<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวังรัฐบาลใหม่ สานต่อนโยบาย หวั่นเสียงปริ่มนํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเอกชนเชื่อ &amp;ldquo;พลังประชารัฐ&amp;rdquo; จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพราะมีเสียง ส.ว. 250 เสียงหนุน เชื่อจะช่วยสานต่อนโยบายได้ &amp;ldquo;นักลงทุน-คลัง&amp;rdquo; รับน่าห่วงหากเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ ชี้หากรวมได้ &amp;nbsp;280 ขึ้นไปต่างชาติพาเหรดลงทุนแน่
เมื่อวันจันทร์ ภาคเอกชนต่างแสดงความเห็นถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พอใจกับผลการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งในอีก 1-2 วันจะทราบความชัดเจนเรื่องผลคะแนนมากขึ้น และภายใน 2-3 สัปดาห์จะทราบว่ารัฐบาลหน้าตาเป็นอย่างไร โดยอยากให้รัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่องมีเสถียรภาพ ไม่มีเหตุขัดแย้ง เพราะความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นโยบายที่อยากให้ขับเคลื่อนคือโครงการใหญ่ๆ เช่น สนามบินอู่ตะเภา และนโยบายพัฒนาในภูมิภาค&amp;rdquo; นายกลินท์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะนอกจากคะแนนเสียงที่ได้มามากแล้ว &amp;nbsp;ยังมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่สนับสนุน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถสานต่อนโยบายต่างๆ และช่วยให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยในภาพรวมภายหลังการเลือกตั้งจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะการที่ไทยผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว นักลงทุนทั้งในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศจะยอมรับมากขึ้น ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะได้รับการสานต่อ เพราะเป็นโครงการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยมั่นคงยั่งยืน&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุพันธุ์ยอมรับว่า ในเรื่องตัวเลขจีดีพีประเทศและการส่งออกปีนี้เชื่อว่ายังไม่ดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี สงครามการค้ายังมีอยู่และเป็นอุปสรรคในการส่งออก ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งสัปดาห์หน้า แต่จากที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรมากกว่าภาคส่งออก จึงเชื่อว่าบรรยากาศทางเศรษฐกิจภายในประเทศน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันคือ หาแนวทางเพิ่มรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีมากขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนมีความสุขมากขึ้นและมีชนชั้นกลางมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลคือ การทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้มข้นยิ่งขึ้นผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ส่วนสิ่งที่น่าห่วงคือ การยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งหากไม่ถึงขึ้นออกมาทำลายทรัพย์สินหรือออกมาประท้วงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพ โดยมีโอกาสสูงที่พรรค พปชร.จะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เกิน 250 เสียง เมื่อรวมกับเสียงของ ส.ว.อีก 250 เสียงจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจใหม่ออกมาได้เร็ว &amp;nbsp;โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพราะจะเห็นว่าพื้นฐานนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองที่หาเสียงไว้นั้นไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความพยายามทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี &amp;nbsp;การเพิ่มรายได้ การเพิ่มสวัสดิการสังคมหรือลดต้นทุนในการดำรงชีวิตด้านต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้เป็นรัฐบาลผสมแต่เชื่อว่าจะจับมือร่วมกันได้ เพราะนโยบายแต่ละพรรคการเมืองมุ่งเน้นไปที่เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ดูแลเกษตรกร ให้โอกาสคนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยภายใน 2 เดือนนี้จะเห็นความชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน&amp;ldquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 25 มี.ค.นั้นเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นหลัก โดยปิดที่ระดับ &amp;nbsp;1,625.91 จุด ลดลง 20.38 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.24% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 47,064.83 ล้านบาท &amp;nbsp;แตะจุดสูงสุดที่ 1,636.93 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,617.89 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,642.45 &amp;nbsp;ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 856.76 ล้านบาท บริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,188.68 ล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 3,687.90 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์อิสระ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดวัน โดยปัจจัยในประเทศมาจากผลของการเลือกตั้ง แต่คาดว่าหลังจากรู้ว่ารัฐบาลชุดใหม่และแนวทางการดำเนินนโยบายเป็นอย่างไร จะส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกังวลกับปัจจัยภายนอกประเทศในเรื่องของเศรษฐกิจชะลอตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า นักลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงินยังคงติดตามการประกาศผลการเลือกตั้งทางการอยู่ว่าแต่ละพรรคมีเสียงเป็นอย่างไร &amp;nbsp;และใครเป็นเสียงข้างมากที่ได้จัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นที่สำคัญสุดคือจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลจะออกมาเป็นอย่างไร หากเกิน 250 เสียงเล็กน้อยก็จะยังสร้างความกังวลต่อนักลงทุนว่าจะบริหารประเทศ ขับเคลื่อนนโยบาย ทำให้เกิดความมั่นคงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต้องเร่งออก เนื่องจากการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกน่าจะโตได้ต่ำกว่า &amp;nbsp;4%
&amp;ldquo;นักลงทุนมองกันว่าหากรัฐบาลมีฐานเก้าอี้ ส.ส.เกิน 280 เสียงจึงจะถือว่ามีเสถียรภาพระดับหนึ่ง &amp;nbsp;แต่ถ้าเกิน 300 เสียงก็ถือว่ายิ่งดีและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนได้ แต่ถ้าน้อยกว่านั้น 260-270 เสียง ก็อาจเกิดความกังวล เพราะต้องไม่ลืมว่าในการพิจารณาในรัฐสภาจะมีบางตำแหน่งไม่สามารถลงคะแนนโหวตได้ หรือบางที ส.ส.มาไม่ได้ก็จะมีปัญหาต่อการโหวตผ่านการบริหารบ้านเมืองทันที&amp;rdquo; นายเชาว์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง (กค.) แจ้งว่า กค.ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง &amp;nbsp;(สศค.) เร่งประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งเพื่อจัดทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงจัดทำเป็นข้อเสนอรายงานเศรษฐกิจให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา หลังพบว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 จะเติบโตแบบชะลอตัวไม่ถึง 4%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เบื้องต้นประเมินว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาโดยมีคะแนนใกล้เคียงกัน ไม่ได้ส่งผลทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมุมมองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะแม้มีพรรคการเมืองได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มากพอที่จะสร้างเสถียรภาพในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจหรือการออกกฎหมายต่างๆ ออกมา ซึ่งเดิมทีได้ประเมินว่าถ้าการเลือกตั้งจบและมีพรรคใดพรรคหนึ่งมีคะแนนนำ หรือเป็นคนจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากชัดเจน จะทำให้ภาคการลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับมาเชื่อมั่นและมีการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังได้ แต่ในวันนี้ถ้าคนจัดตั้งรัฐบาลมีเสียงเกินไม่มากพอก็ยังจะมีความกังวลต่อเศรษฐกิจโดยรวมสูงอยู่&amp;rdquo; รายงานข่าวระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32233</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประกิต สิริวัฒนเกตุ, พลังประชารัฐ, สุพันธุ์ มงคลสุธี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชาว์ เก่งชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190325/image_big_5c98e90929134.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 08:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรฯห่วงสงครามการค้าฉุดส่งออกวูบ 1.6 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรฯปรับประมาณการจีดีพีปีนี้อยู่ที่ 4.5% หลังมีแรงส่งมาก หวั่นสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ส่อลากยาวกระทบส่งออกไทยปีหน้ากว่า 1.6 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ปรับประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 61 มาอยู่ที่ 4.5% จากเดิมคาด 4% มาจากแรงหนุนภาคต่างประเทศ รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศมีแรงส่งต่อเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่อง การใช้จ่ายในประเทศทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคเอกชนก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยปัจจัยหนุนเพิ่มเติมต่อจีดีพีไทยในช่วงครึ่งปีหลังมาจากโครงการลงทุนภาครัฐจะทยอยเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาได้ จะเป็นแรงหนุนสามารถรักษาระดับการเติบโตเฉลี่ยไว้ได้ที่ 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐและจีน คาดว่าจะลากยาวออกไป โดยคาดว่านโยบายกีดกันทางการค้าจะกระทบกับมูลค่าการส่งออกของไทยในปี 62 ประมาณ 4,000-5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 165,000 ล้านบาท เช่น เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายอาจจะลากยาวถึง 4 ปี รวมทั้งจะกระทบไปยังประเทศอื่นๆนอกจากจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกซึมลงได้เรื่อยๆ ซึ่งปลายปีนี้จะทบทวนตัวเลขการส่งออกปี 62 เบื้องต้นประเมินขยายตัวที่ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า คาดแนวโน้มครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยเติบโตดีจากแรงสนับสนุนจากการเบิกจ่ายงบกลางปี 61 วงเงิน 100,000 ล้านบาท การลงทุนโครงการภาครัฐเร่งตัวขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรจะออกมาสูงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้น คาดว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.5% ทำให้ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 61 มาอยู่ที่ 4.5% จากเดิม 4% จากแรงหนุนภาคต่างประเทศ ภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 8.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังเป็นปัจจัยต้องติดตาม โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ 1.5% โดยต้องพิจารณาระหว่างปัจจัยแวดล้อมหลายๆด้าน เช่น เศรษฐกิจในประเทศ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เสถียรภาพค่าเงิน และการแสวงหาผลตอบแทนของนักลงทุน แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะสูงกว่าประเทศไทยก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยของไทยยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12343</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, สงครามการค้า, ส่งออก, เชาว์ เก่งชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b358a8985759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
