<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ถกออสเตรเลียอ้อนขอเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตร อุปกรณ์การแพทย์ อาหารแปรรูป และสนับสนุนวัคซีนให้ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค. 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายแดน เทฮัน รัฐมนตรีการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนของออสเตรเลีย ผ่านระบบ Zoom Confirm ว่า ออสเตรเลียมีความสนใจจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีความสัมพันธ์ในรูปแบบทวิภาคี หรือ FTA และมีการลดภาษีระหว่างกันเกือบครบทุกรายการ โดยการจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยออสเตรเลียจะเป็นอีกรูปแบบความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนที่ลงลึกกว่า FTA ซึ่งขณะนี้ มีการเตรียมการจัดทำข้อตกลงใน 7 สาขา 1.การเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะด้านอาหาร 2.ด้านการท่องเที่ยว 3.ด้านบริการสุขภาพ 4.ด้านการศึกษา 5.ด้านอีคอมเมิร์ซ 6.ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 7.อื่นๆ เช่น พลังงาน หรือการลงทุนร่วมกัน เป็นต้น และออสเตรเลียแจ้งว่าจะเร่งให้ได้ข้อสรุปเร็ว เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ขอเชิญตนไปลงนามการทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ออสเตรเลีย คาดว่าจะเป็นในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ออสเตรเลียยังได้เร่งรัดการให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ปัจจุบันมีประเทศให้สัตยาบันแล้ว 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ส่วนไทย คาดว่าให้สัตยาบันได้ในเดือนต.ค.หรือไม่เกินพ.ย.2564 ซึ่งออสเตรเลียแจ้งว่าจะยื่นได้ในช่วงเวลาประมาณเดียวกัน เพื่อให้ RCEP มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วภายในต้นปีหน้าตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนเรื่ององค์การการค้าโลก (WTO) ในประเด็นการอุดหนุนการประมง ไทยมีจุดยืนในการสนับสนุนประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน และห้ามการอุดหนุน IUU Fishing (Illegal Unreported and Unregulated Fishing) หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมตามข้อตกลงของ IUU ซึ่งออสเตรเลียเห็นคล้อยตามกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ซึ่งปีนี้ นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพ จากนั้นปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ทางออสเตรเลียได้สอบถามถึงประเด็นสำคัญที่ไทยได้เตรียมไว้ ซึ่งตนแจ้งว่าเตรียมประเด็นใหญ่ไว้ 3 ประเด็น คือ 1.การเจรจาหาข้อสรุปการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก APEC 2.ข้อสรุปในการกำหนดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 3.การส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของกลุ่มประเทศ APEC ภายใต้ทิศทาง BCG (Bio-Circular-Green Economy) โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังเสนอให้รัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้ง 2 ประเทศ ประชุมอย่างเป็นทางการเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายจุรินทร์กล่าวว่า ในส่วนของไทย ได้เสนอให้ออสเตรเลียนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรายการสำคัญประกอบด้วย 1.สินค้าด้านการเกษตร โดยเฉพาะยางรถยนต์ ซึ่งออสเตรเลียเลิกผลิตแล้ว ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์และรถยนต์ ต้องนำเข้า เป็นโอกาสดีสำหรับยางรถยนต์ของไทยที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ 2.อุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะถุงมือยาง เพราะไทยถือเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่รายหนึ่งของโลก และจะเป็นการช่วยเกษตรกรชาวสวนยาง 3.อาหารแปรรูป เพราะไทยเป็นประเทศผลิตอาหารแปรรูปที่มีคุณภาพและมีศักยภาพติด 1 ใน 10 ของโลก และ 4.อาหารสัตว์เลี้ยง เพราะอัตราขยายตัวสูงมากและออสเตรเลียจัดเป็นตลาดสำคัญต่อไปในอนาคตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังได้หารือในเรื่องที่ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ และขณะนี้ ออสเตรเลียได้บริจาควัคซีนให้กับหลายประเทศ ตนได้เรียนให้ท่านรัฐมนตรีทราบว่าถ้าออสเตรเลียจะช่วยสนับสนุนวัคซีนให้กับไทย ทางไทยก็ยินดีและขอขอบคุณล่วงหน้าในไมตรีจิต โดยรัฐมนตรีออสเตรเลีย แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้ยืนยันกับทางออสเตรเลียว่า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับพรรคร่วมอื่น ๆ อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโควิด-19 และเศรษฐกิจ โดยหัวใจสำคัญ คือ จะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 70% โดยเร็วที่สุด และจะเดินหน้าในเรื่องของเศรษฐกิจทั้ง 2 ด้าน ที่เป็นรูปธรรม คือ 1.เรื่องของการเร่งการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ควบคู่กับ 2.การเร่งรัดการส่งออก ที่ขณะนี้การส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่าในปี 2564 การส่งออกของไทยจะเติบโตเกินเป้าที่กำหนดไว้เดิม ที่ 4% ไปเป็นตัวเลขสองหลักได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112373</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ออสเตรเลีย, เจรจาการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa3cc01b3b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53561</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นสัญญาณดี หวังส่งออกธ.ค. ติดลบน้อยลง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แบงก์ชาติเชื่อส่งออก ธ.ค.62 ติดลบน้อยลง หลังเห็นสัญญาณที่ดีจากเจรจาการค้า คาดจีดีพี Q4/62 โตใกล้เคียง 2.5% ทั้งปี 2563 โต 2.5% โฆษกรัฐบาลฟุ้งผลงานเด่นของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรก เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม น.ส.พรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าแนวโน้มการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.62 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีจะดีขึ้นกว่าเดือนที่แล้ว โดยน่าจะติดลบน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากเริ่มเห็นความชัดเจนของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในเฟสแรกที่จะมีขึ้นในต้นปี 63 นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับฐานการส่งออกในเดือน ธ.ค.61 ที่ต่ำ จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกเดือน ธ.ค.นี้ดีขึ้นกว่าเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราคาดว่าส่งออก ธ.ค.นี้จะติดลบน้อยกว่า พ.ย. เพราะฐานธ.ค.ปี 61 ต่ำ นอกจากนี้ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในเฟสแรกเริ่มจะมีความชัดเจน จากที่บรรยากาศยังอึมครึมในเดือนพ.ย. ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ตัวเลขการส่งออกในเดือน ธ.ค.นี้จะหดตัวน้อยกว่า พ.ย.&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 62 นี้จะหดตัว -3.3% ขณะที่คาดว่าในปี 63 มูลค่าส่งออกจะขยายตัวได้เล็กน้อยที่ 0.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรเพ็ญยังกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 63 ว่า ธปท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.8% ซึ่งดีขึ้นกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตได้ 2.5% พร้อมมองว่าปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมาจากภาคการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งในเรื่องการส่งออกนั้น แม้ปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าโลกยังคงมีอยู่ แต่เชื่อว่าการส่งออกปีหน้าจะเติบโตได้ดีกว่าปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการลงทุนนั้น ในด้านการลงทุนภาครัฐ จากที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะมีผลใช้ได้ในช่วงต้นปี ก็เชื่อว่าจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้าไปสู่โครงการต่างๆ ของภาครัฐได้มากขึ้น ทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากฝากความหวังไว้ที่การลงทุนภาคเอกชน อยากเห็นการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมายังลงทุนต่ำ ซึ่งมองว่าภาวะการเงินก็ยังเอื้อให้กับการลงทุนภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อม เมื่อเศรษฐกิจกลับมาแล้ว ก็จะได้เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และสามารถเอื้อกับการส่งออกด้วย&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ำว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจคงจะหวังพึ่งแต่การส่งออกด้านเดียวคงไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นต้องเน้นเรื่องการลงทุนควบคู่กันไป เพราะการลงทุนนอกจากจะช่วยในเรื่องการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่เศรษฐกิจในระยะยาวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เพิ่มในเรื่องของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นลงทุนภาครัฐ ลงทุนภาคเอกชน เพื่อจะช่วยเสริมให้กับการส่งออกและการท่องเที่ยวด้วย เพราะการส่งออกสินค้ายังมีความไม่แน่นอนจากการค้าโลกอยู่&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรเพ็ญกล่าวอีกว่า ธปท.คาดการณ์ว่า ในปี 63 การลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 6.3% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3.4% อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายน 2562 ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยการส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้า การผลิตภาคอุตสาหกรรม และเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหดตัวสอดคล้องกัน สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวทั้งจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ด้านเครื่องชี้การบริโภคเอกชนยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว โดยมาตรการภาครัฐมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อบางส่วน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานและอัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานที่หดตัวน้อยลง สำหรับอัตราการว่างงานที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำทรงตัว ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิจากด้านสินทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมูลค่าส่งออกสินค้าหดตัว -7.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน ใกล้เคียงกับมูลค่าส่งออกที่ไม่รวมทองคำ โดยเป็นการหดตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า จากภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว, วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ประกอบกับมีปัจจัยชั่วคราวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในหมวดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหดตัวทั้งด้านราคาและปริมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการผลิตและการค้าโลกจากสภาวะกีดกันทางการค้าที่ผ่านมา ยังทำให้สินค้าไทยบางส่วนถูกทดแทนด้วยสินค้าจากจีนในตลาดอาเซียน อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าในภาพรวมที่หดตัวส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวสอดคล้องกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลงานเด่นของรัฐบาลในช่วง 5 เดือนแรกเพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ครอบคลุม 3 ด้านสำคัญ คือ คมนาคม รายได้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย แยกได้ดังนี้ 1.การขยายโครงสร้างคมนาคม คือการดูแลประชาชนในการเดินทางและลดมลพิษ ด้วยการขยายโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งนับเป็นผลงานต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ได้มีการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าครอบคลุมทั่ว กทม. อาทิ &amp;nbsp;สายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ) 14 กม., สายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 19 กม., สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) 22 กม., สายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) 15 กม., สายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) 26.3 กม., สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 34.5 กม., และสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 30 กม. เมื่อรถไฟฟ้าเปิดใช้บริการครบทั้งหมด จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางของคนกรุง ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล นำไปสู่การลดมลพิษทางอากาศในที่สุด เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับเรื่องที่ 2 คือเรื่องรายได้เกษตรกร โดยดูแลเกษตรกรทั้งโครงการประกันรายได้สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิด ซึ่งได้เริ่มจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างตรงเข้าบัญชีเกษตรกรไปแล้ว และยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตร เช่น การอุดหนุนปัจจัยการผลิตสำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าว ช่วยเหลือค่าปลูก &amp;nbsp;500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน รวมตลอดถึงมาตรการสินเชื่อชะลอการขาย สินเชื่อรวบรวมผลผลิต นอกจากนี้ นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ด้วยการกำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซลบี 10 เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วพื้นฐาน ได้ส่งผลให้ราคาปาล์มสูงขึ้น เกิดประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลเข้าไปพยุงราคา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 3 คือเรื่องมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย ดูแลผู้มีรายได้น้อย ด้วยมาตรการลดค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าไม่เกินครัวเรือนละ 50 หน่วย และมาตรการช่วยเหลือค่าน้ำไม่เกินครัวเรือนละ 100 บาท ไปจนถึง ก.ย.63 และยังคงมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น ค่าเดินทางเดือนละไม่เกิน 500 บาท, ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนละ 200/300 บาท, คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการ อีก 1% โอนเข้ากองทุนการออมแห่งชาติในนามเจ้าของบัตรสวัสดิการ เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลย้ำว่า รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมกับพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ซึ่งยังมีผลงานที่ปรากฏผลเป็นรูปธรรม และที่กำลังดำเนินงานอีกมาก ซึ่งรัฐบาลจะได้บอกเล่าสู่ประชาชนให้ได้รับรู้และติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53561</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลงานเด่นของรัฐบาล, พรเพ็ญ สดศรีชัย, สัญญาณส่งออกดี, สำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจรจาการค้า, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180430/image_big_5ae6d4cad044f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 21:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 21:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีลการค้ายังมีหวัง จีน-สหรัฐคุยกันต่อ &#039;ทรัมป์&#039; รอพบ &#039;สี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จีนและสหรัฐตกลงจะเจรจาหาทางออกความขัดแย้งทางการค้ากันต่อไป หลังจากรัฐบาลจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ 6 หมื่นล้านดอลลาร์เดือนหน้า เอาคืนที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าของจีน ขณะ &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; เสียงอ่อย ยังไม่ตัดสินใจขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ หวังได้เจรจากับ &amp;quot;สี จิ้นผิง&amp;quot; ที่เวทีจี 20&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลจีนประกาศว่า จีนจะขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และการที่ทรัมป์ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าของจีนที่เหลือเกือบทั้งหมดมูลค่า 325,000 ล้านดอลลาร์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของจีนและสหรัฐมีขึ้นภายหลังการเจรจาการค้ารอบล่าสุดที่กรุงวอชิงตันจบลงเมื่อวันศุกร์ โดยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตอบโต้กันไปมาสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ในวันจันทร์ดัชนีดาวน์โจนส์ตกลงมากกว่า 2% ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียเปิดตัววันอังคารยังคงได้รับผลกระทบจากความวิตกนี้ ทว่ามีสัญญาณในทิศทางบวกออกมาจากทั้งฝั่งจีนและสหรัฐ ซึ่งทำให้บรรยากาศการซื้อขายดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า เขาคาดว่าจะได้พบเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 ที่ญี่ปุ่นปลายเดือนมิถุนายน พร้อมกันนั้นทรัมป์ยังออกตัวว่า เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าของจีนอีก 325,000 ล้านดอลลาร์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐมีแผนจะจัดการไต่สวนสาธารณะเดือนหน้า ถึงความเป็นไปได้เรื่องการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจีนเป็น 25% ซึ่งจะมีผลกับสินค้าของจีนมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ อันรวมถึงสินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือและแลปท็อป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเกิ้ง ซวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า เขาเข้าใจว่าจีนและสหรัฐเห็นพ้องกันว่าจะเดินหน้าเจรจาหารือกันต่อไป แต่การเจรจาจะดำเนินไปเช่นไรนั้น ทั้งสองฝ่ายจะปรึกษาหารือกันเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้น โฆษกผู้นำยังคงย้ำว่า จีนจะไม่ยอมโดนรังแก และจีนหวังว่าสหรัฐจะไม่ตัดสินสถานการณ์ผิด และไม่ดูเบาความเด็ดเดี่ยวและเจตจำนงของจีนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน ส่วนกำหนดการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีนั้น เขาปฏิเสธว่า ยังไม่มีข้อมูลในขณะนี้ แต่ผู้นำทั้งสองยังติดต่อสื่อสารกันตลอดผ่านช่องทางต่างๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35867</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นภาษีศุลกากร, จี 20, จีน, สงครามการค้า, สหรัฐ, สี จิ้นผิง, เจรจาการค้า, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190514/image_big_5cdacc4608bb4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 20:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ขู่จีน คุยดีลการค้าสมัยหน้าหินกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนจีนว่า ควรบรรลุความตกลงการค้ากับสหรัฐเสียแต่เดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นจะได้ความตกลงที่แย่กว่านี้มาก หากต้องเจรจาต่อรองกันเมื่อเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2562 ว่าผู้แทนการค้าของรัฐบาลสหรัฐและจีนเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจายาวนาน 2 วันที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาของจีนเปิดเผยว่า ผู้แทน 2 ฝ่ายจะพบกันอีกครั้งที่กรุงปักกิ่งโดยยังไม่ได้กำหนดวัน แต่เขาเตือนว่า จีนจะไม่ยอมลงให้สหรัฐในประเด็นที่เป็น &amp;quot;หลักการสำคัญๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตเมื่อวันเสาร์ เตือนจีนว่า จีนอาจรู้สึกว่าการเจรจาในขณะนี้จีนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาก พวกเขาจึงควรจะรอถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2563 เพื่อดูว่าพวกเขาจะโชคดีและพรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายชนะหรือไม่ เผื่อพวกเขาจะได้ฉีกทึ้งสหรัฐได้ต่อไปอีกปีละ 500,000 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาเดียวก็คือ พวกเขารู้ว่าผมกำลังจะชนะ (เศรษฐกิจและจำนวนการจ้างงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ และอื่นๆ อีกมากมาย) และข้อตกลงจะแย่กว่านี้มากสำหรับพวกเขา หากต้องเจรจาต่อรองในสมัยที่ 2 ของผม คงจะฉลาดกว่าสำหรับพวกเขาที่จะทำความตกลงในตอนนี้ แล้วพอใจกับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงๆ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้นำสหรัฐกล่าวหาจีนว่าไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ในการเจรจาการค้า และออกคำสั่งให้ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าของจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จาก 10% เป็น 25% เป็นการลงโทษ โดยเริ่มมีผลเมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรเบิร์ต ไลธีเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ เปิดเผยด้วยว่า ทรัมป์ยังสั่งขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าเกือบทุกชนิดของจีน มูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ แต่ภาษีส่วนนี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้อีกหลายเดือน ระหว่างรอฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทวีตเมื่อวันเสาร์ของทรัมป์แนะด้วยว่า บริษัททั้งหลายสามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายได้ง่ายๆ ด้วยการผลิตสินค้าในสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35660</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, สหรัฐ, เจรจาการค้า, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190512/image_big_5cd827136552d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
