1 ปี ทั้งนี้ก่อนเข้าเกณฑ์การพักการลงโทษได้มอบหมายให้ สำนักงานคุมประพฤติได้ไปสอบถามญาติของผู้ตายในคดีนี้ทั้ง 2 คนแล้วว่า&amp;nbsp;ยังติดใจเอาความหรือไม่อย่างไร และได้รับการชดใช้เยียวยาหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ญาติผู้ตายในคดีนี้ระบุว่ายังติดใจเอาความและไม่ยินยอมน.ช เจนภพ ได้รับปล่อยตัวพักการลงโทษ ผมเข้าใจว่า เหตุที่เป็นประเด็นข่าวเพราะเมื่อไปถามญาติเขาแล้ว เลยมีข่าวว่า น.ช.เจนภพ จะได้รับการปล่อยตัวพักโทษ&amp;quot;รมว.ยุติธรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ ยืนยันว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของการกระทำผิดต่อผู้เสียหายและสังคม รวมถึงการเยียวยาความเสียหายให้กับผู้เสียหายหรือผู้ตายด้วย อย่างไรก็ตาม หากญาติผู้ตาย หรือ ผู้เสียหายยังติดใจเอาความ ก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่า สมควรได้รับการพักการลงโทษหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76379</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเบนซ์ชนฟอร์ด, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อภัยโทษ, เกณฑ์พักการลงโทษ, เจนภพ วีรพร, เสี่ยเบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f509b657b0e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืน-จำคุก4ปี เสี่ยเบนซ์ชน2ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฎีกาจำคุกเสี่ยเบนซ์ 4 ปีไม่รอลงอาญา คดีเสพยาขับเบนซ์ชนฟอร์ดทำให้ 2 นศ.ปริญญาโทเสียชีวิตคาซาก ศาลชี้แม้จะชดใช้ค่าเสียหาย บวชให้ผู้ตาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบา น้องผู้ตายเชื่อจะเป็นบรรทัดฐานของสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ และนายไพบูลย์ ถาวร นายทิวากร ฮ้อแสงชัย กับพวกรวม 4 คน เป็นโจทก์ร่วม ได้ยื่นฟ้องนายเจนภพ วีรพร เสี่ยรถเบนซ์ เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากเหตุขับรถพุ่งชนรถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 จำเลยได้ขับรถเบนซ์ รุ่นซีแอลเค สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนท้ายรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า ทะเบียน ฆย 6911 จนเกิดไฟไหม้ ทำให้นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ถูกไฟคลอกเสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิดบนถนนพหลโยธิน กม.53 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำคุกจำเลย ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิ่มโทษ ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 อุทธรณ์ ลงโทษจำคุกจำเลย ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขับรถ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้บางส่วน คงเหลือโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านจำเลยได้ยื่นศาลฎีกาขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการกำหนดโทษจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 คน เห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดชอบให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 ตามกฎหมายในทางแพ่งอยู่แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท มีคุณงามความดีช่วยเหลือผู้อื่น หลังเกิดเหตุได้บวชอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายทั้ง 2 เป็นเวลา 2 เดือน 3 สัปดาห์ ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยสถานเบา หรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปีนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของรูปคดีแล้ว และเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในประเด็นโจทก์ร่วมได้ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่า หลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลย ได้ใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุดแก่จำเลยและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งบทและโทษที่ลงแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คงจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.กัญจนา ฮ้อแสงชัย น้องสาวของ น.ส.ธัญฐภัทร์ กล่าวว่า ครอบครัวฮ้อแสงชัยขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่าย พี่สาวผู้เป็นที่รักยังอยู่ในความทรงจำของทุกคนในครอบครัวเสมอ ขณะมีชีวิตอยู่พี่สาวได้ช่วยเหลืองานด้านสังคมและศาสนามาโดยตลอด และเชื่อว่าผลของคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานที่ดีให้แก่สังคมส่วนรวมต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67739</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทิวากร ฮ้อแสงชัย, ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจนภพ วีรพร, ไพบูลย์ ถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200603/image_big_5ed7975f1d2c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2019 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ละเอียดยิบ!คำพิพากษาคดีเสี่ยเบนซ์ซิ่งชน2นิสิตป.โทดับ-ศาลชี้ไม่ให้ตรวจสารเสพติดเท่ากับเสพ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.62 - สำนักข่าวอิศรา เผยแพร่ คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ อ.237/2562 คดีหมายเลขแดงที่ 1329/2562 ลงวันที่ 26 เม.ย. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ ถาวร โจทก์ร่วมที่ 1 นางทองทิพย์ ถาวร โจทก์ร่วมที่ 2 นายทิวากร ฮ้อแสงชัย โจทก์ร่วมที่ 3 นางกมลรัตน์ ศิลาเจริญธนกิจหรือฮ้อแสงชัย โจทก์ร่วมที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกมลรัตน์ วงศ์เกียรติขจร ผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ นายเจนภพ วีรพร จำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง ความผิดต่อชีวิต ประมาท ความผิดต่อ พ.ร.บ. จราจรทางบก ลหุโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 และจำเลย อุทธรณ์ คำพิพากษา ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 19 ก.ค. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวันที่ 1 ก.พ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ฉบับที่ 41006330 ของนายทะเบียนจังหวัดกรุงเทพฯ กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559 เวลากลางวัน จำเลยขับรถนั่งส่วนบุคคล ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางพิเศษพระราม 4 ผ่านช่องชำระเงินอัตโนมัติของด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษพระราม 4 ที่ 2 แล้วขับเข้ามาในทางยกระดับอุตราภิมุข (โทลล์เวย์) ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 1 ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางอนุสรณ์สถาน 1/2 (ขาออก) จากนั้นขับต่อไปตามถนนพหลโยธิน (ฝั่งขาออก) จนถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 52+400 ม.8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และได้รับประทานยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า ยาคลายเครียด ยาคลายกังวล ซึ่งมีสารโคลนาซีแพมและโปรมาซีแพม (ที่ถูก โบรมาซีแพม) อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ที่มีผลทำให้เกิดการมึนเมาและหย่อนความสามารถในการขับรถ เป็นการกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ และขับรถในขณะหย่อนความสามารถที่จะขับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยขับรถยนต์ดังกล่าวผ่านช่องชำระเงินอัตโนมัติของด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษพระราม 4 ที่ 2 โดยไม่ชะลอความเร็วและชนไม้กั้นรถในช่องชำระเงินฯ ดังกล่าว แล้วขับเข้ามาในโทลล์เวย์ ถึงด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 1 ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 115 กม./ชม. และขับผ่านช่องชำระเงินสดของด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 1 โดยไม่ชำระค่าผ่านทาง และแล่นต่อไปถึงด่านเก็บค่าผ่านทางอนุสรณ์สถาน 1/2 (ขาออก) ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 177 กม./ชม. หลังจากนั้นขับจากโทลล์เวย์ไปตามถนนพหลโยธิน (ฝั่งขาแก) ผ่านบริเวณหลักกิโลเมตร ที่ 48+900 ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 100 กม./ชม. ผ่านบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 51+400 ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 107 กม./ชม. จนมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 52+400 ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 215-257 กม./ชม. ซึ่งเป็นการขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นความผิดฐานขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3 ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ขับรถด้วยความประมาท กล่าวคือ เมื่อขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งแบ่งช่องทางเดินรถด่วนกับทางเดินรถคู่ขนาน โดยช่องทางเดินรถด่วน 3 ช่อง ส่วนช่องทางเดินรถคู่ขนาน 2 ช่อง เพื่อให้รถแล่นไปในทิศทางเดียวกัน จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงประมาณ 215-257 กม./ชม. แล่นไปในช่องทางเดินรถด่วน ช่องที่ 1 นับจากซ้าย ซึ่งขณะนั้น นายกฤษณะ ถาวร ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หมายเลขทะเบียน ฆย 6911 กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นั่งโดยสารมาในที่นั่งข้างคนขับ แล่นอยู่ด้านหน้ารถคันที่จำเลยขับ ในช่องทางเดินรถด่วน ช่องที่ 1 นับจากซ้ายในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในภาวการณ์เช่นนี้จำเลยต้องใช้ความระมัดระวัง โดยจะต้องชะลอความเร็วลง แต่จำเลยยังคงขับรถไปด้วยความเร็วประมาณ 215-257 กม./ชม. ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น และโดยเหตุที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงมาก รวมกับเหตุจากการที่ขับในขณะมึนเมาหย่อนความสามารถที่จะขับ เนื่องมาจากการดื่มสุรา เสพยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังกล่าว จำเลยจึงไม่สามารถควบคุมรถให้หยุดหรือหลบหลีกไม่ให้ชนรถที่ขับอยู่ด้านหน้าได้ทัน ทำให้รถของจำเลยขับพุ่งชนท้ายรถคันที่นายกฤษณะขับ จนรถที่นายกฤษณะขับพลิกคว่ำไถลไปตามพื้นถนนห่างจากจุชนประมาณ 230 ม. และเกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายหนักทั้งคัน เป็นเหตุให้ นายกฤษณะ และ นางสาวธันฐภัทร์ ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.4 ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จึงได้มีคำสั่งให้มีการทดสอบจำเลย ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ ว่า ขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับรถหรือในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าว แต่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ไม่ยอมให้ทดสอบ โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) มาตรา 142 พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2557 ให้สันนิษฐานก่อนว่าจำเลยได้ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.5 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2559 เวลากลางวัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระอินทร์ราชา ซึ่งมีอำนาจจัดให้มีการตรวจสอบว่าผู้ขับขี่ได้เสพหรือรับเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ ตามที่อธิบดีกำหนดในข้อกำหนด เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ มีความจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยได้ขับรถในขณะที่มีสารเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 อยู่ในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเดิน 3 ปี และพนักงานสอบสวนฯ ได้ให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายของจำเลย และจำเลยทราบคำสั่งแล้ว แต่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตาม ไม่ย่อมให้แพทย์ตรวจโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถขณะมีสารเมทแอมเฟตามีน อยู่ในร่างกาย อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะเป็นผลเสียต่อจำเลยหากได้มีการพิสูจน์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 48, 49, 91, 291, 368 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 43 ทวิ, 67, 142, 152, 154, 157, 157/1, 160, 160 ตรี เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลของจำเลย และกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 48, 49&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาขับรถโดยประมาท อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และกระทำโดยประมาทเห็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามฟ้องข้อ 1.3 ส่วนการฟ้องอื่นตามฟ้องข้อ 1.3 และข้อหาอื่นตามฟ้องข้ออื่นๆ ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพข้อหาขับรถด้วยอัตราเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้อื่น ตามฟ้องข้อ 1.2 ส่วนข้อหาอื่นนอกนั้นคงให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างการพิจารณา นายไพบูลย์ ถาวร กับนางทองทิพย์ ถาวร บิดาและมารดาของ นายกฤษณะ ถาวร ผู้ตาย และทิวากร ฮ้อแสงชัย กับนางกมลรัตน์ ศิลาเจิญธนกิจหรือฮ้อแสงชัย บิดาและมารดาของ นางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเรียกบุคคลทั้งสี่เป็นโจทก์ร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำร้องของให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 19,069,153 บาท และโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ยื่นคำร้องของให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 41,593,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวกมลรัตน์ วงศ์เกียรติขจร ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับรถยนต์คันที่นายกฤษณะขับ เป็นเงิน 356,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 รวมกันไม่กิน 410,000 บาท ค่าเสียหายของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 รวมกันไม่เกิน 400,000 บาท บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 เป็นเงิน 1,165,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 เป็นเงิน 1,000,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำร้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุคดีขาดอายุความ และโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อ ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสี่ แต่จำเลยไม่ให้การแก้คดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างพิจารณา บริษัทผู้รับเอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 1,165,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท นอกจากนี้ จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแมนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 1 เป็นเงิน 7,000,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 เป็นเงิน 8,000,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสี่จึงไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอีกต่อไป และถอนคำร้องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง อ้างว่าจะไปดำเนินการใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องทางแพ่งของโจทก์ร่วมทั้งสี่ และของผู้ร้องออกจากสารบบความ หลังจากนั้น จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 150,000 บาท โดยผู้ร้องไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายแก่จำเลยอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (เดิม) พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (8), 67 วรรคหนึ่ง, 152, 157, 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล ฉบับที่ 41006330 ของจำเลย ข้อหาและคำขออื่นให้ยก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ฐานขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ ฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบว่าขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 และจำเลยอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559 เวลาประมาณ 11 น. จำเลยขับรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลขทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางพิเศษเฉลิมมหานคร ผ่านช่องทางชำระเงินอัตโนมัติของด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษพระราม 4 ที่ 2 โดยไม่หยุดหรือชะลอความเร็ว จำเลยยื่นกล่องอีซี่พาสออกมานอกรถแต่เครื่องไม่อ่านและไม้กั้นไม่เปิด จึงชนไม้กั้นผ่านด่านแล้วแล่นไปจนผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง 1 ขึ้นทางยกระดับดอนเมือง หรือทางยกระดับอุตราภิมุข (โทลล์เวย์) ไปผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางอนุสรณ์สถาน 1/2 (ขาออก) ด้วยความเร็ว 115-177 กม./ชม. แล้วลงถนนพหลโยธิน (ขาออก) ผ่านหลักกิโลเมตรที่ 48+900 จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 51+400 ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 100-107 กม./ชม. จนกระทั่งมาถึงที่เกิดเหตุบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 52+400 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 215-257 กม./ชม. รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 52.1 กม. อันเป็นการขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามหนังสือขอตรวจสอบข้อมูลเพื่อประกอบคดีจราจรทางบกพร้อมภาพถ่ายป้ายจำกัดความเร็ว เอกสารหมาย จ.53 และเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนั้นบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งแบ่งทางเดินรถเป็นช่องทางเดินรถด่วน 3 ช่อง ช่องทางเดินรถคู่ขนาน 2 ช่อง เพื่อให้รถแล่นไปในทิศทางเดีวกัน นายกฤษณะ ถาวร ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อฟอร์ด หมายเลขทะเบียน ฆย 6911 กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นั่งโดยสารมาข้างคนขับ แล่นอยู่หน้ารถยนต์คันที่จำเลยขับ ในช่องทางเดินรถด่วนที่ 1 นับจากซ้ายในทิศทางเดียวกัน จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 215-257 กม./ชม. จึงไม่สามารถควบคุมให้หยุดหรือหลบหลีกไม่ให้ชนได้ ทำให้รถคันที่จำเลยขับพุ่งชนท้ายรถยนต์คันที่นายกฤษณะขับอย่างแรง จนพลิกคว่ำไถลไปตามพื้นถนนและหยุดอยู่ห่างจากจุดชนประมาณ 230 ม. เกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งคัน ทำให้นายกฤษณะและนางสาวธันฐภัทร์ซึ่งติดอยู่ภายในรถถูกไฟไหม้ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ อันเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยตามรายงานการสืบสวนคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเกิดเหตุจำเลยได้รับการช่วยเหลือพาไปรักษาเบื้องต้นที่ โรงพยาบาลบางปะอิน พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลพันขาง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระอินทร์ราชา ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบยารักษาโรคของจำเลยหลายขนานภายในรถที่จำเลยขับ เมื่อติดตามไปสอบถามจำเลยที่ห้องฉุกเฉิน จำเลยมีอาการเหม่อลอยไม่ค่อยยอมตอบคำถาม จนต้องให้ นายอดิศร จันทร์เป้า พนักงานเปลของโรงพยาบาลฯ เป็นคนถามแทน จึงยอมตอบในลักษณะถามคำตอบคำ และไม่ได้เจาะเลือดจำเลยที่โรงพยาบาลบางปะอินเพื่อทดสอบหรือตรวจพิสูจน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันเดียวกันนั้นจำเลยไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลสมิติเวช ด้วยอาการปวดบวมที่เข่าขวาเพื่อผ่าตัดโดยแพทย์ศัลยกรรมกระดูก ครั้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2559 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยมี พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุบผา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างวันที่ 20-31 มี.ค. 2559 ขณะจำเลยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช พนักงานสอบสวนขอให้ทางโรงพยาบาลฯ ดำเนินการเก็บตัวอย่างเลือด ของเหลว เนื้อเยื่อ หรือส่วนประกอบในร่างกายจำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ยินยอมในการตรวจเก็บ รวมทั้งคัดค้านการส่งมอบตัวอย่างเลือดจำเลยที่ตรวจเก็บไว้แล้วให้แก่พนักงานสอบสวน อีกทั้ง โรงพยาบาลสมิติเวชอ้างว่า ขณะที่พนักงานสอบสวนขอให้ส่งมอบเลือดที่ตรวจเก็บในวันเกิดเหตุก็ล่วงเลยระยะเวลาที่ต้องจัดเก็บตามระเบียบของโรงพยาบาลฯ แล้ว คงมีแต่เฉพาะการตรวจเก็บตัวอย่างเลือดจำเลย ในวันที่ 28 มี.ค. 2559 ที่จำเลยยินยอมให้ตรวจพิสูจน์หาแอลกอฮอล์ ของมึนเมา หรือสารเสพติด โดย บริษัท เอ็นเฮลท์ จำกัด อันเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโรงพยาบาลสมิติเวช แล้วแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่า ไม่พบแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2559 พนักงานสอบสวนให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ดำเนินการตรวจเก็บตัวอย่างเลือด เส้นผม หรือสารประกอบในร่างกายจำเลย เพื่อนำไปพิสูจน์ดังกล่าวด้วย แต่จำเลยก็ไม่ให้ความยินยอมจึงไม่อาจตรวจเก็บได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบว่าขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามฟ้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ ในเรื่องที่ พ.ต.ท.สมศักดิ์ ในฐานะพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้ทดสอบจำเลยโดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจพิสูจน์ สาระสำคัญคือจำเลยยอมให้เจาะเลือดหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย เห็นว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนยึดยารักษาโรคของจำเลยหลายขนานจากภายในรถคันที่จำเลยขับ และจำเลยมีอาการเหม่อลอยไม่ค่อยยอมพูด อันถือได้ว่ามีเหตุควรเชื่อว่าจำเลยขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.สมศักดิ์ มีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบจำเลยว่าขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอื่นหรือไม่ หากจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอื่น ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 142 วรรคสอง และวรรคสี่ ดังที่โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 1.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การทดสอบดังกล่าว มาตรา 142 วรรคท้าย บัญญัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งคือกฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ที่กำหนดให้ทดสอบผู้ขับขี่ว่าเมาสุราหรือไม่ ให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่โดยวิธีการตามลำดับต่อไปนี้ (1) ตรวจวัดลมหายใจด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจหรือทดสอบ (2) ตรวจจากปัสสาวะ (3) ตรวจวัดจากเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจตาม (2) (3) ให้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถทดสอบตาม (1) ได้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พ.ต.ท.สมศักดิ์ ต้องทดสอบโดยวิธีการตามลำดับในกฎกระทรวง ด้วยวิธีการตรวจวัดลมหายใจโดยวิธีเป่าเป็นลำดับแรก ถ้าไม่สามรถทดสอบด้วยวิธีการนี้ได้เท่านั้นจึงทดสอบโดยวิธีการตรวจวัดจากปัสสาวะหรือจากเลือดเป็นลำดับต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ ว่า พ.ต.ท.สมศักดิ์ ไม่ได้ทดสอบโดยวิธีการตามลำดับในกฎกระทรวง คือตรวจจากลมหายใจเป็นลำดับแรก แต่ใช้วิธีการตรวจวัดจากเลือดเป็นลำดับแรก ที่ พ.ต.ท.สมศักดิ์ อ้างว่า จำเลยอยู่ในอาการป่วยไม่สามารถตรวจวัดลมหายใจได้นั้น เป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ไม่มีความเห็นของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญหรือหลักวิชาการใดๆ สนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ในขณะนั้นจำเลยยังสามารถพูดคุยหายใจได้เองตามปกติ ก็น่าจะเป่าลมหายใจเพื่อทดสอบเป็นลำดับแรกได้ ข้ออ้างของ พ.ต.ท.สมศักดิ์ จึงฟังไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่า พ.ต.ท.สมศักดิ์ มีคำสั่งให้ทดสอบจำเลยโดยการตรวจวัดจากเลือดและจำเลยไม่ยอมดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่เมื่อการตรวจโดยวิธีการดังกล่าวของ พ.ต.ท.สมศักดิ์ ไม่ถูกต้องตามลำดับที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกรณีไม่อาจสันนิษฐานไว้ก่อนได้ว่าจำเลยขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 142 วรรคสอง และวรรคสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงให้เชื่อได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ และฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธรวมทั้งนำสืบปฏิเสธในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่เท่าที่นำมา ยังไม่มีน้ำหนักให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะหย่อยความสามรถในอันที่จะขับ และฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบว่าขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142 วรรคสอง, 154 (3) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า การสอบสวนจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานความผิดฐานนี้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นว่า การสอบสวนเป็นเพียงการที่พนักงานสอบสวนรวบรวมพยามหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อได้แจ้งการกระทำที่กล่าวหาและแจ้งข้อหาอันเป็นความผิดหลักไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งการกระทำที่กล่าวหาและแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดเกี่ยวพันกันอีก พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7888/2549 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายประพรรณ์ คำแก่น กับพวก จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3759/2550 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายอาทิตย์ ประสาทศรี โจทก์ร่วม นายเทวา ศรีบุญ จำเลย สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่า จำเลยได้กระทำความผิดแล้วแจ้งข้อหารวม 4 ครั้ง จำเลยให้การและให้การเพิ่มเติมรวม 7 ครั้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจพิจารณาเอกสารพบว่า ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2559 พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยในฐานะผู้ต้องหาทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้คือ ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์คันอื่นทำให้รถยนต์คันที่ถูกชนเกิดไฟลุกไหม้เสียหายทั้งคัน และไฟไหม้คนที่ติดอยู่ในรถ 2 คน ถึงแก่ความตาย แล้วแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยให้การรับสารภาพ โดยมีบิดาร่วมฟังการสอบสวนด้วย จึงเห็นพ้องต้องกันว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยในฐานะผู้ต้องหารู้ตัวแล้วว่าจะถูกสอบสวนเรื่องใด โดยเฉพาะการกระทำที่กล่าวหาและข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งดังกล่าวถือเป็นความผิดหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ผลการสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและคามเดือดร้อนของผู้อื่น ฐานขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบว่าขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน พนักงานสอบสวนก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งการกระทำที่กล่าวหาและข้อหาในความผิดเหล่านี้ให้จำเลยทราบอีก เพราะเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกันกับความผิดหลักซึ่งแจ้งไปแล้วในครั้งแรก พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดข้อหาเหล่านี้ได้ทุกข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการกระทำที่กล่าวหาและข้อหาในความผิดที่เกี่ยวกันเหล่านี้เป็นระยะเรื่อยมา โดยเฉพาะในความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอฟเฟตามีน ซึ่งมีการกระทำของจำเลยในวันที่ 30 มี.ค. 2559 ที่ไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจเก็บตัวอย่างเลือด เส้นผม หรือส่วนประกอบในร่างกายจำเลย เพื่อพิสูจน์ดังที่โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 1.5 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจพิจารณาบันทึกคำให้การเพิ่มเติมของจำเลย ฉบับลงวันที่ 30 มี.ค. 2559 ซึ่งเป็นการสอบคำให้การในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างดังกล่าว พบว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงที่กล่าวหา แล้วแจ้งข้อกล่าวหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนผู้อื่น และข้อหาขับรถด้วยอัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อพนักงานสอบสวนถามว่าตามที่พนักงานสอบสวนสั่งให้เจ้าหน้าที่นิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างเส้นผม เส้นขน และเนื้อเยื่อจากตัวจำเลยจะให้การอย่างไร จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ยินยอม เนื่องจากได้ยินยอมให้เจาะเลือดและตรวจพิสูจน์สิ่งมึนเมาและสารเสพติดแล้ว ผลการตรวจก็ไม่มีสิ่งมึนเมาหรือสารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในวันที่ 8 เม.ย. 2559 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยในข้อหาเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมฟาตามีน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามบันทึกข้อกล่าวหาเพิ่มเติม และบันทึกคำให้การเพิ่มเติมของผู้ต้องหา โดยมิได้แจ้งถึงข้อเท็จจริงในวันที่ 30 มี.ค. 2559 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยก็ให้การว่า ขณะจำเลยรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวช พนักงานสอบสวนมาพบพร้อมกับยื่นหนังสือและแจ้งด้วยวาจาต่อจำเลยขอให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลสมิติเวช ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เจาะเลือดจำเลยเพื่อตรวจหาแอลกอลฮอล์ สารมึนเมาอย่างอื่น สารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) และตรวจทางพันธุกรรม แต่จำเลยไม่ยินยอม เนื่องจากจะต้องเจาะเลือดเพื่อเตรียมการผ่าตัดอยู่แล้ว จึงควรรอการเจาะเพียงครั้งเดียว จำเลยกลัวเข็ม หลังจากเจาะเลือดแล้วก็สลบต้องพักฟื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากจากแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวชเจาะเลือดแล้วได้ให้บริษัทในเครือเดียวกับโรงพยาบาลสมิติเวชเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ จำเลยไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติเวชวิทยาเจาะเลือดหรือเก็บตัวอย่างเส้นผมหรือส่วนประกอบจากร่างกาย เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานอื่น เลือดที่เหลือจากการพิสูจน์ก็มอบให้ นายเจริญ ทำหนังสือคัดค้านการมอบให้หน่วยงานอื่น เพราะเกรงว่าจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แสดงว่าจำเลยรู้และเข้าใจได้ถูกต้องตลอดมาถึงการกระทำของตน ในวันที่ 30 มี.ค. 2559 ที่ไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างดังกล่าวเพื่อตรวจพิสูจน์ อันถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งการกระทำของจำเลย ในวันที่ 30 มี.ค. 2559 ให้จำเลยทราบแล้ว ส่วนที่พนักงานสอบสวนไม่ได้ลงชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเอกสารหมายเลข จ.58 แผ่นที่ 4 ก็ปรากฏว่า จำเลยลงชื่อไว้ในช่องผู้ต้องหา และจำเลยไม่ได้คัดค้านความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว และที่มีการเติมข้อความ &amp;ldquo;วันที่ 30 มี.ค. 2559&amp;rdquo; ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมายเลข จ.59 แผ่นที่ 10 ด้านหลัง อาจเกิดจากการเขียนวันที่ผิดพลาดจากวันที่ 20 เป็นวันที่ 30 ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม สอบถาม และบันทึกคำให้การครั้งนี้ จำเลยมีทั้ง นายเจริญ บุคคลที่จำเลยไว้วางใจซึ่งมีอาชัพทนายความ และนายเขมชาติ เธียรพิทยามาศ ทนายความอีกคนหนึ่งร่วมรับฟังการสอบสวนพร้อมทั้งลงชื่อเป็นหลักฐานในบันทึกคำให้การ โดยไม่เคยโต้แย้งความไม่ถูกต้อง อีกทั้งการตกเติมข้องความดังกล่าวก็ไม่ทำให้สาระสำคัญของคำให้การเปลี่ยนแปลงไป การไม่ลงชื่อและการตกเติมข้อความนั้นจึงหาได้เป็นพิรุธดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า พนักงานสอบสวนแจ้งให้จำเลยทราบถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 30 มี.ค. 2559 ที่ไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างเลือด เส้นผม หรือส่วนประกอบในร่างกาย เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถหรือไม่ ดังที่โจทก์บรรยายในฟ้องข้อ 1.5 แล้ว การสอบสวนจำเลยในฐานความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายจึงชอบด้วยประมวยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การสอบสวนจำเลยในความผิดดังกล่าวไม่ชอบทำให้โจทก์มี่อำนาจฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติดังที่วินิจฉัยมาแล้วว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2559 พนักงานสอบสวนให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ และเส้นผมจำเลยเพื่อตรวจพิสูจน์ว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะขับรถหรือไม่ แต่จำเลยไม่ให้ความยินยอม โดยให้เหตุผลว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะได้ส่งผลการตรวจวิเคราะห์เลือดจำเลยของ บริษัทในเครือเดียวกับโรงพยาบาลสมิติเวช ซึ่งไม่พบสารเสพติดแก่พนังงานสอบสวนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งจำเลยนำสืบว่า คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เกรงจะมีการกลั่นแกล้งจึงไม่ยินยอม ประกอบกับได้ความจากคำให้การของ นายสมชาย ผลเอี่ยมเอก อายุ 77 ปี ข้าราชการบำนาญ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางการแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชของโรงพยาบาลสมิติเวช รวมทั้งเป็นผู้ให้การตรวจรักษาจำเลยว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2559 แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมิติเวชเจาะเลือดจำเลยส่งให้ บริษัท เอ็นเฮลท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโรงพยาบาลสมิติเวชเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์ ผลปรากฏว่า ไม่พบแอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือสารมึนเมาอย่างอื่น ถ้าจำเลยเสพสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559 แต่ตรวจหารสารนั้นจากเลือดในวันดังกล่าวจะตรวจไม่พบอย่างแน่นอนเพราะระยะเวลาเนิ่นนานแล้ว แต่ถ้าตรวจจากเส้นผมอาจจะพบได้ เนื่องจาการเสพติดจะไปสะสมอยู่ที่โคนเส้นผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามบันทึกคำให้การและบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเอกสารหมายเลข จ.24 เห็นว่า การที่พนักงานสอบสวนให้ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เก็บตัวอย่างเส้นผมจำเลยในวันที่ 30 มี.ค. 2559 เพื่อพิสูจน์หาเมแอมเฟตามีนนั้น ถือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งความผิดฐานนี้มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญเก็บตัวอย่างดังกล่าวได้ การที่จำเลยไม่ยินยอม โดยอ้างว่าผลการตรวจเลือดไม่พบสารเสพติดและเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งโดยไม่มีเหตุผลใดสนับสนุนให้น่าเชื่อถือว่าจะเป็นเช่นนั้น ถือว่าจำเลยไม่ให้ความยินยอมในการเก็บตัวอย่างดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องสันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้ตรวจพิสูจน์แล้วจะเป็นผลเสียต่อจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 เมื่อฟังประกอบกับจำเลยให้การยอมรับตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเอกสารหมายเลข จ.59 แผ่นที่ 13 ว่า จำเลยเคยเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อน และได้เข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งจำเลยเพียงแต่นำสืบปฏิเสธโดยมีจำเลยเบิกความลอยๆ ว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ดื่มสุรา ไม่ได้เสพยาเสพติด จำเลยลืมกระเป๋าสตางค์จึงไม่มีเงินสดที่จะชำระค่าผ่านทางพิเศษ รวมทั้งตอบคำถามค้านโจทก์และตอบคำถามทนายจำเลยได้ความว่า จำเลยเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2556 แพทย์ให้ยารับประทานหลายขนาน และต้องปรับยาทุก 2 สัปดาห์ แม้รับประทานยาทั้ง 9 ขนาน ที่แพทย์จ่ายให้ ก็ไม่มีผลต่อการทำงานหรือขับรถยนต์ และแพทย์ไม่เคยห้ามขับรถหลังรับประทานยาดังกล่าว ในวันเกิดเหตุจำเลยก็ไม่ได้รับประทานยานั้น เนื่องจากต้องขับรถทางไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และตอบทนายโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ขออนุญาตศาลถามว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 6 เดือน จำเลยไม่มีอาการทางจิต มีสติสัมปชัญญะดี พยานหลักฐานจำเลยเท่าที่สืบมาจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนได้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมฟาตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกข้อหนึ่งมีว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกคำอื่นของโจทก์ ซึ่งหมายถึงคำขอให้ศาลใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 48 หรือมาตรา 49 โดยไม่มีเหตุผล เป็นการไม่ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอดังกล่าว แต่ไม่ให้เหตุผลในการตัดสินว่ายกด้วยเหตุใด เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ดังที่โจทก์อุทธรณ์ คดีมีเหตุสมควรใช้วิธีการเพื่อความปอดภัยตามคำขอของโจทก์หรทอไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัญหานี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีประวัติติดยาเสพติดให้โทษต้องเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลมาก่อน ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์ในขณะเสพเมทแอมเฟตามีน จนชนรถยนต์คันอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2 คน อันเป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยจึงเป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ตามหลักเกณฑ์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งยังได้ความว่า จำเลยต้องรับการรักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตด้วย คดีย่อมมีเหตุสมควรใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย โดยกำหนดว่า จำเลยจะต้องไม่เสพสุราและยาเสพติดให้โทษ ภายในระยะเวลาที่กำหนดในคำพิพากษาตามมาตรา 49 ซึ่งกรณีของจำเลยไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 48 จึงต้องยกคำขอของโจทก์ ตามมาตรา 48 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ขับรถด้วยความเร็วมากตามฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานขับรถด้วยอัตราเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงย่อมเป็นอันยุติว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามฟ้อง ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา โดยรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ รวมทั้งไม่เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย กับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ที่ขอให้เพิ่มโทษของจำเลยและไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่เสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถย่อมทำให้จิตประสาทของจำเลยผิดปกติ โดยเฉพาะจำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตลอดเส้นทาง รวมระยะทางทั้งสิ้น 52.1 กม. อันเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือนร้อนของผู้อื่น การที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ย 215-257 กม./ชม. จนพุ่งชนท้ายรถคันที่นายกฤษณะขับอย่างแรง ทำให้รถที่นายกฤษณะขับพลิกคว่ำไถลไปตามพื้นถนนห่างจากจุดชนประมาณ 230 ม. เกิดไฟลุกไหม้ได้รับความเสียหายทั้งคัน และไฟไหม้นายกฤษณะและนางสาวธันฐภัทร์ซึ่งติดอยู่ในรถถึงแก่ความตายทั้ง 2 คน ในที่เกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุแทนที่จำเลยจะสำนึกผิด ยอมรับในสิ่งที่กระทำความผิดของตน กลับบ่ายเบี่ยงต่อการพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริงในการขับรถอย่างผิดปกติของบุคคลทั่วไป พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยอุทธร์ว่า นายกฤษณะไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ ก่อนเกิดเหตุนายกฤษณะเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาพร้อมเบี่ยงรถไปทางขวาแต่แล้วก็กลับมาทางเดิม ทำให้จำเลยเข้าใจผิดขับไปทางซ้ายจนชนท้ายรถยนต์ที่นายกฤษณะขับ อันถือว่านายกฤษณะมีส่วนประมาทด้วยนั้น เห็นว่า นายกฤษณะขับรถไปตามปกติในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดของทางด่วนและถูกต้องตามกฎจราจร การที่นายกฤษณะเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวาก็น่าเชื่อว่า เพราะกลัวจะถูกรถยนต์คันที่จำเลยขับตามหลังมาชน ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดูให้ปลอดภัยก่อนที่จะขับต่อไป แต่จำเลยไม่กระทำ จนพุ่งชนท้ายรถคันที่นายกฤษณะขับ เหตุที่รถชนกันจึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า รถคันที่นายกฤษณะขับใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงอันเป็นสาเหตุให้เกิดไฟลุกไหม้นั้น เห็นว่า เหตุไฟลุกไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นผลโดยตรงจากการถูกจำเลยขับรถชนอย่างแรง หาใช่เพราะใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิงไม่ ที่จำเลยอ้างสองเหตุนี้ เพื่อให้สภาพความผิดเบาลง จึงฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอุทธรณ์ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า บิดามารดาจำเลยไปร่วมงานศพและร่วมทำบุญทั้ง 2 ศพ จำเลยช่วยติดตามให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายผู้ตายทั้งสอง และจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว เห็นว่า เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสี่ ในฐานะทำละเมิดจามกฎหมายอยู่แล้ว แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากฝ่ายจำเลยจนเป็นที่พอใจ รวมทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ศาลสามารถนำมาใช้เพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อคำนึงสภาพความผิด พฤติการณ์ทั้งปวง รวมทั้งการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยจบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโททั้งในและต่างประเทศ ประกอบการงานเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต่างๆ และมีคุณงานความดีในการช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนแล้ว เห็นว่า คดียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ คงมีเพียงเหตุที่จะลงโทษจำเลยให้เบาลงได้บ้างเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคท้าย ซึงต้องระวงโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และการกระทำความผิดฐานนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อการกระทำทั้งหมดของจำเลยเกี่ยวเนื่องกัน และเป็นผลโดยตรงให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ต้องโทษตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคท้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รูปคดีมีเหตุสมควรต้องลงโทษหนักกว่าที่ศาลชั้นต้นลงโทษมา อีกทั้งไม่อาจลดโทษให้จำเลยถึงกึ่งหนึ่ง ดังที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้ เพราะจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพในฐานความผิดที่ต้องลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศาลต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลยตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่อาจใช้ดุลยพินิจอื่นได้ และการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาการเพิกถอนตามที่เห็นสมควร ดังเช่นการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ฝ่าฝืน มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 157/1 วรรคสองถึงวรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 3 ที่ 4 ฟังขึ้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็น จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกบทหนึ่งด้วยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคท้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำให้การและการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้ามจำเลยเสพสุราและยาเสพติดให้โทษภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35573</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจนภพ วีรพร, เสี่ยเบนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd64fda151b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก!ศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัว&#039;เสี่ยเบนซ์&#039;ซิ่งรถชน2นิสิตป.โทเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.62 - จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษให้จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี จำเลยคดีเสพแอมเฟตามีนขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ที่ขับรถเบนซ์ รุ่น CLK สีดำ ทะเบียน ษง 3333 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนท้าย รถยนตร์ฟอร์ด เฟียสต้า ทะเบียน ฆย 6911 ทำให้นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นักศึกษาปริญญาโทโดนไฟคลอกเสียชีวิตทั้ง 2 คนนั้น ในที่เกิดเหตุบน ถ.พหลโยธิน กม.53 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559 นั้น

ในวันเดียวกัน (8 พ.ค.) เมื่ออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เสร็จสิ้นแล้ว น้องสาวของจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายเจนภพ จำเลย ในระหว่างฎีกา โดยใช้หลักประกันเดิมเงินสด จำนวน 300,000 บาท พร้อมเพิ่มหลักประกันใหม่เป็นเงินสดอีกจำนวน 100,000 บาท รวมหลักประกันทั้งสิ้น 400,000 บาทซึ่งศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้คำร้องขอปล่อยชั่วคราวนั้นให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง&amp;nbsp;

โดยวันนี้ (10 พ.ค.) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับคำสั่งจากศาลฎีกาเรื่องพิจารณาขอปล่อยชั่วคราวดังกล่าวแล้ว ซึ่งได้แจ้งผลให้จำเลยทราบแล้วว่า ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ วยังไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นฎีกาคดีเข้ามา ประกอบกับคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกมีกำหนด 4 ปี เมื่อพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งคดีแล้ว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา จึงให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกาสั่งยกคำร้อง ไม่ให้ประกันตัวจำเลยระหว่างรอฎีกาคดีนี้แล้ว นายเจนภพยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำไปจนกว่าจำเลยจะยื่นประกันใหม่แล้วศาลจะมีคำสั่งอนุญาต

สำหรับคดีนี้เดิม ศาลชั้นต้น ได้พิพากษาลงโทษจำคุก นายเจนภพ จำเลย เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่อัยการโจทก์ และญาติโจทก์ร่วมที่ 3-4 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำคุกจำเลย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ให้เพิ่มโทษจำเลย ลงโทษฐานเสพแอมเฟตามีน ขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างจึงให้จำคุกจำเลย 4 ปี ไม่รอลงอาญา (คดีหมายเลขดำ อ.1528/2559 คดีหมายเลขแดง อ.2443/2560)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35522</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจนภพ วีรพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd55eaa84f7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มโทษเสี่ยเบนซ์ 4ปี-ชนนิสิต2ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษทายาทธุรกิจพันล้านเป็นจำคุก 4 ปีไม่รอลงอาญา คดีซิ่งเบนซ์ชน 2 นิสิตปริญญาโทจนถูกไฟคลอกเสียชีวิตคารถ 2 ศพเมื่อปี 59 พ่อแม่ผู้ตายระบุต้องการทำคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีอาญา หมายเลขคดีดำที่ อ.1528/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2443/2560 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายเจนภพ วีรพร จำเลย ในคดีนายเจนภพขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด เป็นเหตุให้นายกฤษณะ ถาวร และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย ถูกไฟคลอกเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2559 สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และไม่รอลงอาญา ต่อมาฝ่าย โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นครอบครัวของ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิ่มโทษจำเลย และในวันนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย นายเจนภพ วีรพร โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิ่มโทษตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกนายเจนภพ วีรพร ฐานเสพแอมเฟตามีนขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ด้วยการลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้บางส่วน เหลือลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ไม่รอลงอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียร ชุบไธสง ในฐานะทนายของนายทิวากร ฮ้อแสงชัย และนางกมลรัตน์ ฮ้อแสงชัย โจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 ผู้เป็นบิดามารดาของ &amp;quot;น้องเบนซ์&amp;quot; นางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย ผู้ตาย ระบุว่า ต้องการทำคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ขับรถเบนซ์ ซีเอสแอล สีดำ พุ่งชนท้ายรถยนต์ฟอร์ด เฟียสต้า บนถนนพหลโยธินขาออก ช่วงใกล้แยกวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้รถฟอร์ดเกิดไฟลุกไหม้รุนแรง คลอกนายกฤษณะ ถาวร และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิตปริญญาโท คณะพุทธศาสน์ สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสียชีวิตทั้งคู่ ส่วนนายเจนภพได้รับบาดเจ็บ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนายเจนภพ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลัคโซติค ออโตโมทีฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้ารถหรู ขณะที่ธุรกิจครอบครัวคือ &amp;ldquo;เลนโซ่กรุ๊ป&amp;rdquo; อันมีบริษัทน้อยใหญ่ในเครือมากมายนับสิบแห่ง ทั้งธุรกิจเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่ ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจค้าอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ อาทิ ตู้โทรศัพท์สาขาอัตโนมัติ เครื่องโทรสาร ล้อแม็ก มีรายได้รวมกันหลายพันล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างกว้างขวางถึงการทำคดีของตำรวจที่ล่าช้า และไม่มีการตรวจสารเสพติดหรือการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังเกิดอุบัติเหตุทันที กระทั่งมีการโอนย้ายคดีจาก สภ.พระอินทร์ราชา ไปอยู่ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2560 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยานัดฟังคำพิพากษา โดยพนักงานอัยการและโจทก์ร่วมยื่นฟ้องนายเจนภพ วีรพร จำเลยใน 7 ข้อหา คือ 1.ขับรถโดยประมาทอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายที่กำหนด 3.ขับรถในขณะเมาสุรา หรือเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4.เป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 5.ขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ 6.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และ 7.เป็นผู้ขับฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนที่สั่งให้มีการทดสอบและตรวจสอบผู้ขับรถตามกฎหมาย โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ขณะที่จำเลยยอมรับสารภาพเพียง 3 ข้อหา คือ 1.ขับรถโดยประมาท 2.ขับรถด้วยความเร็ว และ 3.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ส่วนอีก 4 ข้อหาจำเลยให้การปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต ตามประมาลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มีโทษจำคุก 5 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีวิต ส่วนความผิดในข้อหาเมาแล้วขับ รวมถึงเสพยาเสพติด ศาลตัดสินยกฟ้อง เพราะเหตุว่ามีข้อสงสัยชั้นพนักงานสอบสวน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35350</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมลรัตน์ ฮ้อแสงชัย, ทิวากร ฮ้อแสงชัย, ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย, วิเชียร ชุบไธสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจนภพ วีรพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2d6e90c1d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 14:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุก 4 ปี &#039;เสี่ยรถเบนซ์&#039;ซิ่งชน 2 นิสิตปริญญาโทเสียชีวิต!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค.62 - มีรายงานว่า ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีอาญา ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นโจทก์ นายเจนภพ วีรพร จำเลย ที่ขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด เป็นเหตุให้นายกฤษณะ ถาวร และนางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิต ปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถูกไฟคลอกเสียชีวิต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย (เสี่ยรถเบนซ์) โดยแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิ่มโทษตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานเสพแอมเฟตามินขับรถเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ด้วยการลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้บางส่วน เหลือลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี และไม่รอลงอาญา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35316</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจนภพ วีรพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd28c34d1e83.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
