<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117632</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แผนสร้างอ่างเก็บน้ำงาวคืบคาดเริ่มสร้างปี68</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 64- นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำงาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;ทั้งภาคการเกษตร อุปโภค-บริโภค ของประชาชนและปศุสัตว์ รวมถึงยังบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้กับพื้นที่อำเภองาว ครอบคลุม 6 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลบ้านร้อง ตำบลปงเตา ตำบลนาแก ตำบลหลวงเหนือ ตำบลหลวงใต้ และตำบลบ้านโป่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มศึกษาเพื่อการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี &amp;nbsp;2561 ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ โดยมอบให้กรมชลประทาน เข้าดำเนินการตามแผนงาน และเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในรายละเอียดที่สมบูรณ์และครบถ้วน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการดังกล่าว อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดของโครงการและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ โดยจากการเปิดรับฟังและหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เห็นด้วยในการพัฒนาโครงการ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของอำเภองาว แม้ว่าจะมีประชาชนบางกลุ่มได้รับผลกระทบในพื้นที่ทำกินแต่ก็มองว่าการพัฒนาอ่างเก็บน้ำ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรมชลประทาน จึงได้เร่งดำเนินการ และมีแผนเพื่อสร้างความเข้าใจ ในการพัฒนาโครงการ ทั้งในด้านความแข็งแรงของโครงสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงแผนการพัฒนาแนวทางการสร้างรายได้ และความชัดเจนในการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินให้กับคนในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำงาว มีศักยภาพที่มีความเหมาะสมทางด้านวิศกรรม เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การเก็บกักน้ำต้นทุนในลำน้ำงาวประมาณ 13.53 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงในขณะที่เกิดฝนทิ้งช่วงหรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลได้และช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงน้ำหลาก ซึ่งอ่างเก็บน้ำดังกล่าวสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 8,000 ไร่ สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและมีความมั่นคง และประสิทธิภาพในการใช้น้ำ ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นชอบ จะนำไปสู่การพัฒนาโครงการดังกล่าว ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2568 อย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การศึกษาโครงการได้ดำเนินการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการที่สอดคล้อง และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ การก่อสร้างโครงการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117632</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, อ่างเก็บน้ำงาว, เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์, แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2f02107f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯ เปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชน หนุน “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ &amp;nbsp;รองอธิบดีฝ่ายวิชาการกรมชลประทาน เปิดเผยว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 ก.ย.64 กรมฯได้จัดการประชุมในพื้นที่ และผ่านระบบออนไลน์เสนอผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ กิจการหรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต ของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง (EHIA) ของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรีซึ่งจากการรับฟังความเห็นของ &amp;nbsp;ชุมชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานในท้องถิ่น ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาโครงการดังกล่าวที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำแห่งที่ 4 ของลุ่มน้ำวังโตนดสามารถเก็บน้ำได้ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตรแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งให้กับชาวบ้านได้มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างมั่นคงในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบ EHIA กรมฯได้เปิดรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสรุปและปรับปรุงเพื่อประกอบการพิจารณาของ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไปตามลำดับ &amp;nbsp;โดยตามแผนงานกรอบระยะเวลาของกรมชลประทานจะเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างในปี 2566&amp;rdquo; นายเฉลิมเกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากเวทีรับฟังความเห็นชาวบ้านบางส่วนยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินในเรื่องนี้ กรมฯชี้แจงว่าได้มีการเสนอคณะกรรมการกำหนดราคาค่าทดแทนทรัพย์สินเพื่อการชลประทานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เตรียมจัดการดูแลค่าชดเชยที่ดินให้กับประชาชน ประมาณ 455 ครัวเรือน &amp;nbsp;และในส่วนของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยเฉพาะช้างป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น และเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง จังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการพัฒนาแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำ ให้กับสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานกลับมามีระบบนิเวศที่ดีและมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนโดยมีการหารือและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดร่วมกันโดยเฉพาะเรื่องของการประเมินราคาที่ดินเพื่อคำนวณค่าชดเชยที่เน้นความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน &amp;nbsp;และยังได้ประสานไปยัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อดำเนินการจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบท ให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อม เยียวยาในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ การส่งเสริมอาชีพ และการส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; นายเฉลิมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรี แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกมากในแต่ละปีแต่ยังขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่รองรับสำรองไว้ใช้อย่างมั่นคงยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนด ที่มีอ่างเก็บน้ำอยู่เดิมเพียง 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว โดยอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จะเป็นแห่งที่ 4 ซึ่งจะช่วยเพิ่มต้นทุนน้ำในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 308.56 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้สามารถส่งน้ำในระบบชลประทาน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 267,800 ไร่ โดยอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด มีศักยภาพในการส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานได้ถึง 87,700 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กรมชลฯ ยังได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคต ที่ช่วยพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะมีการผันน้ำไปช่วยเหลือ ในช่วงฤดูน้ำหลาก เข้าอ่างประแสร์ จังหวัดระยอง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และอ่างบางพระ จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ และภาคประชาชนในพื้นที่เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและเห็นชอบร่วมกันในปริมาณที่จัดสรรในพื้นที่อื่น ๆโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดช จินโนรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตผลไม้ตามฤดูกาลของประเทศ ซึ่งน้ำคือต้นทุนสำคัญของเกษตรกรในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีงานทำตลอดทั้งปี แต่ที่ผ่านมาทุกปีเกษตรกรมักประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีน้ำใช้ในภาคเกษตรไม่เพียงพอ ดังนั้นการมีอ่างเก็บน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนด จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆมีผลผลิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงโดยเฉพาะการปลูกทุเรียน และสวนยางพารา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบรูณ์ของผืนป่า และเป็นรั้วธรรมชาติในการป้องกันช้างลงมาสู่พื้นที่การเกษตร เพราะที่ผ่านมาช้างที่อาศัยในป่าเสื่อมโทรมได้เข้ามาหากินในพื้นที่ทำการเกษตร เนื่องจากความแห้งแล้ง ทำให้ช้างขาดแหล่งน้ำ &amp;nbsp;จึงขยายอาณาเขตหากิน เพื่ออาศัยแหล่งน้ำที่ชาวบ้านขุดเพื่อการเกษตร และกินพืชผลทางการเกษตร ซึ่งปัจจุบันชุมชน ได้จัดตั้งกลุ่มเคลื่อนที่เร็วในการดูแล และป้องกันช้างเข้าพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อผลักดันให้ช้างกลับเข้าสู่ผืนป่า ดังนั้นการมีอ่างเก็บน้ำสามารถจำกัดเส้นทางเดินเข้าพื้นที่ทำกินของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กรมชลฯ และกรมอุทยานแห่งชาติ ร่วมกันจัดทำแนวทางการเข้าไปดูแลช้างในด้านต่างๆ ทั้งการปลูกป่าทดแทน การสร้างแหล่งน้ำและแหล่งสำรองอาหารสำหรับสัตว์ป่า เช่น กล้วย หน่อไม้ รวมถึงการจัดทำโปร่งเทียม และจัดทำฝายชะลอน้ำ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายพิรุฬห์ เชื้อแขก คณะกรรมการป่ารอยต่อภาคประชาชน และคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า การทำโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ทำให้ผืนป่ากลับมีความชุ่มชื้น และสามารถช่วยเพิ่มแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่อำเภอหางแมว เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีการขุดเจาะบ่อบาดาลลึก 100 เมตร ไม่พบแหล่งน้ำใต้ดินทำให้ต้องไปซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้เพื่อทำเกษตร ส่วนเรื่องของช้างยอมรับว่าเป็นพื้นที่ที่มีช้างป่าอาศัยอยู่กว่า 100-200 ตัว แต่ช้างกับน้ำก็เป็นของคู่กันเวลาเข้าฤดูแล้งแหล่งน้ำในป่าหมดช้างก็จะมาหาแหล่งน้ำในพื้นราบ เมื่อมีอ่างเก็บน้ำช้างก็จะลงมาแค่ชายขอบของแหล่งน้ำ ทำให้ช้างไม่เข้าไปในพื้นที่ของเกษตรกร และมีการเฝ้าระวังได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าหากการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เกิดขึ้นจะช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับคนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จะดำเนินการก่อสร้างได้ภายหลังคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบ โดยคาดว่าในปี 2565 จะเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจในการปักหลักเขต และทำรังวัด พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินของพื้นที่ &amp;nbsp;และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดได้ในปี 2566-2569 ควบคู่ไปกับการจัดทำระบบกระจายน้ำในปี 2568 -2571 ซึ่งการจัดทำระบบดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการวางระบบการกระจายน้ำไปยังพื้นที่ตำบลต่างๆ ที่อยู่ปลายน้ำ เช่น ตำบลช้างข้าม ตำบลกระแจะ และตำบลท่าใหม่ ให้มีน้ำใช้สำหรับการอุปโภคและบริโภค รวมถึงการทำการเกษตรที่เพียงพอในทุกช่วงฤดูกาลต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117280</URL_LINK>
                <HASHTAG>อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด, เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61483fd09a5a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรมชลประทาน&#039; ศึกษาผลกระทบอาคารบังคับน้ำท้ายเขื่อนภูมิพล ครอบคลุม 3 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.64 -&amp;nbsp;สืบเนื่องจาก กรมชลประทาน โดยสำนักบริหารโครงการ ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัทสามารถ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด, บริษัท ธรรมชาติ คอนซัลแตนส์ จำกัด และบริษัท ซิกม่า ไอโดร คอนซัลแตนส์ จำกัด เพื่อดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล ในโครงการอาคารบังคับน้ำบ้านแม่ยะ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก, โครงการอาคารบังคับน้ำหนองขวัญ อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร และโครงการอาคารบังคับน้ำคลองกระถิน อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ได้นำพาสื่อมวลชนส่วนกลางลงพื้นที่สัญจร ติดตามความคืบหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล จุดแรกโครงการอาคารบังคับน้ำคลองกระถิน อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีนายศุภชัย มโนการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน นครสวรรค์ พร้อมคณะมารับข้อเสนอแนะและชี้แจงการศึกษาความเหมาะสม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการอาคารบังคับน้ำคลองกระถิน พร้อมกับสมาชิกสภาจังหวัดนครสวรรค์จาก 3 อำเภอ เก้าเลี้ยว, ชุมแสง และบรรพตพิสัย นำโดย นายกัลย์ชพร รอดบำรุง, นายถวิล เจริญคง, นายอรรณพ ทาเอื้อ และไพศาล เชี่ยวชาญเวช รวมถึงผู้นำท้องถิ่นให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมชลประทาน จึงจัดทำแผนหลักการพัฒนาอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อคัดเลือกโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปิง จำนวน 3 แห่ง นำไปดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยกรมชลประทานกับบริษัทที่ปรึกษาจะร่วมกันจัดกิจกรรมการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้สาธารณชนได้ทราบอย่างกว้างขวาง จึงกำหนดจัดกิจกรรมสื่อสัญจร เพื่อเปิดโกาสให้สื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงเปิดช่องทางการพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ศึกษาอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน พร้อมคณะได้นำพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ในจุดที่ 2 โครงการอาคารบังคับน้ำหนองขวัญ อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในเวลานี้ กรมชลประทาน มีข้อสรุปงบประมาณการสร้างพัฒนาอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล ทั้งที่คลองกระถิน จังหวัดนครสวรรค์ และหนองขวัญ จังหวัดกำแพงเพชร ในงบเท่ากัน 1,400 ล้านบาท ซึ่งจะเก็บกักน้ำได้ถึง 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามขั้นตอนกรมชลประทานจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีในปี 2565 หาก ครม.อนุมัติ จะสร้างปี 2566 และเสร็จราวในปี 2568 ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งทรัพยากรทางน้ำแล้ว ยังจะมีกาพัฒนาพื้นที่ทั้ง 3 นี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ก็ต้องได้รับการยินยอม และพร้อมมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนคนในพื้นที่ดังกล่าว&amp;rdquo; นายเฉลิมเกียรติกล่าวสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90593</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, เขื่อนภูมิพล, เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_60097c3578231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯลุย&#039;เพชรบุรี&#039;คุมนํ้าท่วม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์ ฉก.ชั่วคราวในภาวะวิกฤติ&amp;quot; ประกาศน้ำล้นสปิลเวย์เขื่อนแก่งกระจานแล้ว คาดถึงตัวเมืองเพชร-อ.บ้านแหลม เที่ยงคืน 7 ส.ค.นี้ เอ่อท่วมเขตชุมชนสูง 50 ซม. &amp;quot;บิ๊กฉัตร&amp;quot; สั่งเร่งระบายน้ำให้กระทบชาวบ้านน้อยที่สุด พร้อมเสริมคันกั้นน้ำและติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เปลี่ยนคิวจากลพบุรีมาเพชรบุรี ดูสถานการณ์น้ำ 8 ส.ค.นี้ ฉุนสื่อเสนอข่าวน้ำท่วมขยายพื้นที่ทำ ปชช.ตื่นตระหนก &amp;quot;อุทยานฯ&amp;quot; ปิดท่องเที่ยวน้ำตกป่าละอู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 ส.ค. นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ออกประกาศฉบับที่ 2/2561 เรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ว่าเวลา 12.00 น. วันที่ 6 ส.ค. น้ำเริ่มไหลล้นทางระบายน้ำล้น (สปิลเวย์) เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และปริมาณน้ำดังกล่าวทยอยไหลลงแม่น้ำเพชรบุรี จากนั้นจะเคลื่อนตัวถึงเขื่อนเพชรและจะไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรีลงสู่อ่าวไทย ที่อำเภอบ้านแหลมตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศฉบับที่ 2 ระบุว่า จากผลการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประเมินว่าน้ำที่ไหลล้นจากเขื่อนแก่งกระจานจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่สองฝั่งริมแม่น้ำเพชรบุรีในวันนี้ เวลา 24.00 น. และจะเคลื่อนตัวถึงอำเภอเมืองเพชรบุรีและอำเภอบ้านแหลมในวันที่ 7 ส.ค.61 เวลา &amp;nbsp;24.00 น.เป็นต้นไป โดยระดับน้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและในเขตชุมชน สูงประมาณ 50 &amp;nbsp;เซนติเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกรมชลประทาน จังหวัดเพชรบุรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมเผชิญเหตุและแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรีเตรียมรับสถานการณ์ และเฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีไหลเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ในระยะต่อไป&amp;quot; ท้ายประกาศฉบับที่ 2 ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติยังได้สรุปสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำว่า มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่งที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม และปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุ &amp;nbsp;ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนวชิราลงกรณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเขื่อนแก่งกระจาน ได้เร่งพร่องระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและระบบชลประทาน รวมถึงการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำ โดยกาลักน้ำ/เครื่องสูบน้ำ ส่งผลให้สามารถเลื่อนระยะเวลาน้ำล้นทางระบายน้ำล้น (Spillway) ออกไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเขื่อนน้ำอูนนั้น ได้ควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มการระบายน้ำโดยวิธีกาลักน้ำและเครื่องสูบน้ำอีก 0.3 ล้าน ลบ.ม. และได้แจ้งเตือนและให้ติดตามสถานการณ์น้ำในสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งมีลำน้ำอูนและลำน้ำสงคราม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย โดยได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำให้เป็น 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ภายในวันที่ 6 ส.ค.61 และแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยทราบถึงแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ พบว่าปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 49,445 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 70% ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 3,129 &amp;nbsp;ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61% รับน้ำได้อีก 23,445 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างเก็บน้ำที่มีความจุเกิน 100% ขนาดใหญ่ 1 แห่ง อ่างเก็บน้ำน้ำอูน (102%) ขนาดกลาง 23 แห่ง (เพิ่มขึ้น 8 แห่ง) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22 แห่ง (เพิ่มขึ้น 7 แห่ง) และภาคตะวันออก 1 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง (มากกว่า 80-100%) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน (99%) &amp;nbsp;เขื่อนศรีนครินทร์ (87%) เขื่อนวชิราลงกรณ (84%) ขนาดกลาง 67 แห่ง (เพิ่มขึ้น 1 แห่ง) แยกเป็น &amp;nbsp;ภาคเหนือ 9 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 แห่ง (เพิ่มขึ้น 5 แห่ง) &amp;nbsp;ภาคตะวันออก 8 แห่ง (เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;1 แห่ง) &amp;nbsp;ภาคกลาง 2 แห่ง (เท่าเดิม) และภาคใต้ 3 แห่ง (ลดลง 1 แห่ง)&amp;nbsp;
เร่งระบายน้ำจากเขื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผอ.สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน, นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ &amp;nbsp;รองอธิบดีกรมชลประทาน และรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เดินทางลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ความจุน้ำ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้มีน้ำเต็มเกือบ 100% แล้ว และมีน้ำล้นสปิลเวย์เมื่อเช้าวันนี้ (6 ส.ค.) เวลา 10.30 น. เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์การระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ฉัตรชัยและคณะร่วมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมของจังหวัดจากนางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งนายสมเกียรติและนายทองเปลวชี้แจงถึงเรื่องการบรรเทาสาธารณภัยให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคณะของ พล.อ.ฉัตรชัยเดินทางไปยังสันเขื่อนอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน เพื่อติดตามการตรวจระดับน้ำของเขื่อน รวมทั้งขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจสภาพพื้นที่โดยรอบของอ่างเก็บน้ำและแนวทางไหลของน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานไปยังแม่น้ำเพชรบุรี ผ่านพื้นที่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด และลงเฮลิคอปเตอร์ที่มณฑลทหารบกที่ 15 (มทบ.15) ค่ายรามราชนิเวศน์ อ.เมืองเพชรบุรี และตรวจคันกั้นน้ำที่ริมแม่น้ำเพชรด้านทิศตะวันออกของ มทบ.15&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเซินติญและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน &amp;nbsp;กรมชลประทานได้คาดการณ์น้ำที่ไหลผ่านสปิลเวย์สูงสุดที่ 100 ลบ.ม./วินาที หรือ 8.64 ล้าน ลบ.ม./วัน &amp;nbsp;ในวันที่ 10 ส.ค.61 โดยมีระดับน้ำสูงขึ้นจากสันสปิลเวย์ประมาณ 0.5-0.6 ม. ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 61 เป็นต้นไป คาดว่าจะมีน้ำจากการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานประมาณ 210 ลบ.ม./วินาที &amp;nbsp;และหากมีฝนตกในพื้นที่แม่น้ำเพชรบุรี จะมีปริมาณน้ำ 230-250 ลบ.ม./วินาที คาดว่าจะทำให้แม่น้ำเพชรบุรีมีปริมาณน้ำผ่านสูงสุดในวันที่ 12 ส.ค.61
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 230-250 ลบ.ม./วินาที ประกอบด้วย 1.หน่วงน้ำ ตัดน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้าย ฝั่งขวา รวม 55 ลบ.ม./วินาที และผันเข้าคลองระบาย D9 ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที ทั้งสองส่วนตัดน้ำก่อนถึงเขื่อนเพชรได้ 90 ลบ.ม./วินาที 2.ระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรในอัตรา 140-160 ลบ.ม./วินาที ซึ่งแม่น้ำเพชรบุรีมีการพร่องน้ำเตรียมไว้แล้ว ประกอบกับการเสริมคันกั้นน้ำจะไหลผ่านหนองหญ้าปล้อง ท่ายาง บ้านลาด โดยไม่มีผลกระทบ และจะไหลผ่านเมืองเพชรบุรีซึ่งมีความกว้างของแม่น้ำเพชรบุรีไม่มาก ทำให้มีระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่ง/พื้นที่ชุมชน 0.2-0.3 ม. &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการเตรียมการช่วยเหลือคือ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมชุมชน จำนวน 30 เครื่อง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่ระบายน้ำได้ช้า จำนวน 44 เครื่อง เตรียมยานพาหนะ เครื่องจักรกล เช่น รถโกยตัก จำนวน 7 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ&amp;quot; พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ใน 3-4 วันนี้หากมีปริมาณน้ำเข้ามามากอีก จะมีการปรับแผนระบายน้ำเพิ่มเติม แต่หากไม่มีน้ำเพิ่มเติมการดูแลประชาชนก็จะอยู่ในระยะเวลาอันสั้น ขณะเดียวกัน ปภ.และจังหวัด ได้เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้สั่งให้ชี้แจงประชาชนให้มากขึ้นถึงการระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกัน พร้อมกันนี้ผู้ว่าฯ ร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่ จ.เพชรบุรีได้เตรียมกระสอบทรายให้ประชาชนในจุดที่อาจจะได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;
ซัดสื่อทำ ปชช.แตกตื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนด้านปลายน้ำที่จะออกอ่าวไทย ก็ได้มีการเตรียมเครื่องมือในการผลักดันน้ำออกให้เร็วที่สุด &amp;nbsp;และจากที่ตนลงพื้นที่ดูวันนี้ ตั้งแต่อ่างเก็บน้ำแก่งกระจานจนถึงตัวเมือง ขณะนี้ยังไม่มีจุดใดที่น้ำล้นตลิ่ง &amp;nbsp;อาจมีเพียงแพที่อยู่ในน้ำยกสูงขึ้นเท่านั้น และเชื่อว่าการทำงานบูรณาการครั้งนี้จะลดผลกระทบจากน้ำท่วมและการระบายน้ำได้ดี&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่ พล.อ.ฉัตรชัยจะลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำที่ทำเนียบรัฐบาลตอนหนึ่งว่า สิ่งที่เราต้องการคือ ควบคุมให้น้ำที่ระบายออกจากเขื่อนสร้างผลกระทบแก่ชาวบ้านข้างล่างให้น้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ถือว่าเอาอยู่ใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อาจจะใช้คำนี้ไม่ค่อยดี &amp;nbsp;แต่พยายามดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งเรามีศูนย์น้ำอัจฉริยะคอยติดตามตลอด 24 ชม. ถ้าพบว่ามีเหตุการณ์พื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงก็จะรายงานให้ตนทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาเราได้พร่องน้ำล่วงหน้าเป็นเดือนแล้ว อย่างกรณีของเขื่อนแก่งกระจานนั้นน้ำไหลเข้ามาวันเดียวกว่า 120 ล้าน ลบ. เกินขีดปกติ ในส่วนที่ชาวบ้านวิจารณ์การทำงานเรื่องการระบายน้ำนั้น &amp;nbsp;จริงๆ แล้วการระบายนี้มีหลักเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ ซึ่งเป็นเกณฑ์ป้องกันน้ำแล้งและน้ำท่วม โดยช่วง &amp;nbsp;2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขื่อนทุกประเทศอยู่ในระดับมาตรฐานหมด ถ้าระบายน้ำเกินก็อาจจะเจอปัญหาภัยแล้ง แต่กลายเป็นว่าในช่วงที่ผ่านมาน้ำเข้ามาเยอะมาก ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤติวันนี้แล้ว เราก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป&amp;quot; รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.เพชรบุรีว่า เดี๋ยวจะไป ซึ่งขั้นตอนวันนี้ได้ให้ส่วนราชการลงพื้นที่ไปก่อน ไม่ใช่นายกฯ จะไปก่อน จะไปให้วุ่นวายทำไม ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัยลงไปดูในพื้นที่ จากนั้นตนถึงจะลงไปดู เขาต้องทำงานแบบนั้นไม่ใช่หรือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะลงไปดูเพื่อให้ทราบว่าจะต้องเสริมอะไรให้เขา &amp;nbsp;ตอนนี้คาดว่าสถานการณ์น้ำเรายังรับมือได้ แต่ตนไม่อยากจะบอกว่ามันต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถ้าฝนตกมากกว่าเกณฑ์ก็ต้องเตรียมการแก้ปัญหา จะแก้กันอย่างไร และจากการตรวจสอบเขื่อน ขณะนี้ก็ยังแข็งแรงอยู่ และในวันหน้าถ้าปริมาณน้ำมากกว่านี้ หรือใช้เวลานานกว่านี้จะปลอดภัยหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากันอีกที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่วันนี้อยากจะขอร้องคือ ขอให้สื่ออย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนก บางทีก็วิพากษ์วิจารณ์ นำไปพูดจนภาคประชาชนตื่นไปหมด สิ่งที่เราควรจะช่วยกันในวันนี้ ควรจะศึกษามาตรการของทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเตรียมการอะไรไว้บ้าง ต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนให้ทุกคนร่วมมือ ตรงไหนที่เป็นพื้นที่ความเสี่ยงต้องมีการเก็บข้าว ย้ายสัตว์เลี้ยงหรือไม่ หรือต้องอพยพไปอยู่กับเพื่อนกับญาติ สื่อต้องแนะนำแบบนี้ ไม่ใช่บอกแต่เพียงว่าสถานการณ์น้ำขยายไปอำเภอนั้นอำเภอนี้ น้ำจะท่วม &amp;nbsp;สื่อได้แนะนำอะไรไปบ้าง ข้าราชการ รัฐบาลพูดปากเปล่าไปกับสื่อทุกวัน แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการขยาย แล้วจะเกิดอะไร ก็ตายเจ็บเหมือนเดิม สรุปว่าไม่ช่วยอะไรกันเลย เหมือนเดิมว่ากันข้างเดียว &amp;nbsp;เดี๋ยวเขื่อนจะพัง ประชาชนจะเดือดร้อน ผมถามว่าวันนี้รัฐบาลทำอะไรหรือเปล่า หรืออยู่เฉยๆ&amp;quot; นายกฯ กล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 8 ส.ค.นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเยี่ยมเยียนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;โดยได้เลื่อนกำหนดการเดิมที่จะลงพื้นที่ดูสภาพน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ออกไปก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขณะนี้สถานการณ์ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ (กจ 10 ) ห้วยแม่สะเลียง วันนี้มีระดับน้ำที่สูงขึ้นกว่าเมื่อวานถึง 1 &amp;nbsp;เมตร และคาดว่าจะเพิ่มระดับขึ้นอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้ประกาศปิดบริการกางเต็นท์ทุกจุด และปิดท่องเที่ยวน้ำตกป่าละอูเป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ทุกหน่วย และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอดเวลา เพื่อเตรียมอพยพและเข้าช่วยเหลือชาวบ้านหากได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว&amp;quot; หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ขอนแก่น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือและติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อ.ประจินกล่าวหลังการประชุมว่า ผู้ว่าฯ ทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสานได้นำเสนอข้อมูลแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการแก้ไขปัญหาในภาพรวมมานำเสนอ โดยเป็นการนำเสนอในรูปแบบของกลุ่มจังหวัดและภาพรวมในระดับภูมิภาค ซึ่งแผนการบริหารจัดการน้ำนั้นจะเริ่มจากกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานตอนกลาง และภาคอีสานตอนล่าง โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติมารับฟังและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันในภาพรวม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14842</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b685784c14ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
