<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2019 16:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2019 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ &#039;เจ้าพระยา&#039; คนสุดท้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2477 เป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 4 &amp;nbsp;คือ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศขึ้นมาแทนนายพลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี ที่ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศท่านได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ ประเภทที่ 2 ในปี พ.ศ.2476
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ผู้นี้ท่านเป็นเจ้าพระยาคนสุดท้ายของเมืองไทย ท่านได้รับบรรดาศักด์เจ้าพระยาใน พ.ศ.2474 เพราะหลังจากท่านแล้วก็ไม่ได้ตั้งผู้ใดและต่อมาได้ยกเลิกบรรดาศักดิ์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2428 ท่านเป็นผู้ที่เรียนหนังสือเก่ง เรียนจบทั้งกฎหมายไทย และกฎหมายอังกฤษไปเรียนต่อที่สำนักเกรย์อิน ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ไปที่อังกฤษในคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่สอง เมื่อศึกษาจบกลับมาทำงานก็ได้รับความเจริญก้าวหน้า เคยเป็นตุลาการที่มีบทบาทสำคัญ และเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินฯ ท่านได้มาร่วมรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2476
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนฯ ในครั้งนี้แล้วเป็นอยู่ไม่ทันถึงปีก็พ้นตำแหน่งและได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนฯ ซ้ำอีกในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2477 เพราะ &amp;quot;ตามข้อบังคับการประชุมปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ปี 2477 ประธานและรองประธานต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อเปิดสมัยประชุมสามัญทุกปี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงปลายสมัยแรกที่เจ้าพระยาศรีฯ เป็นประธานสภาผู้แทนฯ ต่อด้วยต้นสมัยที่สองนั้น เจ้าพระยาศรีฯ ได้รับหน้าที่สำคัญไปเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประเทศอังกฤษกับหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายดิเรก ชัยนาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ทางรัฐบาลพิจารณาว่าท่านเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ที่ควรจะไปเฝ้าฯ ก็ควรเลือกผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักดีและไว้วางพระราชหฤทัย &amp;nbsp;ทั้งควรจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในวิชาการและหลักราชการ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าพระยาศรีฯ จึงได้เป็นผู้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและกราบบังคมทูลถวายเรื่องราวในการติดต่อกับทางรัฐบาลอยู่เป็นเวลาประมาณ 5 เดือน และเป็นผู้ที่รับพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสละราชสมบัติ ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเป็นประธานสภาผู้แทนฯ ที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจนอกประเทศจนกลับมาแล้ว เจ้าพระยาศรีฯ ก็ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2478 คราวนี้ท่านได้น้องชายของท่าน คือ พระยามานวราชเสวีมาเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่เจ้าพระยาศรีฯ เป็นประธานสภาผู้แทนฯ ในสมัยที่ 3 นี้ก็มีเรื่องการเมืองที่สำคัญอยู่บ้างก็คือ &amp;quot;กรณีกบฏนายสิบ&amp;quot; ที่มีนายทหารชั้นประทวนหลายคนวางแผนสังหารผู้นำสำคัญทางการเมืองและล้มรัฐบาล ทางรัฐบาลรู้เรื่องก่อนและได้เข้าจัดการจับกุมดำเนินคดีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากทางรัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาพิพากษาคดีกบฏนายสิบนี้ ซึ่งทางสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พิจารณาผ่านออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ และในการดำเนินคดีก็มีผู้ต้องหาถูกตัดสินประหารชีวิตหนึ่งราย กับที่เหลืออีกหลายรายได้ถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลานาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำรงตำแหน่งประมุขของอำนาจนิติบัญญัติของท่านได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2479 หลังจากนั้นอีก 3 วันสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีมติเลือกน้องชายของท่านที่เคยเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคือพระยามานวราชเสวี เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 5 ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าพระยาศรีฯ เองนั้นพ้นจากตำแหน่งประธานสภาฯ มาได้ประมาณ 1 ปี ก็ได้กลับเข้ามาร่วมรัฐบาลของพระยาพหลฯ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 &amp;nbsp;ในรัฐบาลใหม่ที่มีนายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อมา เจ้าพระยาศรีฯ ก็ยังได้เข้าร่วมรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนถึง พ.ศ.2482 จึงได้ขอลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้นเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีมาเป็นนายควง อภัยวงศ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2487 เจ้าพระยาศรีฯ ก็ได้เข้าร่วมรัฐบาลใหม่อีกครั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นอยู่จนนายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ.2488 และเมื่อนายควง อภัยวงศ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2489 ท่านได้เข้าร่วมรัฐบาลโดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนั่นเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายของท่าน ต่อมาเมื่อมีวุฒิสภาท่านก็ได้เป็นประธานวุฒิสภา และได้เป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญสภาแรกเมื่อ พ.ศ.2491 นับว่าท่านได้ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องทางการเมืองอยู่หลายตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศมีชีวิตอยู่จนอายุเกือบจะ 92 ปี โดยถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 25 กันยายน &amp;nbsp;พ.ศ.2519.
---------------------
ข้อมูล : สถาบันพระปกเกล้า, ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47142</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาลครั้งหนึ่ง, เจ้าพระยา&#039; คนสุดท้าย, เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191002/image_big_5d947220d8a07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
