<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 20:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าคราวลากเรือหลวง (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือหลวงอุดมเดช 323 เมื่อครั้งยังประจำการในกองทัพเรือ (ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต))&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังสงกรานต์ปีที่แล้วไม่กี่วัน มีข่าวปฏิบัติการลากจูงทางน้ำครั้งสำคัญ เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์ยานพาหนะของคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ได้ขอรับการสนับสนุนเรือหลวงอุดมเดช 323 จากกองทัพเรือที่ปลดประจำการลงเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น กองทัพเรือยินดีมอบให้นำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ริมแม่น้ำนครชัยศรี โดยฝ่ายพิพิธภัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบการลากจูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะเด็กเรือเก่าของคุณเจษฎาตั้งแต่คราวลากเรือดำน้ำโซเวียตยุคสงครามเย็นมาจากทะเลบอลติกเมื่อต้นปี 2550 ก่อนที่เรือดำน้ำจะประสบเหตุร้ายจมลงสู่ก้นทะเลเหนืออย่างน่าเสียดาย ผมขอโอกาสคุณเจษฎาร่วมปฏิบัติการลากเรือให้สำเร็จสักครั้งในชีวิต คุณเจษฎาก็ไม่ขัดข้อง ความจริงแล้วผมไม่ได้ทำหน้าที่ใดๆ ในการลากจูง เพียงแต่ขอขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์หายากเท่านั้น และก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ไปเกะกะกีดขวางการทำงานของทีมลาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรือหลวงอุดมเดชนี้สังกัดอยู่ในชุดเรือหลวงราชฤทธิ์ ประกอบไปด้วย ร.ล.ราชฤทธิ์ หมายเลข 321, ร.ล.วิทยาคม หมายเลข 322 และ ร.ล.อุดมเดช หมายเลข 323 กองทัพเรือได้มีโครงการจัดหาในปี พ.ศ.2519 ใช้งบประมาณจากค่าสัมปทานสำรวจน้ำมันในทะเลบวกกับงบประมาณประจำ มีชื่อโครงการว่า &amp;ldquo;การจัดหาเรือคุ้มครองการสำรวจน้ำมันทางทะเล&amp;rdquo; ต่อโดยบริษัท Cantiere Navale Breda ประเทศอิตาลี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือหลวงอุดมเดชขึ้นระวางประจำการปี พ.ศ.2523 เป็นประเภทเรือยนต์เร็วโจมตีอาวุธนำวิถี ถือเป็นเรือครูของกำลังพลทหารเรือไทยมากมายหลายท่าน สำหรับเรือหลวงวิทยาคมที่อยู่ในชุดเดียวกันเมื่อปลดระวางประจำการแล้วกองทัพเรือก็ได้มอบให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะนี้จัดแสดงประกอบพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลเขาพลายดำเฉลิมพระเกียรติ อำเภอสิชล ส่วนเรือหลวงราชฤทธิ์นั้นยังคงประจำการอยู่ต่อไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์ Thaiseafarer ระบุข้อมูลจำเพาะของเรือหลวงชุดนี้ไว้ว่ามีความยาวตลอดลำเรือ 49.80 เมตร กว้าง 7.50 เมตร กินน้ำลึก 1.7 เมตร ระวางขับน้ำปกติ 270 ตัน เต็มที่ 300 ตัน ความเร็วมัธยัสถ์ 15 นอต สูงสุด 36 นอต ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,000 ไมล์ ต่อเนื่อง 5 วัน กำลังพลประจำเรือ 46 นาย มีปืนใหญ่เรือ OTO Melara 76/62 Compact ขนาด 76 มม. 1 แท่น, ปืนใหญ่กล Breda/Bofors Type 564 ขนาด 40 มม. 1 แท่น, ปืนกล U.S. Ordnance M2HB ขนาด 12.7 มม. แท่นเดี่ยว 2 แท่น และแท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น MBDA Exocet MM38 2 แท่น แท่นละ 2 ท่อยิง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นเวลาหลายปีที่ผมเคยได้ยินข่าวเรือหลวงอุดมเดช 323 ทำหน้าที่พิทักษ์ทะเลไทย เข้าจับกุมเรือประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขตน่านน้ำของเรา จึงถือเป็นเกียรติยิ่งที่กำลังจะได้เดินทางเที่ยวสุดท้ายมาในเรือหลวงที่มีกิตติศัพท์ไม่ธรรมดาลำนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เข้าสู่ปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรือหลวงอุดมเดชปลดประจำการที่ฐานทัพเรีอสัตหีบแล้วถูกลากมายังอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ทีมงานลากจูงจะนำออกสู่อ่าวไทยแล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 50 กิโลเมตรเพื่อเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ สู่พื้นที่จังหวัดนครปฐม ช่วงนี้เรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เจษฎาเทคนิคมิวเซียมแห่งใหม่ที่กำลังจะมีการก่อสร้าง อยู่ในเขตตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี บริเวณตรงข้ามวัดกกตาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลเรื่องระยะเวลาในการลากจูงที่ผมได้รับวันก่อนขึ้นเรือคือเกือบๆ 1 สัปดาห์ ด้วยว่าความยากในการลอดผ่านแต่ละสะพานในแม่น้ำท่าจีนจำนวนทั้งสิ้น 17 สะพานก่อนถึงเจษฎาเทคนิคมิวเซียม ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือระดับความสูงของสะพาน ความสูงของเรือ ระดับน้ำขึ้นน้ำลง และฝีมือของทีมลาก ผมก็เลยสวมวิญญาณแสงสุรีย์ รุ่งโรจน์ &amp;ldquo;เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า&amp;hellip;&amp;rdquo; สำหรับการอยู่ในเรือไปเผื่อๆ 7 วัน คุณเต่า-เลขาฯ คุณเจษฎา น้ำใจงาม เอื้อเฟื้อซิงเกิลมอลต์วิสกี้เก่าเก็บหลายปียี่ห้อ Glenfiddich มาให้ 1 ขวดลิตรสำหรับประทังชีวิตในเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันเดินทางมีการทำพิธีบวงสรวงแม่ย่านางบริเวณหัวเรือ แล้วกราบสักการะภาพถ่ายและภาพเขียนกรมหลวงชุมพรฯ หรือเสด็จเตี่ยของชาวกองทัพเรือ ทีมเรือลากจุดประทัด 2 รอบแล้วออกเดินทางเวลาประมาณ 08.45 น. มีเรือเล็กของกองทัพเรือ 3 ลำช่วยกันดึงและประคองเรือหลวงออกจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนเรือลากจะเข้ามารับช่วงต่อ เคลื่อนผ่านป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ทางด้านขวามือ ไม่นานก็ออกสู่ทะเลอ่าวไทย เลยร่องน้ำแล้วเรือก็หันขวาแล่นขนานชายฝั่ง ทว่าไม่สามารถมองเห็นฝั่งด้วยตาเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือ &amp;ldquo;กลึงบาดาล&amp;rdquo; ของกองทัพเรือ นำเรือหลวงอุดมเดชจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทีมงานลากจูงได้ถอดเอา Bridge หรือห้องควบคุมเรือที่อยู่ส่วนบนของลำเรือรวมถึงเสาเรดาร์ออก นำไปวางไว้ส่วนหน้าของเรือเพราะมีพื้นที่ว่างรวมถึงทางด้านหลังเรือ ใช้เชือกผูกรัดกับลำเรือมาอย่างดี หากไม่ถอดออกก็จะลอดสะพานในแม่น้ำไม่ได้ ตอนแรกมีข่าวว่าจะนำส่วน Bridge นี้แยกจากตัวเรือไปกับรถเทรลเลอร์ หัวหน้าทีมลากชื่อพี่โมทย์ในชุดหมีสีขาว คะเนอายุห้าสิบกว่าๆ อธิบายกับผมว่าขนไปในลำเดียวกันจะช่วยถ่วงน้ำหนักเรือยามลอดสะพานให้ง่ายขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการลากจูงครั้งนี้ผมไม่ได้อยู่ในเรือลากเหมือนเมื่อคราวลากเรือดำน้ำเนื่องจากเรือลากมีขนาดเล็ก มีคนอยู่ในเรือลากแค่ 2 หรือ 3 คนเท่านั้น ทีมงานส่วนใหญ่อยู่ในเรือหลวง โดยพี่โมทย์ใช้วิทยุสั่งการไปยังเรือลากเป็นระยะๆ ช่วงออกทะเลได้ไม่เท่าไหร่ผมอยู่ด้านหน้าฝั่งกราบซ้ายของเรือ พี่โมทย์หยิบลูกมะพร้าวเฉาะแล้วและแช่น้ำแข็งไว้มาให้ผมดื่ม 1 ลูกเพื่อความสดชื่น สักพักทีมงานประสบการณ์สูงของพี่โมทย์ชื่อป๋ายาวหอบเอาผลไม้มาให้ 1 กอบใหญ่ ทั้งสาลี่ แอปเปิล และส้ม ล้วนเป็นของไหว้ในพิธีบวงสรวงเมื่อเช้าทั้งสิ้น ผมกินส้มไป 1 ลูกเป็นมื้อเช้า ไม่กล้ากินมากเพราะกลัวต้องเข้าห้องน้ำ และเวลานี้ยังไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนปวดฉี่จึงได้เดินหา มีห้องที่เขียนว่า Toilet เปิดไปดูไร้แสงมืดมิด มองไม่เห็นอะไร ผมก็ยังอุตส่าห์เปิดสวิตช์ไฟทั้งที่รู้ว่าไม่มีไฟฟ้า มองเพ่งในห้องน้ำอยู่สักพักจนสายตาเอาชนะความมืดได้ ในห้องมีโถส้วมแต่ดูจะใช้การไม่ได้ ไม่มีน้ำ พื้นห้องฝุ่นหนาคล้ายสนิม หรืออะไรบางอย่างออกสีดำๆ เหยียบไปรู้สึกหยุ่นๆ เลยถอยออกมา เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมากับเรือ (เมียของกบ ทีมงานอีกคน) นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ระหว่างส่วนต่อกลางเรือ (ที่เป็นห้องต่างๆ) กับพื้นที่ว่างหลังเรือ ผมถามเธอว่าห้องน้ำใช้ได้ไหม เธอตอบว่าใช้ไม่ได้ ถามใหม่ว่าฉี่ได้ไหม เธอตอบว่าฉี่ได้ ก็เลยฉี่ลงไปทั้งมืดๆ ไม่รู้ว่าลงทะเลหรือไปค้างที่ส่วนไหน ตอนหลังมีคนแนะนำให้ฉี่ลงทะเลโดยตรง ผมปวดฉี่อีกทีตอนที่เรือเข้าแม่น้ำท่าจีนแล้ว แม้แม่น้ำจะไม่น่ากลัวเท่าทะเลแต่ก็เสี่ยงตกอยู่ดี ขออนุญาตข้ามเรื่องฉี่ไปเพราะยังไม่กล้าเล่าแบบลงรายละเอียด รวมถึงกิจธุระส่วนตัวในระดับที่หนักหนาขึ้นไปที่ขอยกยอดไปเล่าในตอนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ฝูงนกนางนวลเข้าใจว่าจะได้ปลาจากเรือหลวง หรือไม่ก็แค่บินตามสนุกๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมเดินสำรวจเรือหลวงไปจนถึงด้านบนที่ถูกถอดออกเหลือเป็นดาดฟ้าแบนราบ มีบันไดขึ้นลงจากส่วนกลางเรือ เวลาเรือโคลงหนักๆ ก็นั่งยองๆ ลง คลื่นสูงไม่น่าเกิน 2 เมตร แต่เพราะเรือวิ่งขวางทางคลื่นที่เข้าออกฝั่ง ทำให้เรือโคลงซ้าย-ขวาน่าประหวั่นพรั่นพรึง ไม่โคลงหน้า-หลังเหมือนกับการวิ่งสวนคลื่นที่รู้สึกหวาดเสียวว่าน้อยกว่า ผมจึงลงไปนั่งบริเวณพื้นหลังเรือที่มีการเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของเรือที่ถอดออกแล้วมาวางสุมกันจนมีพื้นที่ร่ม ยาเมาเรือคงออกฤทธิ์เต็มที่ผมมุดคลานเข้าไปเอนหลัง อ้วน-ทีมงานอีกคนหนึ่งเอาเสื่อและหมอนมาให้ จึงปูนอนชมนกนางนวลบินตามท้ายเรือสบายใจ น่าจะหลับลงไปได้ประมาณ 5 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่โมทย์เข้ามานั่งคุยด้วย แกพูดเรื่องเรือดำน้ำโซเวียตลำนั้นขึ้นมาเหมือนจุดใต้ตำตอ คงเคยทราบเรื่องคุณเจษฎาซื้อเรือดำน้ำ พอทราบว่าผมมากับเรือลากในคราวนั้นแกก็ตะโกนเรียกป๋ายาว บอกว่า &amp;ldquo;มาดูคนลากเรือดำน้ำนี่เร็ว&amp;rdquo; ป๋ายาวเข้ามาร่วมวงเล่าว่านายหน้าเรือลากชาวสวีเดนในเวลานั้นมาให้แกไปเป็นพยานขึ้นศาลเพื่อบอกกับศาลว่าเรือล่าปลาวาฬที่ใช้ลากเรือดำน้ำนั้นคือเรือลาก หรือ Tudgboat ด้วยเกียรติของคนเรือมืออาชีพป๋ายาวไม่ยอมรับข้อเสนอนำความเท็จกล่าวต่อศาล แกย้ำว่า &amp;ldquo;ก็มันไม่ใช่เรือลาก&amp;rdquo; พี่โมทย์ให้ข้อมูลเพิ่มว่านายหน้าคนนี้หนีอะไรบางอย่างมาจากสวีเดน และหากินด้วยวิธีแบบนี้หลายครั้ง และสุดท้ายเขาขายเรือล่าปลาวาฬลำดังกล่าวได้ 3 ล้านบาท มีคนซื้อไปตัดชิ้นส่วนขายต่อที่ทะเลทางภาคใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากบริเวณหลังเรือที่ไม่ร้อนเพราะมีกำบังและโดนลมแล้วก็ไม่มีส่วนไหนของเรือพ้นอิทธิพลแสงแดดเดือนเมษายนไปได้ ภายในตัวเรือโดยเฉพาะในห้องต่างๆ ร้อนเหลือประมาณเพราะเรือสร้างด้วยเหล็ก อุณหภูมิยามบ่ายสะสมความร้อนปาเข้าไปเกิน 50 องศา แค่เดินผ่านก็เหงื่อชุ่ม ตอนขึ้นเรือมาเมื่อเช้านี้ผมวางเป้ไว้บริเวณทางเดินในตัวเรือ เวลาสายๆ มาเจอเป้วางอยู่ในห้องพักผู้บังคับการเรือที่ในเวลานี้คือห้องของพี่โมทย์ มีโต๊ะและโซฟา ตอนเช้าตรู่ที่แดดยังไม่ร้อนคงพอใช้เป็นที่นอนได้ พี่โมทย์แขวนเสื้อผ้าไว้หลายตัว ที่อยู่ในถุงจากร้านซักรีดก็มี เพราะแกอยู่กับเรือเตรียมการเคลื่อนย้ายมาหลายวันแล้ว บนโต๊ะมีโกลด์เลเบิ้ลวางอยู่ด้วย 2 ขวดลิตร ในห้องหนึ่งผมเห็นอุปกรณ์การทำครัวและอาหารแห้งจำนวนหนึ่ง คาดการณ์ได้ว่าหญิงสาวหนึ่งเดียวในเรือน่าจะเป็นแม่ครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือโยงในแม่น้ำรับช่วงต่อจากเรือลากในทะเล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พี่โมทย์ให้ลูกน้องใช้เชือกผูกยางรถยนต์แล้วโยนลงน้ำท้ายเรือเพื่อลดการแกว่งของเรือ แกคำนวณว่าเรือวิ่งด้วยความเร็ว 4.5 นอต (1 นอตเท่ากับ 1.85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เรือจะเข้าร่องน้ำของปากน้ำท่าจีนราวบ่าย 2 โมงซึ่งก็ตรงเวลา เรือลากส่งต่อเชือก 8 เกลียวทำจากไม้สนซีดาร์ญี่ปุ่น (สึกิ) ให้กับเรือโยงที่จะลากในแม่น้ำ ภาพที่เห็นบอกได้ว่าเรื่องการลากจูงต้องสนามใครสนามมัน มีเรือเล็กมาช่วยประคองท้ายเรือหลวงอีก 1 ลำ การลากเรือในแม่น้ำมีความจำเป็นต้องใช้เรือประคองท้ายเพื่อไม่ให้เรือใหญ่ที่ถูกลากชนเข้ากับตอม่อสะพานหรือเรือลำอื่นที่สัญจรไปมา รวมถึงตลิ่งและท่าน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเรือลากในทะเลกลับไปมีคนจากในเรือลำนั้นขึ้นเรือหลวงมาด้วย 1 คน ชื่อตั้ม เวลาบ่าย 3 ครึ่ง เรือเข้าสู่ปากน้ำท่าจีนที่กว้างใหญ่ไม่แพ้ปากน้ำเจ้าพระยา บริเวณที่น้ำเค็มสัมผัสกับน้ำกร่อยเห็นสีของน้ำตัดกันชัดเจน สีของน้ำกร่อยดำคล้ำเหมือนน้ำโคลน แถวปากแม่น้ำมีเรือสินค้าจำนวนมาก รวมถึงเรือปลาที่ออกมารับสัตว์น้ำจากเรือใหญ่ที่จอดลอยลำในน้ำลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ฯ ทรงยืนปกปักคุ้มภัยแก่ชาวเรือ ณ วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขบวนเรือ 3 ลำของเราเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เป็นเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านวัดศรีสุทธาราม หรือวัดกำพร้าทางด้านขวามือ (มองจากขาขึ้นแม่น้ำ) พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ ทรงยืนเด่นสง่า หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร ข้าราชการและประชาชนร่วมกันจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2559 เพื่อสำนึกในพระกรุณาของบิดาทหารเรือไทย เป็นพระอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สูงถึง 17 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรือผ่านวัดโกรกกรากบนฝั่งเดียวกัน ลำน้ำโค้งขวาแล้วโค้งซ้ายเป็นรูปเกือบวงกลม พื้นที่ฝั่งซ้ายมือที่ถูกสายน้ำโอบล้อมไว้คือเขตตำบลท่าฉลอม ฝั่งขวาก็คือตำบลมหาชัย มีคลองมหาชัยดิ่งตรงเข้าไปทางทิศตะวันออกจนเชื่อมกับคลองสนามชัยและยาวไปต่อกับกรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการลอด 3 สะพานแรก ได้แก่ สะพานถนนพระราม 2, สะพานท่าจีน 3 (วัดบางปลา) และสะพานพุทธมณฑลสาคร ระดับน้ำเป็นใจลอดผ่านไปได้ ทว่าเรือประคองท้ายที่ทำการดึงรั้งและส่งหนุนเรือหลวงเกิดเชือกขาดทั้ง 3 ครั้งสร้างความไม่พอใจให้กับพี่โมทย์ที่ขณะนี้เปลี่ยนมาออกคำสั่งทางโทรโข่งหลุดสบถออกมาพอหอมปากหอมคอ แต่เมื่อเรือท้ายรู้จังหวะการรับส่งกับเรือลากแล้วหลังจากนั้นเชือกก็ไม่ขาดอีกเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเรือเคลื่อนลึกเข้าไปในแม่น้ำเรื่อยๆ ขนาดลำน้ำก็ค่อยๆ แคบลง จากชุมชนริมน้ำตั้งกันหนาแน่นก็เริ่มเบาบาง ผักตบชวาในแม่น้ำกลับมากขึ้น สังเกตเห็นว่ามีคฤหาสน์ของเศรษฐีก่อกำแพงล้อมรั้วและมีท่าน้ำมั่นคงสวยงามตั้งอยู่หลายหลังทางฝั่งขวาแทบทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสงแดดอ่อนแรงลงผมก็ได้ทีกลับขึ้นไปเดินเหินชมทิวทัศน์บนดาดฟ้าอย่างเพลิดเพลิน แม่น้ำนิ่งเอื่อย ผิดกับทะเลคนละขั้ว กระทั่งม่านสีดำเริ่มเข้าจับท้องฟ้า งานหนักของคนเรือค่อยๆ ลดน้อยลง พี่โมทย์ตะโกนขึ้นมาว่า &amp;ldquo;เหล้าขวดสีเขียวแตกหกหมดเลย เมียไอ้กบทำแตก เป็นอะไรหรือเปล่า&amp;rdquo; ผมตกใจ รีบเดินลงไปที่หลังเรือ เห็น Glenfiddich วางอยู่บนโต๊ะในสภาพปกติ เคียงอยู่กับ Gold Label&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เรือข้ามฟากออกจากท่ามหาชัยสู่ท่าฉลอม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ได้เวลากินเหล้าแล้ว&amp;rdquo; พี่โมทย์เอ่ยขึ้น แล้วยังเสริมว่า &amp;ldquo;มีโซดานะ น้ำแข็งอยู่ในถัง เดี๋ยวมีกับแกล้ม แต่แก้วไม่มี ต้องเอาขวดน้ำมาตัดครึ่ง&amp;rdquo; ป๋ายาวถือรีเจนซี่ขวดแบนมาวางสมทบพร้อมครวญเพลง &amp;ldquo;บ้านพี่เป็นเรือนแพ สาวน้อยเขาไม่แล สาวแก่เขาก็ไม่มอง...&amp;rdquo; ของกาเหว่า เสียงทอง แล้วเดินตรวจตราโน่นนี่ตามส่วนต่างๆ ของเรือต่อไป &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมหยิบแก้วน้ำพลาสติกใสแบบซีลปิดฝาที่ดื่มน้ำหมดแล้ว ดึงฝาซีลออกใช้เป็นแก้ว พี่โมทย์ดื่มจากแก้วสเตนเลสสีเงิน ตั้มตัดครึ่งขวดพลาสติก อนิจจาวิสกี้ซิงเกิลมอลต์และเบลนด์มอลต์ระดับโกลด์เลเบิ้ลต้องมาเข้าคู่ตุนาหงันกับแก้วระดับยาจก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเรือหลวงมีอยู่ 8 ชีวิต หากไม่นับเมียของกบ ที่เหลือก็เป็นชายฉกรรจ์ล้วนผิวดำกร้านด้วยอาบแดดนานปี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วผมจึงดูเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสไปเลย แถมไม่รู้เรื่องเรือเรื่องน้ำ แต่มาขออยู่อาศัยท่ามกลางผู้มากประสบการณ์ทั้งหลายในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกต่างหาก ตัดสินใจรินซิงเกิลมอลต์ใส่แก้ว ไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่ใส่น้ำ ไม่ใส่โซดา แล้วยกขึ้นจิบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมรู้ดี การดื่มเพียวๆ ย่อมทำให้ผู้อื่นคิดว่าหมอนี่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อไม่ใส่น้ำแข็งแม้ในวันอากาศร้อนเยี่ยงนี้ ขนาดคนเรือผู้แข็งแรงแกร่งกล้าทั้งหลายยังผสมน้ำแข็งโซดาหรือน้ำเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไอ้หนุ่มสำอางจึงกลายมาเป็นผู้น่าเกรงขามในบัดดล และคงจะผ่านค่ำคืนใต้แสงจันทร์นวลไปโดยตลอดรอดฝั่ง (ฮ่า).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67995</URL_LINK>
                <HASHTAG>เจษฎา เดชสกุลฤทธิ์, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
