<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เจิมศักดิ์&#039; ยก 12 ข้อ &#039;แม้ว-ทรัมป์&#039; เหมือนกันเป๊ะ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค.64 - นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ได้โพสต์ข้อความเรื่อง &amp;quot;รู้ทันทักษิณ รู้ทันทรัมป์&amp;quot; โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​พฤติกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัล ทรัมป์ ที่ปลุกระดมมวลชนสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นที่รัฐสภา &amp;nbsp;หลังความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและต้องการมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาไม่ได้ผล จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สมัยระบอบทักษิณเรืองอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของธุรกิจผูกขาดขนาดใหญ่ ประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้งภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 ขณะที่ผู้คนถวิลหานักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาบริหารประเทศ เพราะมุ่งหวังว่าจะได้ช่วยนำพาเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดนัล ทรัมป์ เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกาหลังวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ ที่คนอเมริกันแสวงหาผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมานำพาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทั้งทักษิณและทรัมป์ ยึดนโยบายประชานิยม ชาตินิยม ผลประโยชน์ที่ให้เฉพาะกลุ่มคนที่เลือกเขาเป็นหลัก เยียดคนกลุ่มน้อยและใช้ความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทั้งสองคนพูดจาโผงผางไม่เกรงกลัวอะไร ใช้ระบบพรรคพวก เอื้อประโยชน์คนรอบข้าง &amp;nbsp;คนในครอบครัวทั้งภรรยา น้องสาว &amp;nbsp;ลูกสาว ลูกเขย มีส่วนในการเข้าแทรกแซงการบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ทักษิณพยายามแทรกแซงวุฒิสภา แจกจ่ายผลประโยชน์ให้ ส.ว. พยายามเปลี่ยนประธานวุฒิสภาและประธานกรรมาธิการให้เป็นคนของตน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ต่างอะไรกับทรัมป์ที่แทรกแซงวุฒิสภา พยายามกดดันผ่านรองประธานาธิบดีที่ ทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ทักษิณแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ครอบงำองค์กรอิสระ ถึงกับเคยกล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นคนของเรา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรัมป์พยายามแทรกแซงกระบวนการสอบสวนที่ตรวจสอบพฤติกรรมของตน และสุดท้ายพยายามส่งคนของตนไปเป็นศาลสูงสหรัฐอเมริกา ก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ทั้งทักษิณและทรัมป์แทรกแซงและครอบงำสื่อมวลชน จนกระทั่งสื่อมวลชนแตกแยกเป็นฝักฝ่าย แยกเป็นสองค่าย กลายเป็นสื่อเลือกข้าง (แดงกับฟ้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ทักษิณและทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าหลบเลี่ยง ไม่จ่ายภาษีเป็นจำนวนมากมหาศาล และทั้งคู่ก็แอบอ้าง บิดเบือนประเด็นไปว่า ตนจ่ายภาษีมากกว่าใครๆในประเทศเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ทรัมป์และทักษิณเป็นนักธุรกิจระดับเศรษฐีที่นิยม ครอบครองบ้านหลายหลังอยู่ในหลายประเทศ และอวดร่ำอวดรวยไม่ต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. จิตแพทย์หญิงชาวสหรัฐอเมริกาเคยอัดคลิปแสดงความเป็นห่วงว่าทรัมป์ว่าน่าจะมีปัญหาทางจิต หากปล่อยให้เป็นผู้นำประเทศบ้านเมืองจะเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯของไทย จิตแพทย์ได้เขียนในหนังสือ &amp;ldquo;รู้ทันทักษิณ&amp;rdquo;แสดงความเป็นห่วงในพฤติกรรมว่า ผู้นำสมัยนั้นอาจเป็นคนสองบุคคลิก และเป็นคนบ้าใหญ่บ้าโต (Megalomania)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. เมื่อจะสูญเสียอำนาจ ทักษิณปลุกระดมคนเสื้อแดง ผ่านวีดีโอคอล &amp;ldquo;ผมแพ้ไมได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ให้ออกมากันให้มากๆ หากมีการใช้กำลัง ให้ปฏิบัติการได้ทันที&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นเดียวกับทรัมป์เมื่อจะสูญเสียอำนาจก็ปลุกระดมมวลชนมาบุกรัฐสภา โดยใช้วีดิโอคอลเช่นเดียวกับทักษิณ และบอกให้มวลชนต้องแข็งกล้า ไม่ยอมแพ้ต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. การปลุกระดมของทักษิณและทรัมป์ นำมาซึ่งความรุนแรง มีการเผา มีการทำลายทรัพย์สิน มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะของทั้งสองฝ่ายในทั้งสองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. แม้ทักษิณ และทรัมป์จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว สังคมของทั้งสองประเทศก็เกิดความแตกแยกแบ่งฝ่ายและมีทีท่าว่าจะลุกลาม ส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อสังเกตส่งท้าย : ระบอบทักษิณเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาซึ่งรัฐประหาร &amp;nbsp;สร้างเงื่อนไขให้กองทัพอ้างเหตุผลในการยึดอำนาจ ต่างกับสหรัฐอเมริกาที่ทหารเคร่งครัดในหน้าที่และอาชีพของตน ไม่ฉวยโอกาสเข้ามายึดอำนาจด้วยปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันวุฒิสภาและรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาได้พยายามใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการทางรัฐสภา เพื่อแก้ปัญหาด้วยมาตรการในระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบอบการปกครองที่ดี ก็ยังต้องประกอบด้วยคนดีที่มีจิตสำนึกมาบริหารประเทศ &amp;nbsp; จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจ &amp;nbsp;และสร้างสังคมให้คนดีได้ทำหน้าที่และกีดกันคนไม่ดีไม่ให้มีโอกาสทำร้ายสังคม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89535</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ทรัมป์, ทักษิณ, สหรัฐ, เจิมศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffd2146e4627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีเสวนา &#039;ส.ว.ไทย อย่างไรต่อดี&#039; เจิมศักดิ์-ปิยบุตร-ไอติม-นักศึกษา เห็นตรงกัน ส.ว.ชุดปัจจุบันหนักยิ่งกว่าสภาผัวเมีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.63 - ที่ชั้น 5 อาคารไทยซัมมิท กลุ่ม New Consensus Thailand จัดงานเสวนาพร้อมถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในหัวข้อ &amp;ldquo;ส.ว.ไทย อย่างไรต่อดี?&amp;rdquo; มีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ตัวแทนกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า และ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ตัวแทนเครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาเคียงข้างประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คนป.) โดยนายเจิมศักดิ์ได้ร่วมเสวนาด้วยการวิดีโอคอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเจิมศักดิ์ กล่าวถึงการมี ส.ว.จำเป็นหรือไม่นั้น ตนไม่ยึดว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็น ไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้ามีต้องใช้ประโยชน์ได้จริง มิฉะนั้นไม่มีดีกว่า วุฒิสภาเป็นสภาของผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อคอยท้วงติง ที่มาและอำนาจต้องสอดคล้องกัน ถ้ามีที่มาสัมพันธ์กับประชาชนมากให้อำนาจได้มาก ถ้าสัมพันธ์น้อยก็ให้อำนาจน้อยลง การยึดโยงประชาชนมากที่สุดคือการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งรายจังหวัด ไม่ต่างกับ ส.ส. นัก ตนไม่เคยคิดเป็น ส.ว.มาก่อน แต่พอมีรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งยึดโยงประชาชนอย่างแท้จริงก็ลงสมัครและได้เป็น ส.ว.กรุงเทพฯ อยู่ 6 ปี ปีแรกค่อนข้างดี ส.ว. ถูกออกแบบให้เป็นอิสระ ให้อำนาจมากขึ้น ถอดถอนได้ เลือกสรรองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่าตอนเลือก ส.ว. นั้นในปี 2543 เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ไม่เข้ามาแทรกแซง มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดแรก เป็นชิ้นเป็นอัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดูดี ต่อมามีรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 เป็นต้นมา ส.ว. ลดความอิสระ เริ่มมี ส.ว. เป็นผัวเมียพี่น้อง ส.ส. รับเงินจากพรรคการเมือง มีโผเลือกองค์กรอิสระ ตอนท้ายยิ่งหนักคิดถึงแต่ตัวเอง อยากเป็น ส.ส. หรือรับตำแหน่งอื่น ก็สร้างความผูกพันกับผู้มีอำนาจต่อ เกิดระบบอุปถัมภ์ ในที่สุดก็ไม่ต่างจาก ส.ส. ซึ่งเลือกจากพื้นที่เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจิมศักดิ์ กล่าวถึงการมี ส.ว. ว่าต้องใช้จ่ายงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญตนเสนอให้มีสภาเดียวแล้วแบ่งหน้าที่ จะประหยัดหมื่นล้านบาท หรือถ้ามีให้ยึดโยงประชาชนเต็มที่ ออกแบบให้เลือก ส.ว. โดยอาชีพ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40 ล้านคน มากำหนดว่าตนเองอยู่ในอาชีพอะไร แล้วแบ่งกลุ่มอาชีพสัก 10 กลุ่ม ให้มีคนเสนอตัวเป็น ส.ว. เลือกทั้งประเทศ ก็จะต่างกับ ส.ส. ทั้งนี้ ถ้าจะมี ส.ว. ดีที่สุดต้องยึดโยงประชาชน เป็นตัวแทนอาชีพ ซื้อเสียงยาก อิสระสูง แม้ได้รับตำแหน่งอาจโดนจูงใจบ้าง แต่น่าจะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ส.ว.ชุดปัจจุบัน ยิ่งกว่า ส.ว.ในอดีตที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสภาผัวเมีย นายเจิมศักดิ์ เห็นด้วยว่ายิ่งกว่า เพราะยึดโยงกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเดียว แม้จะมีลูกเล่นในการเขียนกฎหมายตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ ไม่ยึดโยงประชาชนเลย ให้อำนาจมากถึงกับเลือกนายกฯ พลิกทุกอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ นายปิยบุตร กล่าวถึงการมีวุฒิสภาในไทย โดยมองว่าเป็นสภาประกันการสืบทอดอำนาจ เพื่อเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2475 วุฒิสภาเป็นสถาบันแห่งการแย่งชิงกันของฝ่ายต่างๆ นำมาซึ่งความขัดแย้ง วิกฤติรัฐธรรมนูญ และการรัฐประหาร โดยเมื่อปี 2475 เรามีสภาเดียว แต่ให้เลือกตั้ง 3 สเต็ป ครั้งแรกคนยึดอำนาจแต่งตั้งทั้งหมด ระยะผ่านไปจะเปิดให้เลือกตั้งเข้ามาครึ่งหนึ่ง และครบ 10 ปี จะเลือกตั้งทั้งหมด เป็นสภาเดียวแต่มี 2 ประเภท คือเลือกตั้งกับแต่งตั้ง เกิดปัญหาทันที เป็นเหตุผลของการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ที่พระองค์ไม่มีส่วนเลือกสมาชิกประเภทที่สอง ขณะที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็อยากต่ออายุสภาส่วนแต่งตั้งถึง 20 ปี มีการคัดค้าน จึงแก้เป็น 2 สภา ในปี 2489 เกิดปัญหาแย่งชิงกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และเกิดรัฐประหารปี 2490&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร ไล่เลียงประวัติศาสตร์แล้วสรุปการมี ส.ว. เดิมพันอำนาจบางอย่าง จากคณะราษฎรกับคณะเจ้า และจากคณะรัฐประหารกับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง แม้มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ให้แก้ อ้างเหตุเสียบบัตรแทนกันและสภาผัวเมีย ขณะที่ปัจจุบันยิ่งกว่าสภาผัวเมีย สภาพี่น้อง เป็นสภาสืบทอดอำนาจชัดเจน การมีสภาสูงคือสนามต่อสู้แย่งชิงพลังทางการเมืองที่ต้องการเข้าไปยึดเอาไว้ บางช่วงสืบทอดอำนาจ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องมีเลยก็ได้ เลือกตั้งก็กังวลจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ ส่วน ส.ว. ปัจจุบันได้ทำลายเหตุผลของการมีอยู่ไปหมดแล้ว ไม่ตรวจสอบรัฐบาล บางคนอวยเชียร์ทุกวัน หากกังวลว่าสภาเดียวยึดได้หมดนั้น สภาก็มี กมธ.วิสามัญ คนนอกช่วยงาน ส่วนการเลือกองค์กรอิสระถ้าปรับใช้มติ 2 ใน 3 รัฐบาลก็จะเอาหมดไม่ได้ หรือแบ่งให้ศาลเลือก ประวัติศาสตร์ 80 ปีที่ผ่านมา จึงไม่จำเป็นต้องมีวุฒิสภาเลยก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวถึงคุณค่าของรัฐธรรมนูญ 3 ประการ คือ 1.กติกาเป็นกลาง 2.เป็นประชาธิปไตย 3.ยืดหยุ่นรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตนยึดหลักการทั้งสาม ระบบ ส.ว.ปัจจุบันขัดหลักประชาธิปไตย มีอำนาจเยอะมาก ยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ อำนาจเพิ่มเรื่อยๆ แต่ที่มาถดถอยการยึดโยงประชาชน กรรมการคัดเลือก 10 คน มีทั้งเป็น ส.ว.เอง หรือให้พี่น้อง เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนในต่างประเทศ วุฒิสภาอังกฤษมาจากการแต่งตั้ง แต่อำนาจน้อย เช่น ยับยั้งกฎหมายได้ 1 ปี ไม่สามารถปรับตกได้ ถ้าอำนาจเยอะต้องเลือกตั้งอย่างสหรัฐอเมริกา ใช้การเลือกตั้งแบ่งเป็น 1 ใน 3 ทุกสองปี ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครองอำนาจไว้ยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงการไม่มี ส.ว. เลยว่า ปัจจุบันประเทศที่มีสภาเดียวมีมากกว่าประเทศสภาคู่ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น สภาเดียวจะช่วยลดเวลาพิจารณากฎหมาย ทำให้รัฐคล่องตัวขึ้น ประหยัดงบประมาณ ส่วนข้อเสนอเลือกตั้ง ส.ว. จากกลุ่มอาชีพนั้น จะมั่นใจอย่างไรว่าจะได้ผู้นำสาขาอาชีพที่เชี่ยวชาญจริงๆ และต้องลาออกจากงานหรือไม่ จะแบ่งกลุ่มอาชีพอย่างไร เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงเร็ว เกิดอาชีพใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วน น.ส.ภัสราวลี เห็นว่า ส.ว. มีแนวโน้มเป็นเครื่องมืออำนาจของคณะรัฐประหาร ส.ส.ปัจจุบันมีความสามารถพอ โดยไม่ต้องผ่าน ส.ว. เหมือนในอดีตได้ การรัฐประหารตั้งแต่สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กับ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ต่อมาก็มี ส.ว.แต่งตั้ง ชัดเจนไม่สร้างประโยชน์ประชาชน รวบอำนาจของคณะรัฐประหาร อีกทั้ง ส.ว.โดยตำแหน่งที่เป็น ผบ.เหล่าทัพ มาทำไม เป็นหน้าที่ที่ควรแยกอำนาจ รวมกันไม่ได้ ผลงานโดดเด่นของ ส.ว.ปัจจุบันคือหนุนอำนาจรัฐประหารให้คงอยู่ ไม่เห็นผลงานเด่นเพื่อประชาชน ไม่คุ้มค่างบประมาณ นำเงินไปใช้อย่างอื่นได้เยอะแยะ เยียวยาวิกฤติโควิดได้หลายคน จึงเป็นเหมือนไส้ติ่งอักเสบไร้ประโยชน์ เป็นอันตรายต่อประเทศและประชาธิปไตย นอนกินภาษีประชาชน ต้องตัดทิ้งไม่งั้นจะตาย.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67987</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Consensus Thailand, ปิยบุตร, เจิมศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200606/image_big_5edb73734f64a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67812</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุ่งแล้ว! อดีตส.ว.ยกรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ชี้เปรี้ยง ส.ว.หลายสิบคน อาจขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ที่ประชุมวุฒิสภา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 63 - นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ว.หลายสิบคน อาจขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่ง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รธน.๖๐ มาตรา ๑๐๘ ห้าม ส.ว. &amp;ldquo;เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็น ส.ส. มาไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.ว.ปัจจุบันหลายสิบคน รวมถึงประธานวุฒิสภาเคยเป็น สนช. ผู้ทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จึงน่าจะขาดคุณสมบัติของการดำรงตำแหน่ง ส.ว. ในปัจจุบันหรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ รธน.๖๐ มาตรา ๒๖๓ บัญญัติว่า &amp;ldquo;ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ ยังคงหน้าทำที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ตามลำดับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยมีความเห็นว่า สนช.ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๖ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๕๗ ที่บัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จึงมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เว้นแต่เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ อาจได้รับความกรุณาตีความว่า สนช.ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67812</URL_LINK>
                <HASHTAG>วุฒิสภา, ส.ว., เจิมศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200118/image_big_5e22a8859721c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2019 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2019 20:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระหึ่มโซเชียล! &#039;เจิมศักดิ์&#039; ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง &#039;ชวน หลีกภัย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ2 พ.ค.62- นายเจิมศักดิ์&amp;nbsp; ปิ่นทอง&amp;nbsp; อดีตสมาชิกวุฒิสภา&amp;nbsp; (ส.ว.) เผยแพร่ จดหมายเปิดผนึกถึง นายชวน หลีกภัย ผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรียน&amp;nbsp; คุณชวน หลีกภัย ที่เคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ผมไม่มีโอกาสได้แสดงความยินดีและแสดงความเห็น ต่อคุณชวนด้วยตนเอง&amp;nbsp; เลยเขียนจดหมายฉบับนี้มาแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยได้มีคุณชวนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา&amp;nbsp; ซึ่งเป็นประมุขหรือผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจที่สำคัญของสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​คุณชวนเป็นผู้มีความสามารถ สุขุม รอบคอบ รอบรู้ สุจริต และมีประสบการณ์เคยเป็น ประธานรัฐสภามาก่อน และยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัยอีกด้วย บารมี (คุณความดีสะสม) ของคุณชวนทำให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งบุคคลในรัฐสภาและประชาชนทั่วไป จึงนับว่าเป็นความโชคดีของประเทศที่ได้คุณชวนมาเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​อีก 2 วันข้างหน้า คือวันพุธที่ 5 มิถุนายน ประเทศของเราก็จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศ ผมขอเรียนว่า ผมไม่มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรเราก็จะได้รัฐบาลที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​หากพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทยไม่ยกมือให้พลเอกประยุทธ์ ก็อาจจะมี คนของพรรคการเมืองอื่นๆ( งูเห่า )ยกมือสนับสนุน เพราะรัฐธรรมนูญก็ได้เปิดช่องให้ ส.ส.มีอิสระหลุดจากการควบคุมของมติพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​แม้รัฐธรรมนูญจะระบุให้ผู้จะเป็นนายกฯ จะต้องได้เสียงข้างมากของ 2 สภารวมกัน คือ สภาผู้แทนฯ 500 คน และวุฒิสภา 250 คน รัฐธรรมนูญก็ได้ออกแบบไว้แล้ว ให้ที่มาของ ส.ว.มาจากการคัดสรรของ คสช.ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. เพื่อให้ ส.ว.มาเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​จะมีความยากลำบากอยู่บ้าง ก็คือ ผู้ที่จะเป็นนายกฯ จะต้องได้คะแนนสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของเฉพาะสภาผู้แทนฯด้วย คือ ต้องได้รับเสียงสนับสนุน 251 เสียงจากสภาผู้แทนฯ ก็เป็นที่คาดหมายกันว่า ส.ส.(งูเห่า) จากพรรคอื่นๆ คงจะมีมาเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​อย่างไรก็ตามหากคะแนนเสียงของพลเอกประยุทธ์ในสภาผู้แทนราษฎร ได้น้อยกว่า 251 คะแนน ก็ไม่ต้องกังวลอะไร คนอื่นที่ได้รับการเสนอชื่อแข่งขัน ก็คงจะไม่มีโอกาสจะได้คะแนนเกิน 375 เสียง ของ 2 สภา (สภาผู้แทนฯ + วุฒิสภา) รวมกัน เพราะจะไม่ได้เสียงสมาชิกวุฒิสภาที่พลเอกประยุทธ์เป็นผู้แต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​หากเกิดเหตุเลือกนายกฯ ในวันที่ 5 มิถุนายนไม่ได้คนเป็นนายกฯ เพราะเสียงไม่พอ พลเอกประยุทธ์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป มีอำนาจเต็มปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนเป็นนายกฯในรัฐบาลปกติ แถมยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ที่เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​และหากอนาคตมีปัญหาในเรื่องเสถียรภาพ พลเอกประยุทธ์ก็มีอำนาจยุบสภาตามมาตรา 44 หรือจะลาออกเพื่อให้คนอื่นเป็นนายกฯ ทั้งในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อหรือบุคคลนอกบัญชีก็ได้ เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 60 ได้เตรียมช่องทางพิเศษให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯได้อยู่แล้ว และเวลานั้นการแสวงหารวบรวมพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลอาจจะกระทำได้ง่ายกว่าอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ท่านประธานสภาฯ ชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องรวนเรไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ที่ได้เปรียบจากกฎกติกาตามรัฐธรรมนูญอย่างมากอยู่แล้ว การที่คุณชวนได้คะแนนสนับสนุนจาก พรรคพลังประชารัฐ( พปชร )และพรรคแนวร่วมก็เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า หากส่งคุณสุชาติ ตันเจริญ เข้าแข่งขันเสียงสนับสนุนก็แตก ทำให้คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากขั้วเพื่อไทย (สืบทอดอำนาจทุน) เป็นประธานสภาฯ ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ท่านประธานสภาฯ ชวน สามารถทำหน้าที่เป็นกลางที่อิสระได้อย่างจริงจัง ไม่ต้องเอนเอียงไปในทางใด ซึ่งก็เชื่อว่าท่านประธานฯ ชวน หลีกภัย ก็คงเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีก 52 คน ก็ไม่จำเป็นต้องสับสน รวนเร ตอบแทนบุญคุณ และในความเป็นจริงบุญคุณที่ใช้ในระบบอุปถัมภ์ก็ไม่สมควรแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในสภาของประเทศที่ต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​กลุ่มคนที่พยายามกดดัน ดุด่าประชาธิปัตย์หากไม่เข้าร่วมกับ พปชร. และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ มองลึกลงไปเขาต้องการให้ประชาธิปัตย์เสริมเป็นฐานให้พลเอกประยุทธ์สืบทอดอำนาจเป็นนายกฯต่อ เขาให้น้ำหนักกับประโยชน์เฉพาะหน้าที่กลัวการสืบทอดอำนาจทุนของอีกฝ่ายจะกลับมา&amp;nbsp; และปักใจคิดว่าเผด็จการโดยปืนดีกว่าเผด็จการโดยทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งก็คงอยากได้ อยากมีตำแหน่งในรัฐบาลตามความคิดพื้นฐานของคนไทยทั่วไป ก็พยายามผลักและดันให้สนับสนุนผู้ที่มาจากรัฐประหารให้เป็นนายกฯต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ท่านประธานฯ ชวน จะได้ยินข้ออ้างว่าถ้าเข้าร่วมจะได้มีอำนาจ ดำเนินงานตามนโยบายของพรรค ทั้งๆที่รู้ว่า ด้วยจำนวน ส.ส. 53 คน รัฐมนตรีจำนวนน้อยนิดจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งกว่านั้นยังขู่ด้วยว่า ถ้าไม่ร่วมรัฐบาลสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เลือกตั้งครั้งหน้าประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ท่านประธานฯ ชวน และพรรคประชาธิปัตย์ คิดถูกแล้วล่ะครับ ที่อาสาเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ พัฒนาฝ่ายนิติบัญญัติให้ออกกฎหมาย ควบคุม ตรวจสอบฝ่ายบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​หาก ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์อีก 52 คน จะได้ยึดหลักการแนวทางเดียวกับท่านประธานฯชวน คือ เป็นกลาง เป็นอิสระจากข้อผูกพันของพรรคร่วมรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​เป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายสนับสนุนอิสระ หากฝ่ายบริหารคือรัฐบาลทำดีทำประโยชน์ให้ประเทศก็สนับสนุน&amp;nbsp; แต่หากฝ่ายรัฐบาลดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็ต้องท้วงติง คัดค้าน และไม่ไว้วางใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​การเป็นฝ่ายค้านฝ่ายสนับสนุนอิสระ อาจประกาศสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้ และอาจจะประกาศสนับสนุน พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้บริหารประเทศได้ แต่ญัตติในเรื่องอื่นๆ ก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ดีก็สนับสนุน ไม่ดีก็คัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ไม่ต้องผูกมัดเข้าร่วมรัฐบาลอย่างมีส่วนได้ส่วนเสีย&amp;nbsp; ซึ่งต้องคำนึงถึงมารยาทในการร่วมรัฐบาล มติพรรค และประโยชน์ของประเทศ ซึ่งหลายกรณีจะขัดแย้งกันและมักจะให้น้ำหนักกับมารยาทในการร่วมรัฐบาลมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ท่านประธานฯ ชวน ที่เคารพ ผมฝันไปว่าหาก ส.ส.53 คน ของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฐานของความเป็นอิสระ เป็นกลางทางการเมืองมากกว่าเข้าร่วมเป็นฐานให้กับพลเอกประยุทธ์ โดยเป็นฝ่ายอิสระ 53 คนในสภา ซึ่งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะต้องเกรงใจ คอยฟังท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นกลางว่าจะเอาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​แน่นอนครับ ก็ต้องเสียสละความอยากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล และหากเป็นกลาง เป็นฝ่ายอิสระที่ดี ประชาชนก็จะไม่ลืมบทบาทในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรคอุดมการณ์ที่ไม่ร่วมแสวงหาอำนาจกับทุน หรือไม่แสวงหาอำนาจกับปืน และคงเป็นสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่มั่นคงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ที่ผมเขียนจดหมายมาถึงท่านประธานฯชวน และมีข้อท้วงติงหากพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมเป็นฐานให้พลเอกประยุทธ์ มิใช่ว่าผมรังเกียจเป็นการส่วนตัวหรือคิดว่าผลเอกประยุทธ์เป็นคนไม่ดี กลับกันผมคิดว่าพลเอกประยุทธ์ได้เคยเสียสละตั้งใจทำงาน รักษาบ้านเมืองให้สงบ และจำต้องทำรัฐประหารในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา การที่พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากการยึดอำนาจ ผมรับได้มากกว่ากับการที่พลเอกประยุทธ์จะเป็นนายกต่อโดยซ่อนรูปประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีรัฐสภาแต่เต็มไปด้วยหมากกลที่ซ่อนเงื่อน เข้าสู่อำนาจโดยอ้างประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​หากพรรคประชาธิปัตย์รู้แต่เข้าร่วมรัฐบาลซ่อนเงื่อน พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ต่างกับพรรคที่ประชาชนมองว่าทำการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ผมได้ขยายความในใจมายืดยาว&amp;nbsp; ด้วยความเป็นห่วงประเทศที่อยากให้มีพรรคการเมืองที่ยึดอุดมการณ์ เป็นหลักให้กับสังคมระยะยาว&amp;nbsp; ซึ่งความคิดเห็นทั้งหมดนี้ ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์คงตระหนักดีอยู่แล้ว&amp;nbsp; ผมก็ได้แต่แสดงความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ขอให้ท่านประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย ประสบความสำเร็จในการนำพาฝ่ายนิติบัญญัติให้เป็นหลักของประเทศให้ได้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​​ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​​ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สือข่าวรายงานจดหมายเปิดผนึกของนายเจิมศักดิ์ ที่สื่อสารไปยังนายชวน หลีกภัย ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ขณะนี้โดยมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37479</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, เจิมศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf3d1112459a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ๊งเพราะรัฐประหาร &#039;สุภิญญา&#039;ชี้ต้นเหตุทีวีดิจิทัลขาดทุนซัดคสช.ผลประโยชน์ทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดเวทีถล่มรัฐบาล คสช.เละ &amp;nbsp;&amp;quot;สุภิญญา​&amp;quot; เอาคืนปม ม.44 ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซัด &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ตีเนียนอ้างปัญหามาจาก กสทช. ชี้ตัว คสช.คือต้นเหตุทำรัฐประหารสั่งปิดทีวีทุกช่อง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อ้างความมั่นคงจนประชาชนเบื่อดูทีวีหันไปเสพข่าวสารจากมือถือแทน เตือนซ้ำรอยทุจริตเชิงนโยบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการ​ญาติ​วีรชนพฤษภา​ 35​และเครือข่ายตรวจสอบ​ภาค​ประชาชน​ จัดเวทีเสวนาตรวจสอบการทุจริต​คอร์รัปชัน​ของนโยบาย​รัฐบาล​ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 เกริ่นนำว่า จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธาน จะมีการพิจารณาออกมาตรา 44 เพื่อพักชำระหนี้ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเป็นเวลา 3 ปี และยืดการชำระค่างวดใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งจ่ายเป็นเวลา 5 ปีนั้น ถือว่าสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น ซึ่งตนมองว่าจะต้องเป็นประเด็นที่ประชาชนจะต้องติดตามและตรวจสอบต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภิญญา​ กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช.กลัวในการแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนในข้อบังคับ ทั้งที่ กสทช.นั้นมีอำนาจมากกว่าหน่วยงานบางหน่วยงาน แต่ก็ไม่เดินหน้าแก้ไขปัญหาเอง กลับโยนปัญหาดังกล่าวให้ คสช.ออกมาตรา 44 ในการหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และช่วยเหลือผู้ประกอบการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอมองว่า ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยในการใช้อำนาจรัฐทุจริตในเชิงนโยบายได้ สิ่งที่ กสทช.จะทำได้ในขณะนี้ จะต้องให้ กสทช.เข้าไปช่วยเหลือหรือกำกับการบริการของ กสทช.เอง ไม่ใช่กลับไปแก้ไขสัญญาหรือข้อกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีบทเรียนที่ทำให้รัฐบาลยุคก่อนๆ อยู่ไม่ได้มาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต กสทช.กล่าวว่า ในส่วนของทีวีดิจิทัลนั้น สาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดคือ การรัฐประหารของ คสช.ที่เข้ามาในช่วงแรกนั้น ก็สั่งปิดทีวีทุกช่อง อีกทั้งเมื่อ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ก็ใช้ช่องทางทีวีดิจิทัลในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ยังไม่รวมถึงการเบียดเบียนช่วงเวลาในทีวีโดยอ้างในนามของความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดก็พอจะเป็นเหตุผลได้ที่ว่าทำไม คสช.จะต้องเข้ามาเยียวยาทีวีดิจิทัล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อรัฐใช้เหตุผลความมั่นคงในการเข้ามาแทรกแซงผู้ประกอบการจนส่งผลให้ผลกำไรทางรายได้นั้นลดลง ทาง คสช.ก็จะต้องเข้ามาเยียวยาโดยที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากทาง กสทช.ต้องการจะช่วยเหลือจริงๆ นั้น ทาง กสทช.ก็จะต้องปรับในด้านค่าเช่าโครงข่าย ให้ยึดหลักความจริงตามต้นทุนมากกว่าที่จะหวังแต่ผลกำไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุภิญญากล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่คสช.เข้ามานั้น ยังไม่มีการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีที่ได้รับผลกระทบจากการที่ คสช.มาใช้ผลประโยชน์ จนทำให้ช่องทีวีหลายๆ ช่องนั้นถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ส่งผลให้ประชาชนเบื่อหน่ายกับการดูทีวี และหันไปเสพข้อมูลผ่านช่องทางมือถือมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือว่าปัญหาการขาดทุนนั้นมาจาก คสช. จึงไม่อยากให้นำปัญหาการขาดทุนของช่องทีวีไปตีเนียนรวมกับการช่วยเหลือค่ายมือถือเอกชนในการยืดระยะเวลาจ่ายค่าสัมปทานออกไปด้วย เพราะมองว่าค่ายมือถือเอกชนนั้นไม่ได้เดือดร้อนจริง แต่กลับเป็นฝ่ายที่ได้กำไร รวมถึงถือว่าเป็นการเอาเปรียบฝั่งทีวีมากกว่า &amp;quot; น.ส.สุภิญญา​กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ตนมองว่าที่ผ่านมา คสช.นั้นเปรียบเหมือนใช้ระบบศาสตราธิปไตย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับระบอบประชาธิปไตย แต่แตกต่างตรงที่ระบอบประชาธิปไตยนั้น อำนาจอยู่ที่ประชาชน แต่ระบบศาสตราธิปไตยนั้น อำนาจอยู่ที่ผู้ถืออาวุธ อาวุธที่ว่านี้คือมาตรา 44 ที่จะทำอะไรก็ได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือรัฐธรรมนูญด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การที่ คสช.จะใช้อำนาจมาตรา 44 การช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลและช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมนั้น แม้ว่าจะมีเสียงท้วงติงจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังมีการพยายามที่จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งตนมองว่าการใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือประเด็นดังกล่าวนั้น มองแล้วมันขัดแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของมาตรา 44 ซึ่งจะก่อให้เกิดการบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเหลื่อมล้ำของสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สร้างความขัดแย้งของคนในชาติและยังส่งผลทำให้การบริหารราชการแผ่นดินนั้นสั่นคลอน จนอาจจะทำให้รัฐถูกมองได้ว่ากำลังอุ้มนายทุน ผ่านการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม&amp;quot; นายพิชายกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ จะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนมากกว่า เพราะหากรัฐบาลช่วยเหลือโดยการใช้มาตรา 44 นั้น อาจเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเหตุการณ์นี้จะคล้ายในอดีต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ต้องวิเคราะห์ให้เกิดข้อเท็จจริง ว่าขาดทุนเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าโยนปัญหาให้ กสทช.เป็นแพะเพียงอย่างเดียว พร้อมมองว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้ประชาชนหันมาดูโทรศัพท์มากกว่าโทรทัศน์ จึงเกิดปัญหาค่าโฆษณาที่ส่วนแบ่งเยอะขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้คนดูทีวีก็ลดลงด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยังเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้มาตรา 44 น้อยลง เพราะบางปัญหานั้น มาตรา 44 ไม่สามารถใช้แก้ไขปัญหาในระบอบประชาธิปไตยได้ แต่อยากให้ใช้กฎหมายปกติแก้ไขดีกว่า&amp;quot; นายเจิมศักดิ์ระบุ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6193</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., คสช., บิ๊กตู่, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สุภิญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจิมศักดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180331/image_big_5abf7700a3cce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
