<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจแอลแอลชี้ธุรกิจโรงแรมหืดจับรายได้หายอัตราเข้าพักเหลือ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค. 2563 นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจโรงแรมจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุด เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้อัตราการเข้าพักในช่วงที่ผ่านมาชะลอตัวเหลืออยู่เพียงแค่ประมาณ 10% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปกติอัตราการเข้าพักจะอยู่ที่ 75% หรือหากเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวจะสูงถึง 85-95% โดยการที่ตัวเลขจะกลับไปเหมือนก่อนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นคงต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปี เนื่องจากต้องดูว่าการผลิตวัคซีนจะสามารถเริ่มได้เมื่อไหร่ รวมถึงข้อจำกัดบางอย่างของการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้การเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มขนาดใหญ่น้อยลงไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะเห็นว่าธุรกิจโรงแรมบางแห่งและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นได้รับอานิสงส์บวกจากโควิด-19 เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงติดค้างอยู่ในประเทศไทย ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตัวเองได้ ก็เลือกที่จะเข้าพักระยะยาวหรือเป็นรายเดือน รวมถึงยังมีการใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่มในที่พักเพิ่ม ขณะที่โรงแรมบางแห่งเลือกทีจะเปิดให้บริการห้องพักแบบรายเดือน เพื่อที่จะนำรายได้มาหมุนเวียนเป็นสภาพคล่องและจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน เนื่องจากการปิดให้บริการชั่วคราวแล้วกลับมาเริ่มใหม่ อาจจะทำได้ค่อนข้างยาก จึงเลือกประคองธุรกิจให้ดีที่สุดต่อไปก่อน&amp;rdquo;นางสุพินท์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาคของธุรกิจศูนย์การค้านับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องพึ่งพาการจับจ่ายของคนไทยและต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้า แม้ว่าในตอนนี้จะมีการเปิดให้บริการ แต่ก็ยังไม่เทียบเท่ากับช่วงก่อนการแพร่ระบาด-19 ได้ ขณะที่กลุ่มอาคารสำนักงานจะได้รับผลกระทบน้อยสุด หากเปรียบเทียบกับอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ แม้ว่าเจ้าของสถานที่ต้องปรับลดค่าเช่าให้กับผู้เช่า รวมถึงการที่มีการประชุมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่เชื่อว่าความต้องการใช้สำนักงานจะยังคงมีอยู่ เพียงแค่จะปรับพื้นที่ใช้สอยน้อยลงไปประมาณ 10-15% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าสิ่งสำคัญสุดของผู้ประกอบการที่ต้องดำเนินงานในช่วงนี้คงเป็นการเตรียมเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบมากสุด รวมถึงยังต้องลดต้นทุนด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ควบคู่ไปกับบริการเข้าพักเป็นรูปแบบระยะยาวมากขึ้น เพื่อทำให้ยังคงมีรายได้เข้ามาบ้าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74993</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงแรม, ยอดพักตกรูด, เจแอลแอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e3cc1bfdc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15856</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โจนส์ แลง ลาซาลล์ เปิดข้อมูลผลสำรวจตลาดอสังหาฯ ทุกประเภทขยายตัวได้ดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจแอลแอล โชว์ผลสำรวจตลาดอสังหาฯทุกประเภทในครึ่งแรกปี 61 เติบโตต่อเนื่อง เผยคอนโดฯเปิดตัวเข้าสู่ตลาดเพิ่ม ขณะที่อาคารสำนักงานปรับตัวค่าเช่า ด้านโรงแรมจ่อขยับราคาห้องพัก คาดมีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 37.5 ล้านคนภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 61 นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เจแอลแอล (JLL) เปิดเผยถึงผลสำรวจภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2561 โดยพบว่า มีคอนโดมิเนียมเข้าสู่ตลาดในกรุงเทพรวมทั้งสิ้น 540,000 ยูนิต โดยครึ่งปีแรกเปิดตัวในตลาดแมสอยู่ที่ 17,300 ยูนิต ตลาดระดับบนอยู่ที่ 13,200 ยูนิต โดยตลาดบนมีราคาขายเฉลี่ย 175,000-180,000 บาทต่อตร.ม. ส่วนอาคารสำนักงานก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ที่ 29,000 ตร.ม.ส่งผลให้มีพื้นที่ให้เช่ารวม 8.9 ล้านตร.ม.ปรับเพิ่ม 10% ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยโดยรวมปรับขึ้นอยู่ที่ 2.6% จาก 651 บาทต่อตร.ม.เป็น 688 บาทต่อตร.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอาคารเกรดเอมีอัตราค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.2% จาก 751 บาทต่อตร.ม.เป็น 824 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน ส่วนอัตราการว่างของพื้นที่เช่าเฉลี่ยทั้งตลาดอยู่ที่ 8.7% ส่วนอาคารเกรดเออยู่ที่ 6% อย่างไรก็ตามอัตราค่าเช่าจะปรับตัวขึ้นทุกปีนับจากปี 2561 เป็นต้นไป จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นที่กว่า 3-5% หรือมากกว่า 1,000 บาทต่อตร.ม.ต่อปีสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้าปัจจุบันมีพื้นที่รวม 6.5 ล้านตร.ม.เป็นศูนย์การค้าที่เปิดให้บริการในครึ่งปีแรก 6 โครงการ รวมพื้นที่เช่า 48,000 ตร.ม.ซึ่งในครึ่งปีหลังจะเปิดเพิ่มอีก 17 โครงการ รวมพื้นที่กว่า 475,000 ตร.ม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมในปี 2561 นี้บริษัทมองว่ายังจะขยายตัวได้ดีและมีความต้องการที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ที่คาดว่าจะมีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 37.5 ล้านคน ขณะที่ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อัตราค่าบริการห้องพักโรงแรมระดับสามดาวเฉลี่ยรายวันปรับตัวจาก 2,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 2,075 บาทต่อคืน เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ด้านโรงแรมสี่ดาวค่าบริการปรับตัวเพิ่ม 5.7% เป็น 3,447 บาทต่อคืน สำหรับโรงแรมห้าดาวปรับเพิ่มขึ้น 4.6% เป็น 6,442 บาทต่อคืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15856</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, สุพินท์ มีชูชีพ, เจแอลแอล, โจนส์ แลง ลาซาลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bd942709dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
