<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ชะตา64สส.ปมถือหุ้นสื่อ จับตาโดมิโนทางการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยสถานภาพ 64 ส.ส. รอด​หรือร่วง ปมถือหุ้นสื่อ นักวิชาการชี้ผลการวินิจฉัยจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.จำนวน 32 คนของฝ่ายรัฐบาล และอีก 32 คนของฝ่ายค้าน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อหรือไม่ โดยในช่วงเช้าเป็นการประชุมของคณะตุลาการเพื่อแถลงด้วยวาจาและลงมติ ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตั้งแต่เวลา 15.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกไต่สวนเฉพาะพยานในรายของ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ และนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าบริษัทที่ ส.ส.คนดังกล่าวถือหุ้นอยู่นั้นไม่ได้ทำธุรกิจด้านสื่อและไม่ได้มีรายได้จากธุรกิจสื่อจริงหรือไม่ แต่ในรายของนายธัญญ์วารินไม่ติดใจที่จะเข้าชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจำนวน 64 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 21 คน คือ 1.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 2.นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ 3.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร 4.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ 5.นางกุลวลี นพอมรบดี 6.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 7.นายฐานิสร์ เทียนทอง 8.นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 9.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง 10.นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา 12.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ 13.นายภิญโญ นิโรจน์ 14.นายวีระกร คำประกอบ 15.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 16.นายสมเกียรติ วอนเพียร 17.นายสัมพันธ์ มะซูโซ๊ะ 18.นายสิระ เจนจาคะ 19.นายสุชาติ ชมกลิ่น 20.นายอนุชา น้อยวงศ์ 21.น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน คือ 1.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร 2.นายอัศวิน วิภูศิริ 3.นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ 4.นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 5.น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ 6.นายสมชาติ ประดิษฐพร 7.นายสาคร เกี่ยวข้อง 8.นายสาธิต ปิตุเตชะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคชาติพัฒนา 1 ราย คือ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ, พรรครวมพลังประชาชาติไทย คือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และพรรคประชาภิวัฒน์ คือ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ส.ส.ฝ่ายค้าน ประกอบด้วย ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 20 คน (ก่อนถูกยุบพรรค) คือ 1.พล.ท.พงศกร รอดชมภู 2.นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ 3.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ 4.นายสุรชัย ศรีสารคาม 5.นายชำนาญ จันทร์เรือง 6.นายวินท์ สุธีรชัย 7.นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ 8.นายคารม พลพรกลาง 9.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 10.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 12.นายวิภพ วิริยะโรจน์ 13.น.ส.เบญจา แสงจันทร์ 14.นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ซึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด 15.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. 16.น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี 17.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม 18.นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 19.นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก และ 20.น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย 4 คน คือ 1.นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย 2.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก 3.นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ และ 4.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อชาติ 4 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่ 1.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 2.นางลินดา เชิดชัย 3.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ 4.นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล พรรคเสรีรวมไทย จำนวน 3 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่ 1.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 2.น.ส.ธนพร โสมทองแดง และ 3.น.ส.พัชนี เพ็ชรจินดา และพรรคประชาชาติ 1 ราย คือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีหุ้นสื่อ ส.ส. เปิดเผยว่า วันที่ 28 ต.ค. เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณี ส.ส.ของพรรคถูกร้องถือหุ้นสื่อ โดยตนในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมทนายต่อสู้คดีนี้ เราเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด เพราะศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และเอกสารที่ค้นหามาจากหน่วยงานราชการเป็นจำนวนมากที่สามารถชี้ให้เห็นได้โดยชัดแจ้ง จึงมั่นใจในคุณสมบัติของ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราไม่มีความกังวลใจ แต่ท้ายที่สุดอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เราเคารพในผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผลเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับในกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; นายราเมศกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อของ 64 ส.ส. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรหาก ส.ส.พ้นตำแหน่ง ว่า หากผลออกมาเป็นทางลบ มี ส.ส.หายไปจำนวนหนึ่ง ส.ส.เขตจะต้องเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่าง อาจเป็นเหตุนำไปสู่การยุบสภาได้ แต่ตนเป็นห่วงว่าการยุบสภารอบนี้ต้องเลือกตั้งกันบนข้อกฎหมายพรรคการเมือง ต้องทำไพรมารีโหวตเต็มรูปแบบ จากข้อมูลล่าสุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มี จะไม่มีพรรคการเมืองใดเลยที่สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ครบ 350 เขต อาจจะเป็นปัญหา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อจำกัดที่การตัดสินใจยุบสภาในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคการเมืองจะรู้สึกว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ พรรคก็ไม่สามารถส่งผู้สมัครครบได้ทั้ง 350 เขต ก็จะมีปัญหาในการแข่งขันกันในการเลือกตั้ง บางเขตอาจไม่มีผู้สมัครเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้ว่ายุ่งยาก ถ้า ส.ส.พ้นจากตำแหน่งไปเยอะๆ รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาได้ เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติหลังยุบสภาการจัดการเลือกตั้งไม่สามารถจัดการได้โดยสมบูรณ์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธรกล่าวอธิบายเรื่องนี้ว่า เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ เรื่องการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตอนที่เลือกตั้งปีที่แล้วมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ต้องใช้บทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ แต่รอบนี้ต้องใช้แล้ว ยกเว้นไม่ได้ กระบวนการทำไพรมารีโหวตต้องทำทุกเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องมีผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ข้อมูลล่าสุดไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีผู้แทนครบ 350 เขต เดดล็อกมากขึ้นไปอีก ต่อให้ยุบสภาแล้วพรรคการเมืองค่อยหาสมาชิกจัดตั้งสาขาหรือผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด กกต.เคยให้ข้อมูลว่า กระบวนการแบบนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 45 วัน เร็วที่สุด ปกติยุบสภาเลือกตั้งใหม่ใช้เวลา 60 วัน พรรคการเมืองจะตั้งสาขาหรือผู้แทนพรรคภายใน 45 วัน เหลือเวลาอีก 15 วัน ก็ทำไพรมารีโหวตส่งผู้สมัครไม่ทันอยู่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากรัฐบาลไม่ยุบสภา แต่กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นายสติธรกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เพราะถ้าผลการเลือกตั้งซ่อมเข้าทางฝ่ายค้าน รัฐบาลปัจจุบันอาจกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ เปอร์เซ็นต์ยากหน่อยแต่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นเสียงข้างน้อยไม่ได้แปลว่าล่มไปเลย อาจจะเจอเหตุการณ์สำคัญ ฝ่ายค้านอาจจะใช้โอกาสยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้ารัฐบาลแพ้โหวตต้องพ้นไป หรือรัฐบาลอาจแก้เกม ดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล ถ้ามีพรรคฝ่ายค้านเอาด้วยก็สมสู่กับรัฐบาลใหม่ ยุบสภาจะมีผลกระทบมากกว่า มีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามกฎหมายดังที่บอก ถ้าเลือกตั้งซ่อมก็ต้องดูอีกทีว่าซ่อมกี่เขต ถ้า 40-50 เขตก็ถือเป็นเรื่องใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีหากศาลวินิจฉัยยกคำร้องหมดจะมีผลกระทบอย่างไร นายสติธรกล่าวว่า ถ้ายกหมดจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะเรื่องหุ้นสื่อเคยมีบรรทัดฐานวางไว้กับคนอื่นเคยผิด ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป แต่ทำไมกลุ่มนี้ถึงไม่โดน จะเกิดประเด็นสองมาตรฐานหรือไม่ ที่ผู้ชุมนุมจะเอาไปอ้างเป็นเหตุในการต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้น และประเด็นทางกฎหมาย จะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย การถือหุ้นแบบนี้ไม่ผิดก็เป็นบรรทัดฐานเดียวกันต่อไป ซึ่งถ้ารอดรัฐบาลคงปกติ ไม่น่าจะมีอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ต้องดูว่าพ้นจากตำแหน่งกี่คนมากน้อย ถ้าฝ่ายรัฐบาลมี ส.ส.ออกไปเยอะกว่า ต้องพิจารณาการลงมติต่างๆ จะมีได้มีเสียแตกต่างกัน จำนวนที่ต่างกันมีผล ทั้งสองฝ่ายจำนวนบวกลบกันแล้ว 20-30 คน ถ้า 64 คนหลุดหมด มีผลกระทบมากถึงการทำงาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์กล่าวต่อว่า ถ้าเป็น ส.ส.เขต ปัญหาเยอะ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ และถ้าเป็นของฝ่ายรัฐบาลเยอะ อาจมีผลต่อการตัดสินใจบางประการของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการดำเนินการหลายอย่าง แต่คิดว่าไม่กระทบถึงการลาออกหรือยุบสภา ทั้งหมดที่อภิปรายกันคิดว่ามีการนำเรื่องนี้มาคิดคำนวณไว้แล้ว คงไม่กระทบถึงการตัดสินใจเฉพาะหน้าของนายกฯ เท่าไหร่ แต่จะกระทบถึงการทำงานโดยรวมของสภา ส.ส.ทั้งหมดอยู่กรรมาธิการชุดไหนบ้าง เสนอญัตติอะไรบ้าง และในจำนวนนี้มีรัฐมนตรีอยู่ด้วย อาจต้องปรับคณะรัฐมนตรีเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากศาลวินิจฉัยยกคำร้อง ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางคนจะกระทบอย่างไร นายเจษฎ์กล่าวว่า รอดบางคน ต้องดูว่าใครรอดกี่คนมากน้อย ถ้ารอดทั้งหมดไม่มีผลกระทบทางการเมืองเท่าไหร่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีผลกระทบค่อนข้างมาก ต้องคำนึงถึงกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคนอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามกรณีศาลยกคำร้องอาจจะเป็นเงื่อนไขให้ผู้ชุมนุมอ้างถึง นายเจษฎ์กล่าวว่า อาจเป็นสิ่งที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมาติติงว่ากล่าว แต่คงไม่เป็นเงื่อนไขการชุมนุมมากขึ้น เพราะตอนนี้การชุมนุมลุกลามพอสมควรอยู่แล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ราเมศ รัตนะเชวง, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f9839d9bd2f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ช่องยื่นศาลรธน. วินิจฉัยปมสภาสูง จิ้ม&#039;สุชาติ&#039;นั่งปปช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจารณ์แซ่ด! ส.ว.ลงมติเห็นชอบ &amp;quot;อดีต สนช.-สุชาติ ตระกูลเกษมสุข&amp;quot; เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ส่อขัดรัฐธรรมนูญ-พ.ร.ป.ป.ป.ช. เหตุพ้นตำแหน่งไม่เกิน 10 ปี แต่เลขาฯ วุฒิสภายกความเห็นคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ระบุ &amp;quot;สนช.&amp;quot; ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติเห็นชอบให้นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการประชุมลับเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (พ.ร.ป.ป.ป.ช.) 2561 หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากนายสุชาติ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์) เคยได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 11 ต.ค.59 และพ้นจากตำแหน่ง สนช.เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นับถึงปัจจุบันพ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี ซึ่งเท่ากับพ้นตำแหน่งไม่เกิน 10 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 11(18) บัญญัติว่ากรรมการ ป.ป.ช.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้ &amp;quot;เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยมีความเห็นว่า สนช.ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง &amp;nbsp;ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 ที่บัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จึงมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 263 บัญญัติว่า &amp;quot;ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตาม รธน.นี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นตาม รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) &amp;nbsp;พ.ศ.2557 ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้ รธน.นี้ ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ตามลำดับ ตามบทบัญญัติแห่ง รธน.นี้ และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตาม รธน.นี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ในการประชุมลับของวุฒิสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. 2 คน ได้แก่ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อดีตผู้ตรวจอัยการและอัยการอาวุโส ได้ 224 &amp;nbsp;คะแนน และนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ ได้ 219 คะแนน แต่กรณีนายณัฐจักรไม่ขัดต่อลักษณะต้องห้าม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 60 (กรธ.) ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 263 ให้อำนาจ สนช.ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. หากตีความ สนช.เป็น ส.ส.และ ส.ว.ด้วย ก็จะเข้าลักษณะต้องห้ามตาม รธน. มาตรา 216 ประกอบ 202 (4) เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการการเมืองในระยะเวลา 10 ปี ไม่สามารถเป็นองค์กรอิสระได้ แต่หากตีความมาตรา 263 ว่า สนช.ทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว.เฉยๆ ไม่ถือว่าเป็น ส.ส.และ ส.ว.นั้น ก็ไม่เข้าลักษณะต้องห้าม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ในความเห็นของตัวเอง คิดว่า สนช.ทำหน้าที่เหมือน ส.ส.และ ส.ว. มีสวัสดิการเงินเดือนเทียบเท่าทุกอย่าง และอีกด้านหนึ่งก็เป็นข้าราชการการเมืองอีกด้วย จึงถือว่าผู้ที่เคยเป็น สนช.ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ไม่สามารถเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ เพราะหากไม่เข้าช่อง ส.ส.หรือ ส.ว.ก็ไม่พ้นข้าราชการการเมือง และสุดท้ายหากสังคมยังไม่คลายความสงสัย อาจต้องมีการยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญต่อไป&amp;quot; นายเจษฎ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์กล่าวว่า ถือว่าเป็นเรื่องน่าคิดเพราะรัฐธรรมนูญ 60 เปิดโอกาสให้คนเป็น สนช.สามารถเป็นวุฒิสภาได้ และสุดท้ายก็มี สนช.ได้เป็นวุฒิสภาจำนวนมาก และต่อมามีอดีต สนช.มาลงสมัครองค์กรอิสระและสุดท้ายมีมติได้รับเลือก ก็เหมือนกับเพื่อนช่วยเพื่อน ถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ แม้สุดท้ายอาจไม่ผิดรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องน่าวิเคราะห์ต่อไปว่าเหมาะสมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการสำนักงานวุฒิสภา ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า กรณีคุณสมบัติของนายสุชาติ &amp;nbsp;ตระกูลเกษมสุข อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ที่ถูกมองว่าไม่สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากพ้นจากตำแหน่ง สนช.มาไม่ถึง 10 ปีนั้น เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้มีมติชัดเจนว่าตำแหน่ง สนช.ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในลักษณะ ส.ส.หรือ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญเพียงกำหนดให้ สนช.ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว.เท่านั้น เป็นเพียงตำแหน่งเฉพาะกิจ แต่ไม่ถือเป็นตำแหน่ง ส.ส.หรือ ส.ว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาระบุชัดเจนว่า สนช.ไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้ามาอยู่ในกองทุนดังกล่าวได้ ส่วนที่นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 (กรธ.) ระบุว่าตำแหน่ง สนช.เข้าข่ายเป็น ส.ส.และ ส.ว.นั้น ถือเป็นดุลยพินิจของแต่ละคน แต่ประเด็นดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.มีมติชัดเจนแล้วว่า สนช.ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67680</URL_LINK>
                <HASHTAG>นัฑ ผาสุข, สุชาติ ตระกูลเกษมสุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed65246a16e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เจษฎ์’ยันถวายสัตย์ถูกขั้นตอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เจษฎ์&amp;quot; ยัน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ถวายสัตย์ฯ ถูกต้องทุกขั้นตอน แต่อาจไม่สมบูรณ์ รัฐธรรมนูญไม่มีบทลงโทษ ไม่จำเป็นต้องลาออกจากเก้าอี้นายกฯ ชี้ไม่เข้าข่าย ม.112 เพราะอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ แนะรอความชัดเจนจากศาล รธน. แต่เพื่อไทยยังขย่มไม่เลิก ไล่ให้ลาออก ขอพระราชทานอภัยโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย และอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่เป็นไปตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐบาลจะกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง เพียแต่อาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น จากนี้ต้องทำให้สมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรา 5 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หากการกระทำใดไม่เข้าข่ายมาตรา 5 วรรค 1 ให้ยึดตามจารีตประเพณีการปกครองเดิมที่เคยทำมา ซึ่งในอดีตก็ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนแล้วต้องลาออกเช่นกัน ส่วนตัวจึงไม่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์กล่าวว่า สำหรับวิธีแก้ปัญหามี 3 แนวทางคือ 1.อยู่เฉยๆ เพราะถือว่าได้ถวายสัตย์ฯ แล้ว 2. เมื่อมีผู้ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและอัยการ ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ สุดท้ายต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังนั้นคือรอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด และ 3.หากเห็นว่าไม่ครบถ้วนจริง นายกรัฐมนตรีทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยว่า ต้องถวายสัตย์ฯ อีกครั้งหรือไม่ หรือจะมีพระราชประสงค์ให้ดำเนินการอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า การจะมีผู้ได้ดำเนินการเอาผิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่น่าจะเข้าข่าย เพราะไม่ได้เป็นการอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ หรือไม่ได้ดูหมิ่น เพียงแต่กระบวนการไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้บอกแล้วไม่มีเจตนา และคงไม่มีใครที่จะเจตนาขัดรัฐธรรมนูญถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การถวายสัตย์ฯ ตามมาตรา 161 ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำให้สมบูรณ์ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ต้องทำให้คนยอมรับด้วยเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;
รอศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์ยังกล่าวถึงข้อสังเกตหากรัฐบาลดำเนินการตามมาตรา 161 ไม่สมบูรณ์ จะถือว่ามีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ และสิ่งที่ดำเนินการระหว่างนี้จะถือเป็นโมฆะหรือไม่ว่า ทั้งหมดต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ความเห็นที่เกิดขึ้นมาในระหว่างนี้ ถือเป็นการสมมุติขึ้นมาของแต่ละบุคคล เพราะเรื่องลักษณะการถวายสัตย์ฯ ไม่สมบูรณ์ยังไม่เคยเกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ใช่ว่าไม่เคยถวายสัตย์ฯ เพียงแต่ไม่สมบูณ์ รัฐบาลไม่ใช่ทำเรื่องที่ไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น เพียงแต่ต้องทำให้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์มีความสมบูรณ์ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางร้าย เท่ากับว่าการแถลงนโยบายจะต้องกลายเป็นศูนย์ รัฐมนตรีทุกคนจะถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่มีรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อยังไม่มีรัฐบาล จะถือว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อ ดังนั้น คสช.จะต้องกลับมาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อยากให้รอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญจะดีที่สุด&amp;rdquo; นายเจษฎ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะแก้ไขทุกอย่างให้เรียบร้อย ดังนั้น อยากให้ฝ่ายค้านจบเรื่องนี้ได้แล้ว ทางที่ดีพรรคร่วมฝ่ายค้านน่าจะเอาอย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่เอาเวลาไปลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน แล้วสะท้อนมายังรัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งดีกว่ามาทำเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์กับพี่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐบอกว่า ขณะนี้มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากฝากผ่าน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในหลายจังหวัด เพื่อส่งกำลังใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ และไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ท้อด้วยเรื่องนี้ เพราะทราบดีว่าท่านไม่ได้มีเจตนา และทุกอย่างแก้ไขได้ แต่ฝ่ายค้านทำเหมือนจะนำเรื่องนี้มาล้มรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานให้กับบ้านเมืองต่อไป เพราะมั่นใจในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่มุ่งมั่นทำงานให้กับประชาชนจริงๆ รักชาติ รักประชาชน และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ประชาชนคาดหวังได้ โดยเฉพาะ 5 ปีที่ผ่านมา ท่านทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้น ต้องขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทั่วประเทศที่ห่วงใยท่านนายกฯ และขอให้เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย พล.อ.ประยุทธ์จะยังคงทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรีต่อไป&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านนโยบายและเเผนงาน พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด ให้สัมภาษณ์ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้นเมื่อถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ ขั้นตอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะเกิดผลอะไรตามมาบ้างจากความบกพร่องครั้งนี้ และอยากทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านได้ท้วงติงหลายครั้งถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีการแก้ไข และยังยืนยันว่าการถวายสัตย์ฯ มีความครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเคยถวายสัตย์ปฏิญาณมาแล้วหลายครั้ง แต่เหตุใดครั้งนี้จึงผิดพลาด
ให้ลาออกสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด แต่กังวลว่าหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าการกระทำที่ผ่านมาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องนี้จะเป็นอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาว่าจะเพิกถอนการกระทำของคณะรัฐมนตรีหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาล และการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้เข้าข่ายเป็นโมฆะได้ เพราะถือว่าคณะรัฐมนตรีไม่สมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโภคินกล่าวถึงแนวทางแก้ไขว่า การกระทำทางปกครองผิดคำสั่งหรือรูปแบบ จะต้องไปทำใหม่ให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีผลใช้บังคับได้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การออกมายอมรับว่ากำลังแก้ปัญหาอยู่ ขอรับผิดชอบเรื่องการถวายสัตย์ฯ ไม่ถูกต้องแต่เพียงผู้เดียวของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะมาในช่วงเวลาที่สายเกินไป แต่ก็ถือเป็นใบเสร็จสำคัญว่าความผิดสำเร็จแล้ว การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ทำให้การเข้ารับตำแหน่งไม่สมบูรณ์ครบถ้วนตามไปด้วย จึงเกิดเป็นประเด็นปัญหา ความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่เหนือกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หาก พล.อ.ประยุทธ์และ ครม.จะรับผิดชอบโดยการลาออก ในสิ่งที่กระทำไม่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงแรกคนในซีกรัฐบาลพยายามออกมาบิดเบือนว่าเป็นคลิปตัดต่อ หรือเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับสารภาพชัดเจนขนาดนี้ คนเหล่านั้นต้องออกมาขอโทษประชาชน รวมถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์และ ครม.ก็ต้องขอโทษประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน มิใช่เลือกปฏิบัติและกล่าวคำขอโทษเฉพาะคณะรัฐมนตรีเพียงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หาก พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ลาออก ก็มีทางแก้อยู่ 2 ทางคือ 1.นายกฯ ต้องนำ ครม.กลับไปถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบ เพราะการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินระหว่างนี้ เต็มไปด้วยความกังวลว่า การทำงานของรัฐบาลจะเป็นโมฆะหรือไม่ 2.นายกฯ ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้การกระทำที่ผิด กลายเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เวลาของ พล.อ.ประยุทธ์และ ครม.มีจำกัด ควรเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ว่า การขอโทษ ครม.เป็นเรื่องภายในของรัฐบาล ไม่ใช่การขอโทษประชาชน หากออกมาขอโทษประชาชนเขาอาจรับได้ แต่กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการกระทำมิบังควร และเป็นการกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานภาพของรัฐบาลไม่สมบูรณ์ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้สถานภาพของรัฐบาลสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการบริหารงาน เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ในอนาคตหากมีการตีความว่ารัฐบาลมีสถานภาพไม่สมบูรณ์ การบริหารงานช่วงที่ผ่านก็จะเป็นปัญหา&amp;nbsp;
แนะขออภัยโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ ควรขออภัยโทษ และเคลียร์สถานภาพให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยบริหารงานต่อ ในส่วนของฝ่ายค้านจะยื่นกระทู้ถามสดในเรื่องนี้ในวันที่ 14 ส.ค. หากได้คำตอบที่ชัดเจนก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้ารัฐบาลตอบไม่เคลียร์และไม่ทำอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ ก็จำเป็นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเราไม่อยากยื่นอภิปรายในตอนนี้ อยากให้รัฐบาลได้ทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชนก่อน&amp;quot; นายสุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีความคิดจะสละเก้าอี้นายกฯ อยู่ในหัวสมอง ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำลายหลักนิติธรรมของประเทศจนพังป่นปี้ และดันทุรังตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าจะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และอันที่จริงคนกลุ่มแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องขอโทษในกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญคือประชาชน ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบขอโทษประชาชนก่อน ไม่ใช่ไปขอโทษรัฐมนตรีใน ครม. ทั้งนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำเป็นตีลูกมึนและวางเฉย ทั้งๆ ที่รู้ตัวแล้วว่าได้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการทำผิดต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเป็นผู้นำรัฐบาล แต่กลับทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่นายกฯ กลับไม่เคารพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยการทำผิดรัฐธรรมนูญของ พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ จะเป็นบททดสอบว่ากฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนไทยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันจริงหรือเปล่า หรือว่า พล.อ.ประยุทธ์มีอภิสิทธิ์ จึงทำผิดกฎหมายได้ โดยไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมายเหมือนคนไทยคนอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์จะตัดสินใจทำเพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังจากนี้ จะเป็นคำตอบได้อย่างดี ทั้งนี้ การรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายนั้นเป็นประเด็นที่สำคัญพอๆ กับคำถามที่ว่ารัฐบาลที่ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายหรือไม่ แต่ที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของรัฐบาลได้พูดปัดความรับผิดชอบ แถมยังบอกให้สังคมมองข้ามเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไม่ควรมองข้าม ไม่อย่างนั้นจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องว่า ประเทศนี้มีระบอบอภิสิทธิ์ชน หากใครมีเงิน มีอำนาจก็ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายก็ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวอีกว่า ที่น่าสังเกตคือ กระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์จะลาออกนั้น รัฐบาลเป็นฝ่ายจุดประเด็นขึ้นมาเอง แล้วก็ออกมาปฏิเสธเอง เหมือนพูดเองเออเอง แต่คนนอกนั้นมองออกตั้งนานแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ยึดติดกับเก้าอี้นายกฯ มากแค่ไหน และทราบดีว่า พล.อ.ประยุทธ์เสพติดอำนาจหนักขนาดไหน จึงแต่งตั้งตัวเองเป็นทั้งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและความมั่นคง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีคุณสมบัติเหมาะสม ที่สำคัญหาก พล.อ.ประยุทธ์พอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็คงไม่ทำลายหลักนิติธรรมของประเทศจนเสียหายย่อยยับ เพียงเพื่อสืบทอดอำนาจของตัวเอง ทั้งๆ ที่ก็รู้ตัวดีว่ามันฝืนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ต้องย้ำบ่อยนักก็ได้ว่ายังไงก็ไม่ลาออก เพราะชาวบ้านเห็นธาตุแท้ของท่านมา 5-6 ปีแล้ว
ญาติวีรชนร่วมวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ได้ออกแถลงการณ์ของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ครบถ้วน ว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560และยังมีการต่อเติมถ้อยคำนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือว่าหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อหน้าพระพักตร์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ขอตำหนินายกฯ และใคร่ขอเตือนให้รีบดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษโดยเร่งด่วน ด้วยเหตุผลดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะอดีตหัวหน้า คสช.ในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรกที่เที่ยวตำหนิผู้อื่น นำเรื่องสถาบันมาเล่นงานอีกฝ่ายมาตลอดว่าไม่จงรักภักดี อ้างตนเองมีความจงรักภักดีเหนือกว่าใครๆ ในแผ่นดินนี้ แต่กลับปฏิบัติตนตรงกันข้าม ดังนั้น ต้องรีบการแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นชัดว่ามีความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคําที่บัญญัติตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้องทุกถ้อยคำ ไม่ใช่ใครนึกจะกล่าวคำอะไร ตัดทอน หรือเพิ่มเติมอะไรลงไปได้ ไม่เช่นนั้นการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณก็ไร้ความหมาย และการที่คณะรัฐมนตรีกล่าวคำปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์ ถือเป็นการแสดงสัญญาประชาคม จึงเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความหมายอย่างมากต่อประชาชน บุคคลใดจะลบหลู่มิได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กรณีที่นายกรัฐมนตรีขอโทษต่อคณะรัฐมนตรีนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องรีบแถลงขอโทษต่อประชาชนทั้งประเทศ เนื่องด้วยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นที่เคารพยิ่งของประชาชนทุกหมู่เหล่า การกระทำใดๆ ที่ไม่แสดงออกซึ่งความจงรักภักดี จึงถือเป็นเรื่องถือสาที่สุดของประชาชนจะทนรับได้ และต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการเปิดเผยต่อสาธารณชน ไม่ใช่ให้คนอื่นหยุดพูด หรือจบแบบเป็นที่กังขาของสังคม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ผู้มีภารกิจหน้าที่ ดูแล ปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์และราชบัลลังก์ ต้องแสดงท่าทีต่อการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเร่งด่วน เพราะไม่ว่ามันผู้ใดจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด เพื่อแสดงจุดยืนของกองทัพที่ต้องปกป้องรักษาราชบัลลังก์ สร้างบรรทัดฐาน ไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.เรื่องพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจขอวิงวอนทุกฝ่ายอย่าดึงสถาบันมาห้ำหั่นกันทางการเมือง เพราะเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดของสังคมไทยมามากพอแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทิน วรรณบวร อดีตนักข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn โดยมีเนื้อหาดังนี้ &amp;quot;คลั่ง ปชต. แต่ใช้มาตรฐานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครอยู่ใกล้ช่วยพาไอ้หมอนั่นส่งหลังคาแดงที เพื่อเรียกสติคืนมาจาก ย้อนยุคกลับไป 316 ปี ถึงสมัยพระเจ้าเสือ ที่พันท้ายนรสิงห์ยอมถวายหัวเพื่อรักษาไว้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎมณเทียรบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้หมอฉีดยาฟื้นฟูสมองให้มันเพื่อได้สำเหนียกว่ายุคนั้นเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนปี พ.ศ.2562 &amp;nbsp;นั้นปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบนี้เขาแบ่งอำนาจและถ่วงดุลกันเป็น นิติบัญญัติ ตุลาการ บริหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกล่าวว่าฝ่ายบริหารทำความผิด และส่งเรื่องให้ฝ่ายตุลาการพิจารณตัดสินแล้ว &amp;nbsp;ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอารยะก็จะไม่ก้าวก่ายแทรกแซงโหวกเหวกโวยวายคล้ายกับว่า.. ศรีธัญญาน่าจะมีภาระเพิ่มขึ้น&amp;quot;.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43173</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปมถวายสัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม.112, หนังสือพิมพ์, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190810/image_big_5d4edb81275c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2019 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2019 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส้มหวานรู้ยัง&#039;อดีตกรธ.&#039;ยันเจตนารมณ์รธน.ห้ามผู้สมัครส.ส.ถือครองหุ้นสื่อ&#039;มาก-น้อย&#039;ผิดหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.62 - นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเรื่องการถือครองชัดเจน และมีในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่มีการขยับจากที่บังคับใช้กับส.ส.มาเป็นบังคับใช้กับผู้สมัคร ส.ส.เลย จะได้ไม่ยุ่งยาก และถูกร้องตอนเป็น ส.ส. ดังนั้น ใครก็แล้วแต่ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จะต้องปฏิบัติตาม โดยตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเองว่า เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมามีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 6 เม.ย.60 ฉะนั้นใครก็ตามที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องดูลักษณะต้องห้ามและคุณสมบัติให้ครบถ้วนก่อนสมัคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎ์ ยอมรับว่า กรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่มีกำหนดไว้ ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีกำหนดไว้เฉพาะในส่วนของ ส.ส.เขต &amp;nbsp;แต่หากพิจารณา พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 41 จะเห็นว่า หาก กกต.มีข้อมูลหรือมีเหตุอันควรเชื่อ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือผิดกฎหมายพรรคการเมือง ก็สามารถดำเนินการได้ โดยเชื่อมโยงกับมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ที่ระบุว่าผู้ใดทราบอยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติ ยังไปสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าในระบบเขตหรือบัญชีรายชื่อ ถือว่ามีความผิด มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ซึ่งหากเชื่อมโยงกัน &amp;nbsp;กกต.ก็สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายเจษฎ์ &amp;nbsp;ยืนยันว่า ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะถือครองหุ้นสื่อมากหรือน้อย ก็เข้าข่ายผิดทั้งหมด &amp;nbsp;เหตุที่จะต้องเอาหุ้นเล็กๆ น้อยๆ ด้วย ก็เหมือนเวลาที่เราขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด &amp;nbsp;สมมติว่ากำหนดไว้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หาก 101 ถึง 200 ก็ถือว่าผิดกฎหมายหมด จะบอกว่าไม่ผิดไม่ได้ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่จับรายเล็กรายน้อย หรือไม่ดำเนินการกับคนที่ถือหุ้นเล็กน้อย แล้วไปดำเนินการกับคนที่ถือหุ้นมาก ๆ ต้องดำเนินการทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่จะมีข้อมูลหรือไม่ พวกนักร้องทั้งหลายมีความสำคัญ จะรอให้ กกต.เห็นเองคงยาก &amp;nbsp;ท่านเป็นผู้ที่รู้ตัวดีที่สุด การที่จะบอกว่าภายในบริคนสนธิของบริษัทนั้น ลอก ๆ กันมาคงไม่ได้ เพราะท่านต้องการจะขยายผล ต้องการเปิดช่องในการทำธุรกิจให้มาก &amp;nbsp;ตอนนั้นท่านไม่ลืม ตอนทำธุรกิจ เขาเรียกท่านไปชี้แจง ท่านรู้และอธิบายได้หมด แต่ตอนมาสมัคร ส.ส.กลับลืมวัตถุประสงค์ของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ และคนที่ถือหุ้น ก็ต้องรู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไรอยู่ ท่านต้องตรวจสอบ &amp;nbsp;ท่านต้องตรวจตัวท่านเอง ท่านต้องเปิดดูเลยมาตรา 98 &amp;nbsp;จะบัญญัติไว้ว่า ส.ส.จะต้องมีอะไรบ้าง ไม่มีอะไรบ้าง มันไม่ได้มีมากข้อเลย ต้องตรวจสอบให้ชัด แล้วไม่ได้แปลว่า เป็นบทเด็ดขาด ในหลายๆ เรื่องก็ให้เวลาท่าน&amp;rdquo; นายเจษฎ์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34506</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาธรถือหุ้นสื่อ, บริษัทวีลัค มีเดีย, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b59d9136a15d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 22:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้ำว่า&quot;ถ้าหาก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เก็บตกงานเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ปราบโกงต้องแรงและเร็ว ถอดบทเรียนจากมาเลเซีย&amp;rdquo; ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องบอกว่า เข้มข้นกันทุกวินาที โดยเฉพาะพวกวิทยากรที่ได้รับเชิญ มีทั้งสายวิชาการ และสายโผงผาง พูดตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายครั้งหลายตอน มีการเปรียบรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กับสถานการณ์ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ไม่มีการพูดถึงประเด็นนาฬิกาหรูของ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กันเท่าไหร่ แม้แต่เฉียดๆ คล้ายๆ ว่าจะใช่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะท่อนที่ อ.เจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการปฏิรูปประเทศ พูดถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช.ของมาเลเซีย โดยระบุว่า ถ้าเป็นพวกเดียวกับนายนาจิบ กระบวนการตรวจสอบอาจไม่เกิดขึ้น ต่อให้หมดอำนาจไปแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกับหันมาดูประเทศไทย ถ้าหากกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพวกเดียวกับผู้มีอำนาจทางการเมือง น่าจะเป็นปัญหาในอนาคต เพราะจะทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำเอาผู้ร่วมเสวนาปรบมือ พลางหัวเราะชอบใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อ.เจษฎ์&amp;rdquo; รู้ว่าผู้เข้าร่วมเสวนากำลังจับโยง ต้องรีบออกตัวชี้แจง &amp;ldquo;ผมต้องขอย้ำคำว่า &amp;ldquo;ถ้าหาก&amp;rdquo; นะครับ ถ้าหากเป็นพวกเดียวกัน&amp;rdquo; ทำเอาผู้ร่วมเสวนาหัวเราะลั่นเป็นคำรบสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แหม่ &amp;ldquo;อ.เจษฎ์&amp;rdquo; เล่นแบบนี้ไม่ดีนะ คนที่สำนักงาน ป.ป.ช. กับทำเนียบรัฐบาล ได้ยินจะสะดุ้งเอา หุหุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฌ.เฌอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14186</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันปากอยากเล่า, ฌ.เฌอ, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a90cec635d.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดเวทีชำแหละ &#039;กม.ปราบโกง&#039; ยักษ์ไร้กระบอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ อยากเห็นกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่เป็นยักษ์ถือกระบอง ลากคนระดับสูงลงโทษให้ได้ &amp;ldquo;เจษฎ์&amp;rdquo; รับหากกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพวกกับผู้มีอำนาจรัฐ เกิดปัญหาแน่ ขณะที่รองโฆษก อสส.เตือน หมดอำนาจ อย่าคิดว่ารอดถ้าใช้มิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 13.30 น. ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) &amp;nbsp;มูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จัดเสวนาหัวข้อ &amp;ldquo;ปราบโกงต้องแรงและเร็ว ถอดบทเรียนจากมาเลเซีย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า 4 ปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาทุจริตมีความคืบหน้าระดับหนึ่ง มีการนำผู้กระทำผิดระดับที่สูงพอสมควร รวมถึงระดับรัฐมนตรีมาลงโทษบ้าง กระบวนการยุติธรรม ศาล และองค์กรอื่น มีการพิจารณารวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ 2 ปีที่แล้วมีการตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วจะมีความรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา มีการออก พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่เป็นการลดโอกาสทุจริต และเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม และล่าสุด 2 วันที่ผ่านมา พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราอยากจะเห็นเป็นยักษ์ที่มีกระบอง ไม่ใช่ถือไม้จิ้มฟัน หวังว่า พ.ร.ป.ฉบับนี้จะทำให้การปราบปรามและการป้องกันการทุจริตได้ผลดีขึ้น ในทางทฤษฎีเราต้องสามารถนำผู้ทุจริตระดับสูงมาลงโทษให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ประเทศฮ่องกง เกาหลี และจีน แสดงให้เห็นแล้วว่าจริงจังกับเรื่องนี้ แต่ไทยยังห่างไกลความหวังที่ตั้งเอาไว้&amp;rdquo; นายประมนต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิต ภิรมย์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า แม้จะเป็นประเทศที่ใช้ระบบเผด็จการอย่างจีนหรือสิงคโปร์ แต่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยผู้นำจีนกำลังเพียรพยายามอยู่ แม้จะมีนัยเป็นเรื่องของการกำจัดคู่ต่อสู้ โดยมีการนำเข้าคุกจำนวนมาก ซึ่งจริงๆ เผด็จการก็ป้องกันการทุจริตได้ถ้ามีความตั้งใจ ตนยังคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ยังทำได้อีกเยอะ โดยเริ่มจากการปฏิรูปกองทัพเสียก่อน เพราะท่านมาแปลงจากกองทัพมาเป็นรัฐบาล จึงควรปรับปรุงภายในองค์กรตัวเองก่อน แม้แต่เรื่องเอาพลทหารมาเลี้ยงไก่ ตนยังมองว่าเป็นการคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า พ.ร.ป.ป.ป.ช.ฉบับใหม่แรงและเร็วขึ้น เร็วคือใน 2 ปีต้องทำคดีให้แล้วเสร็จ ยกเว้นบางกรณีจะขยายเป็น 3 ปีได้ เมื่อก่อนถ้าจำเลยหนีจะดำเนินคดีไม่ได้ แต่กฎหมายใหม่หากมีการดำเนินการแจ้งผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดทุกวิถีทางแล้วไม่มา สามารถพิจารณาลับหลังได้ ถ้าหนีอายุความจะหยุดตั้งแต่ตอนหนี กลับมาค่อยนับต่อ แต่กระบวนการพิจารณายังเดินไป สามารถริบทรัพย์ ยึดทรัพย์ แสวงหาทรัพย์ได้ นอกจากนี้โทษยังแรงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรณีนายนาจิบ แสดงให้เห็นว่ากรรมการ ป.ป.ช.มาเลเซียทำงานตรวจสอบจริงจัง แม้ในช่วงที่นายนาจิบยังมีอำนาจรัฐ จะเห็นว่าทันทีที่นายนาจิบหมดอำนาจวันเดียว กระบวนการสามารถดำเนินการได้เลย ซึ่งถ้ามีกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพวกกับนายนาจิบ ต่อให้นายนาจิบแพ้เลือกตั้ง คดีก็อาจไม่เดิน หันมาดูประเทศไทย ถ้าหากกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพวกกันกับผู้มีอำนาจทางการเมือง แม้อำนาจการเมืองจะเปลี่ยนก็อาจทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมีกลไกที่เอื้อประโยชน์ทำให้สามารถรักษาฐานของการเป็นพวกกันไว้ได้ในระยะยาว นี่จะเป็นปัญหามาก&amp;rdquo; นายเจษฎ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการตรวจสอบ กรรมการ ป.ป.ช.ใน พ.ร.ป.ป.ป.ช.ฉบับใหม่นั้น ยังเปิดให้สามารถทำได้ โดยประชาชนรวบรวม 20,000 รายชื่อ ไปยื่นต่อวุฒิสภาหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปัจจุบัน เมื่อยื่นประธาน สนช.แล้ว ประธาน สนช.จะไม่ทำไม่ได้ แต่จะต้องการสอบสวนขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด กล่าวว่า เวลาการเมืองเปลี่ยนขั้ว อัยการมักจะเจอการบ้านให้ทำตลอด คือผู้อำนาจใหม่จะส่งเรื่องให้ตรวจสอบผู้มีอำนาจเก่า จะเห็นว่าอำนาจเป็นทั้งมิตรและศัตรู ส่วนกรณีนายนาจิบที่มีการมองว่าระหว่างมีอำนาจได้นั่งกดทับกระบวนการตรวจสอบไว้ด้วยนั้น ส่วนประเทศไทยเรื่องลักษณะนี้ตนยอมรับอย่างหนึ่งว่าจะหวังอะไรที่ขาวสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แม้แต่อัยการก็ไม่ได้ขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกที่มีทั้งคนดีและไม่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่อยากให้นึกเสมอว่าเมื่อท่านหมดอำนาจเมื่อไร กระบวนการเช็กบิลจะตามมาทันที สมัยก่อนแม้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตย พอขั้วเก่าลงจากอำนาจ ขั้วใหม่ที่เข้ามาก็ตรวจสอบขั้วเก่า ก็เช็กบิลกันอย่างนี้ การตรวจสอบมีอายุความ และระยะเวลายาวนานพอสมควร ทุกท่านประมาทไม่ได้ พออำนาจหมด โอกาสนั่งทับก็หมดไปด้วย ไม่สามารถนั่งทับได้ตลอด&amp;rdquo; นายโกศลวัฒน์กล่าว และว่า ถ้ามีอำนาจแล้วใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าท่านจะรอด ถ้าใช้อำนาจทางมิชอบ ร่องรอยทิ้งไว้เสมอ อย่าลืมว่ากระบวนการตรวจสอบทำอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งจะถูกเปิดเผยขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ระบบสืบพยานลับหลังมีประโยชน์มาก เพราะถ้าสืบลับหลังไม่ได้เวลาจำเลยหลบหนีไปเป็นเวลานาน พอได้ตัวมาในการไต่สวน พยานอาจจำข้อมูลไม่ได้ และทำให้ลังเลเวลาให้การ ทำให้คดีเสียหาย ศาลอาจยกประโยชน์แห่งการสงสัย อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีทุจริต จริงๆ ตนไม่อยากให้มีอายุความ เพราะควรเป็นตลอดชีวิต จะทำให้สามารถขุดมาดำเนินคดีได้ตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ ผอ.สำนักการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นใน พ.ร.ป.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ และกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เรื่องการดำเนินคดีอาญาที่ล่าช้า เพราะทุกอย่างต้องเคร่งครัด ผิดพลาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะคดีต่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้คิดคือ กฎหมายที่ต่างประเทศใช้และมีประโยชน์ต่อคดีสินบนข้ามชาติคือ การเจรจา ต่อรอง รับสารภาพ เสียค่าปรับ ซึ่งเรายังไม่มี ถ้าเกิดไทยมีตรงนี้เราจะปลดล็อกเรื่องความรวดเร็วได้ ส่วนคดีสินบนข้ามชาติที่บริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์ฯ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ไทยมูลค่า 20 ล้านบาทนั้น เราไม่คิดว่าเงิน 20 ล้านบาทเป็นเงินน้อย เพราะมันกระทบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อของประเทศ เป็นจำนวนเงินที่เยอะ แม้แต่บาทเดียวก็ยอมไม่ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14052</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, นาจิบ, นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ, ประมนต์ สุธีวงศ์, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), เจษฎ์ โทณะวณิก, โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b573e80be153.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
