<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนกับการ ‘รักษาระยะห่าง’ ระหว่างพลเรือนกับกองทัพเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีของจีนต่อรัฐประหารในเมียนมามีความสำคัญต่อ &amp;nbsp;&amp;quot;สมการแห่งอำนาจ&amp;quot; ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปักกิ่งเคยถูกมองว่าเอียงข้างผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในอดีตก็คบกับรัฐบาลทหารของเมียนมามายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะจีนเคยประกาศว่าจะไม่ &amp;quot;ก้าวก่าย&amp;quot; กิจการการเมืองภายในของประเทศอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากติดตามพฤติกรรมของจีนในช่วงหลัง จะเห็นว่าผู้นำรัฐบาลปักกิ่งได้ปรับท่าทีของตนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สองภาพที่ผมเอามาให้ดูนี้คือ คุณเฉิน ไห่ เอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมา ที่พบปะกับผู้นำเมียนมาทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาพบปะสังสรรค์กับทั้งผู้นำพลเรือนอย่างอองซาน ซูจี และนายพลทหารของกองทัพเมียนมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดิมตอนที่อองซาน ซูจียังถูกกักบริเวณยาวนาน เข้า ๆ ออกๆ การถูกจำกัดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ไม่น้อยกว่า 15 ปีนั้น ผู้นำจีนยืนเคียงข้างผู้นำทหารอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนในเมียนมา และมีแนวโน้มว่าประชาชนคนเมียนมาจะมีสิทธิ์เลือกผู้นำของตน &amp;nbsp;ปักกิ่งก็เริ่มหันมาคบหาอองซาน ซูจี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเริ่มปรับท่าทีเพื่อ &amp;quot;รักษาระยะห่างอันเหมาะสม&amp;quot; &amp;nbsp;กับทั้งอองซาน ซูจีและพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะในท้ายที่สุดจีนก็ต้องรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองกับความมั่นคงของตนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อชนะเลือกตั้งและขึ้นมาบริหารประเทศในปี 2015 &amp;nbsp;อองซาน ซูจีก็ปรับท่าทีของตนกับจีนเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจึงเห็นผู้นำจีนเชิญอองซาน ซูจีไปเยือนปักกิ่ง และผู้นำจีนแวะเวียนมาพบปะหารือกับทั้งอองซาน ซูจีและนายพลมิน อ่อง หล่ายอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทูตเฉิน ไห่อ้างว่า จีนไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีการยึดอำนาจของทหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปักกิ่งต้องการจะสลัดข้อกล่าวหาที่ว่า จีนเป็นผู้รับรู้การกระทำของนายพลมิน อ่อง หล่าย อีกทั้งยังสนับสนุนการยึดอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนเมียนมาไม่น้อยเชื่อว่าจีนพร้อมจะอุ้มนายพลมิน อ่อง หล่าย เพราะปักกิ่งจะได้ประโยชน์จากการคบหาใกล้ชิดกับกองทัพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนเชื่อว่าเมื่อนายพลมากุมอำนาจรัฐแล้ว โครงการต่างๆ ที่ถูกตัดทอนหรือยกเลิกไปในช่วงของรัฐบาลพลเรือน (เช่นกรณีสร้างเขื่อนมยิโซน) อาจจะได้รับอนุญาตให้ฟื้นคืนกลับมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งหากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปคว่ำบาตรผู้นำทหาร นายพลมิน อ่อง หล่ายก็จะวิ่งเข้า &amp;quot;ซบอก&amp;quot; จีนมากขึ้น ยิ่งทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในเมียนมาสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงวันนี้ ไม่ใช่จีนในอดีตที่มุ่งเน้นอุดมการณ์การเมืองและคบกับ &amp;nbsp;&amp;quot;สหายร่วมศึก&amp;quot; เหมือนแต่ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะวันนี้จีนต้องการจะเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลก ต้องแข่งรัศมีกับสหรัฐฯ ในฐานะที่เป็น &amp;quot;พี่ใหญ่&amp;quot; ที่จะต้องมีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และชาติวุฒิที่มีบารมีสูสีกับอเมริกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายความว่าจีนต้องการมีภาพลักษ์ที่เป็น &amp;quot;คนดีมีศีลธรรม เคารพในหลักการธรรมาภิบาล&amp;quot; เพื่อจะได้เสริมส่งสถานภาพของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจีนถูกมองว่ายังหลับหูหลับตาสนับสนุนกองทัพเมียนมา ทั้งๆ ที่ประชาชนของประเทศลุกฮือขึ้นมาต่อต้านอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง การที่จะดำรงไว้ซึ่งฐานะของการเป็นผู้คิดดีทำดีก็อาจจะสั่นคลอนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าจีนคงจะไม่ถึงกับกระโดดมาอยู่ข้าง &amp;quot;ฝ่ายประชาธิปไตย&amp;quot; หรือฝ่ายต่อต้านในเมียนมา แต่จีนจะฟังเสียงของฝ่ายที่ไม่เอากองทัพในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเป็นที่มาของการที่ทูตจีนให้สัมภาษณ์สื่อที่เมียนมาว่า &amp;quot;สิ่งที่กำลังเกิดในเมียนมา ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากเห็น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังยอมตามแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ให้รัฐบาลทหารเมียนมาปล่อยตัวอองซาน ซูจีและผู้นำการเมืองอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งให้ &amp;quot;ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย&amp;quot; นั่งลงพูดจาเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่สันติและยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่า จีนไม่ได้ประกาศตนอยู่ฝ่ายกองทัพเมียนมาเต็มตัวเหมือนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปักกิ่งจะช่วยผลักดันให้ทหารเมียนมายอมรับมติมหาชน จากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ประชาชนโหวตให้อองซาน ซูจีและพรรค NLD อย่างท่วมท้นมากน้อยเพียงใด จะเป็นเครื่องพิสูจน์ &amp;quot;ความจริงใจ&amp;quot; ที่แท้จริงของจีน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94168</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, อองซาน ซูจี, เฉิน ไห่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
