<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WWF ชื่นชมกรมอุทยานฯ บุกตรวจสอบ &quot;ฟาร์มเสือมุกดา&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - นาวสาวพิมพ์พาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลสำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) กล่าวแสดงความชื่นชมต่อปฏิบัติการเชิงรุกและความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการสืบสวนอย่างเข้มข้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกรณีการเข้าตรวจสอบกิจการฟาร์มเสือโคร่ง &amp;ldquo;มุกดาสวนเสือและฟาร์ม&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564กรณีดังกล่าว จะส่งผลดีต่อการทำงานอนุรักษ์เสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยคุกคามชีวิตของเสือโคร่งไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า หากแต่อยู่ที่การล่าสัตว์จากความต้องการบริโภคชิ้นส่วนของเสือโคร่งในท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เสือโคร่งจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อการล่าเพื่อการค้าทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเมื่อประชากรเสือโคร่งในป่าลดน้อยลงประกอบกับมาตรการในการปกป้องสัตว์ป่าและพื้นที่ป่า ทำได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น การล่าก็ทำได้ยากขึ้นธุรกิจสวนเสือ หรือสวนสัตว์จึงถูกทำให้เข้าใจว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้าชิ้นส่วนของเสือโคร่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แถลงความคืบหน้าจากการตรวจสอบกิจการของมุกดาสวนเสือและฟาร์มเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ตรวจยึดเสือโคร่งจำนวน 5ตัว และได้ตรวจสอบรหัสพันธุกรรมลูกเสือโคร่ง จำนวน 3 ตัวพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับเสือโคร่งที่ถูกแจ้งว่าเป็นพ่อ และ แม่แต่อย่างใดโดยกรณีดังกล่าวทำให้มีการพักใบอนุญาตประกอบกิจการของมุกดาสวนเสือและฟาร์มเบื้องต้น 30 วัน เมื่อวันที่21 มกราคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีดังกล่าว นำไปสู่การเข้าดำเนินการตรวจสอบกิจการสวนสัตว์มุกดาสวนเสือ ในระยะเวลา 90 วันซึ่งพบความเชื่อมโยงในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน กับความเป็นไปได้ในการลักลอบนำเข้าหรือปลอมแปลงที่มาของเสือโคร่ง เป็นการกระทำความผิดตามประราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17 ฐาน &amp;ldquo;มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo;และเป็นการถูกพักใบอนุญาตเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 365 วัน นำไปสู่การต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎา ทวีกาญจน์ ผู้จัดการโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF ประเทศไทยกล่าวแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยการแถลงข่าวความผิดกรณีสวนเสือมุกดาถือเป็นก้าวแรกในการตรวจสอบความโปร่งใสของธุรกิจฟาร์มเสือในประเทศไทยและการทำงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำงานอย่างหนัก และเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่ดีไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทย แต่สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีธุรกิจฟาร์มเสือโคร่งชี้ให้เห็นว่าเรื่องของการผสมพันธุ์เสือในกรง ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ เป็นไปเพื่อตอบโจทย์ด้านธุรกิจในส่วนขององค์กรอนุรักษ์ เรามั่นใจว่ากระบวนการตรวจสอบจะเป็นตามขั้นตอนเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)ทำงานกับเครือข่ายทั่วโลกในการป้องปรามและหยุดยั้งธุรกิจค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายรวมทั้งปกป้องเสือโคร่งในป่าที่เหลืออยู่ทั่วโลกเพียง 3,900 ตัวนอกจากนั้นยังส่งเสริมให้มีการตรวจสอบธุรกิจฟาร์มเสือโคร่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน โดยเชื่อว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ส่งผลคุกคามต่อชีวิตของเสือโคร่งในป่าและการอนุรักษ์เสือโคร่งการมีอยู่ของฟาร์มเสือหรือสวนเสือเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจจากเสืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากตามรูปแบบของการดำเนินธุรกิจสวนสัตว์ดังกล่าวจำเป็นต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด ดังนั้นกลุ่มธุรกิจบางส่วนอาจมีการสนับสนุนให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากเสือในกรงในรูปแบบต่างๆ เช่นการลักลอบค้าผลิตภัณฑ์จากเสือ หรือการวางยาเสือเพื่อให้เสือสามารถถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวได้ เป็นต้นWWF เรียกร้องให้ธุรกิจฟาร์มเสือค่อยๆ ยุติหรือปิดลง เพราะการมีอยู่อาจนำไปสู่อาชญากรรมค้าสัตว์ป่าและเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนของเสือโคร่งซึ่งทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่ภัยคุกคามทำให้เกิดการล่าเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผสมพันธุ์เสือในกรง ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ อาจมีเป้าหมายในเชิงธุรกิจและการค้า&amp;rdquo;นายเจษฎากล่าว และเสริมว่า การจัดทำฐานข้อมูลของสัตว์ที่เป็นระบบและมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความโปร่งใส โดยหากการขยายพันธุ์เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยทางวิชาการก็ควรมีการชี้แจงและทำเอกสารทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ WWF ยินดีที่จะสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติฯในการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของเสือโคร่ง 1500 ตัว ในฟาร์มเสือที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 39 แห่ง&amp;rdquo;นายเจษฎากล่าวสรุป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95695</URL_LINK>
                <HASHTAG>WWF, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, พิมพ์พาวดี  พหลโยธิน, เจษฎา ทวีกาญจน์, เสือโคร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_604986173a0a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
