<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบ3สารเคมี พาเหรดชุมนุม สายหนุน-ต้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมาพันธ์เกษตรฯ&amp;quot; จับมือ &amp;quot;สมาคมเกษตรกรฯ ปลูกพืช ศก. 6 ชนิด&amp;quot; บุก ก.เกษตรฯ 21 ต.ค.นี้ ยืนขอรัฐชะลอเลิก 3 สารเคมี อ้างรอแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรก่อน ส่วน &amp;quot;เครือข่ายหนุนแบนสารเคมี&amp;quot; ร่วมกับ สธ.เตรียมแถลงจุดยืนให้ กก.วัตถุอันตรายเลิกใช้สารพิษเด็ดขาดวันจันทร์นี้ &amp;quot;มนัญญา&amp;quot; รอลุ้น ลั่นทำดีที่สุดแล้ว &amp;quot;นักวิชาการ&amp;quot; แนะฝ่าย &amp;quot;หนุน-แบน&amp;quot; สู้กันด้วยข้อมูลให้ความรู้ ปชช.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวถึงกรณีการส่งเรื่องยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ทั้งคลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซต เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาว่า ในวันจันทร์ที่ 21 ต.ค.นี้ ช่วงเช้าสมาพันธ์ฯ จะร่วมกับผู้แทนสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล แถลงจุดยืนที่โรงแรมเอเชีย เพื่อให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเห็นว่าการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง จากงานวิจัยของ รศ.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุแปลงมันสำปะหลังนั้น หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ ภายใน 2 เดือน ผลผลิตจะเสียหายถึงร้อยละ 80 ส่วนตนเองนั้นปลูกอ้อยกว่า 400 ไร่ หากไม่ป้องกันกำจัดหญ้า ผลผลิตจะลดน้อยลงเช่นกัน&amp;quot; นายสุกรรณ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาฯ สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในช่วงบ่ายจะไปพบกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร อีกทั้งจะเสนอทางออกจากปัญหาที่สังคมสับสนว่าข้อมูลฝ่ายใดจริง ฝ่ายใดเท็จ รัฐสามารถให้มีการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง หากยังมีประเด็นใดไม่ชัดเจน สามารถวิจัยใหม่ได้ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาแก้ปัญหาให้ตรงจุด เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ค้าสารเคมี ซึ่งไม่ว่าจะใช้สารใดก็ขายได้ทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ใช่ทางออก เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่เกษตรกรบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ เนื่องจากยังไม่มีนวัตกรรมใดที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทน จะแอบซื้อแอบใช้ ตลอดจนหาสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ แต่มาตรการจำกัดการใช้ที่สอนให้เกษตรกรรู้วิธีป้องกันตัวเองขณะฉีดพ่น ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวผลผลิตหลังฉีดพ่นสารเคมีตามข้อกำหนด จะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย ส่วนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยระบุว่าหากยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ได้จะลาออกทั้งหมดนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องการให้ลาออกเสียก่อนที่จะมีการพิจารณา&amp;quot; เลขาฯ สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าว
ลุ้นมติ กก.วัตถุอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีการเกษตรอันตราย 3 ชนิด กล่าวว่า พาราควอต, &amp;nbsp; ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีพิษร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเกินกว่าที่จะยอมรับได้ ในช่วงเช้าวันที่ 21 ต.ค.นี้ จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ประกาศจุดยืนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซต ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 ก.พ. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. จนกว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอื่นใด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ไม่ทราบในการประชุมวันที่ 22 ต.ค. จะมีวาระพิจารณาเรื่องสารเคมีดังกล่าวหรือไม่ หากมีต้องรอดูว่าจะมีมติให้จำกัดการใช้ต่อไปหรือยกเลิก ซึ่งการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ได้แจ้งมาที่ รมว.เกษตรฯ แต่จะแจ้งไปที่กรรมการโดยตรง ซึ่งผู้แทนของกระทรวงเกษตรฯ เป็นกรรมการ 5 คน จากทั้งหมด 29 คน ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมประมง และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติต้องทำตาม แต่ขณะนี้ยังคงต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ตามมติเดิม ไม่เช่นนั้นกระทรวงเกษตรฯ จะผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรด้านต่างๆ ไว้แล้ว&amp;rdquo; รมว.เกษตรฯกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 22 ต.ค. จะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้บรรจุวาระพิจารณาเกี่ยวกับสารเคมีวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งตรงกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากเสร็จสิ้นประชุม ครม.อาจจะไปติดตามผลมติจากที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากคณะกรรมการฯ ยังพิจารณาวาระนี้ไม่เสร็จสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ลุ้นระทึกนาทีต่อนาที เพราะทุกเรื่องที่ทำไปนั้นสุดมือแล้ว ขณะนี้รอดูคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับไม้ต่อไป ซึ่งทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ทำสุดตัวเช่นกัน โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขนั้น กรมต่างๆ เดินหน้าแบน 3 สารตลอดทุกนาที แต่เมื่อทำมาถึงขนาดนี้มีความหวัง 90% ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยกเลิก ซึ่งขอความกรุณาปรานีจากคณะกรรมการฯ ให้เห็นใจคนเจ็บ คนป่วย และอย่าให้คนไทยต้องมาเจ็บป่วยมากกว่านี้เลย&amp;rdquo; น.ส.มนัญญากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า จากนี้จะสั่งให้กรมวิชาการเกษตรนำบัญชีพืชสมุนไพรไทยมาผสมทำสูตรกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแมลงโรค รวมทั้งสูตรทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพที่มีจำนวนมากให้เข้าสู่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน เพื่อสามารถจำหน่ายได้ ซึ่งที่ผ่านมาการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพในไทยยังขึ้นทะเบียนยาก นอกจากนี้สั่งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรระงับการอบรมเกษตรกรที่ใช้สารเคมีไว้ก่อน แม้ประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด จะมีผลวันที่ 20 ต.ค. โดยให้รอมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายอีก 2 วัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ากลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี 3 ชนิดต่อไป ระบุมีความพยายามยกเลิกครั้งนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิด เพราะมีผู้ผลิต/ค้าสาร นักการเมือง และเอ็นจีโอได้ผลประโยชน์จากนำเข้าสารเคมีชนิดใหม่ น.ส.มนัญญากล่าวว่า ไม่ใช่อาชีพของตน และไม่เคยมีผลประโยชน์ มาดูได้ทั้งปูมหน้าปูมหลัง ถ้ามีเรื่องผลประโยชน์ การยกเลิกสารเคมีก็เงียบไปนานแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การหาสารทดแทนเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสารเคมียังมีอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาดที่เกษตรกรเลือกใช้ได้ ต้นทุนไม่สูงอย่างที่พูดกัน อีกทั้งได้ปรับตัวมาทำเกษตรปลอดภัยกันก่อนหน้านี้จำนวนมาก&amp;quot; น.ส.มนัญญากล่าว
นักวิชาการชี้สู้ด้วยข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเชิดชัย จิณะแสน กรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งประธาน ศพก. 882 อำเภอทั่วประเทศ ระบุเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้ใช้ต่อไปได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎการใช้และข้อห้ามอย่างเคร่งครัดตามประกาศ 5 ฉบับของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งภาคการเกษตรของไทยมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรเคมี, กลุ่มเกษตรปลอดภัย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์ แต่ละกลุ่มเลือกวิถีเกษตรกรรมตามสภาพพื้นที่ ทุนดำเนินการ และปัจจัยแวดล้อม แต่ขอให้สมาชิก ศพก.อย่าเปรียบเทียบว่าสินค้าเกษตรของกลุ่มใดดีกว่ากัน จะทำให้เกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การแบ่งข้างตามกระแสโซเชียลมีเดีย &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีก 2 วันข้างหน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากมีมติยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อาจสร้างความเสียหายให้แก่กลุ่มเกษตรไร่อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล รวมถึงอื่นๆ เกษตรกรเกรงว่าการช่วยเหลือของภาครัฐจะล่าช้าจนนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นรัฐบาล จึงขอให้ทุกภาคส่วนโปรดพิจารณาข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน และหันมาพูดคุยกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกษตรกรต้องขาดเครื่องมือในการประกอบอาชีพ และยังสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมอีกด้วย&amp;quot; ประธาน ศพก.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง กล่าวถึงกลุ่มหนุนและกลุ่มแบน 3 สารเคมีเกษตรว่า เรื่องแบนสารเคมีน่าจะแบนได้ วิเคราะห์จากการให้ข่าวของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีอันตรายต่อชีวิต ทำให้เกิดโรค ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพของผู้ใช้และผู้บริโภค ขณะที่อีกฝ่ายมาพูดเรื่องราคาถูก แต่ไม่ได้ประกันเรื่องสุขภาพให้กับประชาชนเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะเห็นว่าข้อมูลของฝ่ายแบนมีเหตุผลดีกว่า เรื่องสุขภาพมันไม่สมควรจะเอาอะไรมาต่อรองทั้งสิ้น ของบางอย่างต้องกลบฝังดินเลย ไม่ใช่ว่าเหลือแล้วต้องใช้ให้หมด เรื่องนี้ถ้าภาครัฐไปโอนอ่อนผ่อนตาม กลับไปบอกว่าให้แบนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งจะโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดนตั้งคำถามว่าเห็นชีวิตคนเป็นอะไร&amp;quot; รศ.สุขุมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ตอนนี้สังคมได้เดินมาไกลแล้ว คนที่กลัวสารเคมี เป็นสิทธิ์ของเขา อย่าไปปรามาสว่ารู้น้อย ไม่หาข้อมูล เพราะหากจะเปลี่ยนใจ ก็ต้องให้ข้อมูลแก่อีกฝ่าย ซึ่งขอให้สู้กันด้วยข้อมูล.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48471</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรกชล อู๋ทรัพย์, มนัญญา ไทยเศรษฐ์, รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย, รศ.สุขุม นวลสกุล, สุกรรณ์ สังขวรรณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมชัย ศรีอ่อน, เชิดชัย จิณะแสน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191020/image_big_5dac501ac908f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ยํ้าลดละเลิกสารเคมี หนูขู่ไม่แบนเรื่องถึงนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ย้ำจุดยืนลด ละ เลิก สารเคมีการเกษตร &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; ชัดเจนลั่นแบน 3 สารพิษ ชี้หากผลประชุม คกก.วัตถุอันตรายสวนทางสังคมนายกฯ ต้องออกโรงเอง &amp;quot;ภาคเกษตร&amp;quot; ชงทางสายกลาง แนะหาสารใหม่ที่มีคุณสมบัติปลอดภัยก่อนค่อยยกเลิกทั้งหมด &amp;quot;ป.ป.ช.&amp;quot; เปิดทรัพย์สิน &amp;quot;มนัญญา&amp;quot; รวย 65.2 ล้าน พบรายได้จากเก็บค่าเช่าโรงฆ่าสัตว์ แถมมีที่ดินเพียบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงจุดยืนเรื่อง 3 สารเคมีทางการเกษตรคลอร์ไพริฟอส, พาราควอต และไกลโฟเซตว่า เรื่องสารเคมีตนได้เคยแสดงจุดยืนไปตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ให้มีการลด ละ เลิกสารเคมีดังกล่าว มีระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้อยู่ในขั้นตอนตรงนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาพิจารณา และเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะต้องลงมติมาในวันที่ 22 ต.ค. ต้องหามาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมีความชัดเจนอยู่แล้วให้ยกเลิก แต่ในส่วนอื่นต้องไปดูแลกันเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า หากไม่สามารถยกเลิกได้จะเป็นเหมือนที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์พูดหรือไม่ ว่ามีคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับอะไรมาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ทราบ เราไม่ไปดูในส่วนนั้น เราจะดูเฉพาะในส่วนของเราที่รับผิดชอบว่าไม่สนับสนุนอยู่แล้ว และถือว่าเราได้ทำหน้าที่ของเราเรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ควรต้องเปิดเผย ซึ่งคณะกรรมการฯ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงคมนาคมที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลอยู่ ก็คงจะเสนอให้ที่ประชุมลงมติเปิดเผย แต่อย่างไรก็ตาม การลงมติจะเป็นลับหรือเปิดเผยจะต้องมีการโหวต แต่ก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุม ซึ่งในส่วนของผมไม่ต้องพูดคุยอะไรแล้ว เพราะชัดเจนอยู่แล้ว อะไรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน สาธารณสุขไม่เอาอยู่แล้ว ต่อให้มีประโยชน์ในด้านอื่นเราก็สนับสนุนไม่ได้ รวมทั้งนายกฯ ไม่ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวในที่ประชุม ครม. เพราะเรื่องนี้จบอยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งนายกฯ อาจจะต้องออกโรงอีกที หากผลของมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายออกมาอีกอย่างหนึ่ง&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร ก็ต้องรายงานนายกฯ และเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องมาตกลงกัน เพราะเราไม่เอาอยู่แล้ว รวมถึงรัฐมนตรี 3 คน 3 กระทรวงก็ออกมาบอกแล้วไม่สนับสนุน ก็ถือว่าชัดยิ่งกว่าชัด ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้องรอดูว่ามีท่าทีอย่างไร เพราะเห็นบอกว่าจะออกมาแถลงข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่มองอย่างนั้น เมื่อตัดสินใจอะไรไปแล้วก็ถือว่าจบ ไปมองเรื่องที่เป็นประโยชน์มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรต้นแบบ ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับประเทศ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ใช้ในประเทศไทยมาประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยไม่เสียภาษีนำเข้า เพราะต้องการลดราคาต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกร และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางการเกษตรระดับต้นของโลก มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ดั้งนั้นเกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้เป็นปัจจัยการผลิตและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชิดชัยกล่าวว่า ขอเสนอแนะทางออกเพื่อลดความขัดแย้งของ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการให้แบน และกลุ่มที่ต้องการให้ใช้มาตรการการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ตามประกาศของกระทรวงเกษตรฯ จะมีผลบังคับใช้ 20 ต.ค.นี้ คือเมื่อมีสารเคมีชนิดใหม่ที่มีขีดความสามารถ ทั้งคุณสมบัติ, ราคา, ความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าสารตัวเดิม จึงค่อยยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดให้โอกาสเกษตรกรปรับตัว เพื่อลดความขัดแย้ง หน่วยงานราชการต้องรับรองวิธีการทดแทน ไม่กระทบเกษตรกรทั้งทางตรงและทางอ้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เกษตรกรต้องต่อสู้กับโรคระบาด ภัยแล้ง, น้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ &amp;nbsp;หากยกเลิกใช้โดยไม่มีสิ่งทดแทนให้กับเกษตรกรแล้ว จะเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ยากให้แก่เกษตรกร สร้างความเสียหายต่อการผลิตสินค้าเกษตร กระทบการส่งออก และทำให้ GDP ภาคการเกษตรและภาพรวมของสินค้าทั่วประเทศลดลง การทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ดีที่สุด รัฐบาลควรส่งเสริมให้มากที่สุด เช่นให้โรงพยาบาล สถานศึกษา โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร และหน่วยงานต่างๆ ช่วยรับซื้อสินค้าอินทรีย์ ประกันรายได้ มีการอุดหนุนเงินหรือปัจจัยอื่นให้เกษตรกรผู้ทำอินทรีย์ แต่เกษตรกรไทยไม่สามารถทำอินทรีย์ทั้งประเทศได้ ควรให้โอกาสตามขีดความสามารถ และตามพื้นที่ชนิดของสินค้าเกษตรที่จำเป็นต้องใช้เคมี หรือระบบ GAP&amp;quot; นายเชิดชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายกิตติ จันทวิสูตร เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี กล่าวว่า ถ้าจะเลือกแบนควรแบนคลอร์ไพริฟอสที่เป็นสารจำกัดแมลง เกษตรกรรับได้ เพราะมีสารตัวอื่นทดแทนมากมาย แต่ถ้ามีการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เกษตรกรจะเดือดร้อนอย่างมาก เพราะไม่มีสารใดมาทดแทนช่วยในการกำจัดวัชพืชได้ดี แม้ว่าจะมีสารกลูโฟซิเนต แต่ก็มีราคาแพงกว่ามากและประสิทธิภาพสู้สารทั้งสองตัวไม่ได้ อีกทั้งสารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 สาร ถ้าอันตรายจริงตามการปั่นกระแสของเอ็นจีโอ เกษตรกรคงตายกันไปก่อนหน้า เพราะสารทั้ง 2 เกษตรกรใช้กันมาร่วม 40-50 ปีแล้ว วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือ มาตรการควบคุมการใช้ตามมติก่อนหน้านั้นในฤดูกาลหนึ่งๆ เฉพาะจังหวัดจันทบุรี มีการส่งผลไม้ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ รวมกันไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมทำเกษตรอินทรีย์มา 18 ปี ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในการพยายามให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ให้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การลดสารเคมี แต่ไม่ควรนำประเด็นที่ว่าให้ประเทศไทยเป็นอินทรีย์ทั้งหมด โดยจะต้องยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ต้องการควบคู่ไปกับการทำเกษตรเคมี และเกษตรปลอดภัย หรือ GAP&amp;rdquo; เกษตรกรชาวสวนจันทบุรีรายนี้กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดอุทัยธานี ดำเนินการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน พร้อมเอกสารประกอบของผู้บริหารท้องถิ่น คือ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 โดยผู้ยื่นระบุสถานภาพหย่า มีบุตรบรรลุนิติภาวะแล้วจำนวน 5 คน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 2 คน หนึ่งในนั้นคือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย น.ส.มนัญญามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 65,499,382 บาท มีหนี้สิน จากการเบิกเงินเกินบัญชีทั้งสิ้น 246,414 บาท โดยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 65,252,986 บาท สำหรับทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดิน จำนวน 19 รายการ มูลค่า 38,155,000 บาท อยู่ใน จ.อุทัยธานีและชลบุรี นอกจากนี้ มีทรัพย์สินที่น่าสนใจ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 10 บาท จำนวน 15 แท่ง ทองรูปพรรณและอัญมณี เครื่องเพชร แหวนเพชร นาฬิกา และสร้อยคอ &amp;nbsp;มูลค่ารวม 8,580,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ น.ส.มนัญญาระบุรายได้ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนจำนวน 5,497,258 บาท เงินรางวัลประจำปีจากสถานธนานุบาล 2,941,526 บาท รายได้จากการขายทรัพย์สินคือรถยนต์ 500,000 บาท ขายที่ดินที่ ต.อุทัยใหม่ จ.อุทัยธานี 2,500,000 บาท รายได้จากค่าเช่าบ้าน 480,000 บาท รายได้จากค่าเช่าสถานที่ชำแหละกระบือ 4,500,000 บาท รวมรายได้ 16,418,784 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของรายจ่าย น.ส.มนัญญาแจ้งว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเอง 2,700,000 บาท และเป็นของบุตร 1,780,000 บาท ค่าสาธารณูปโภค 900,000 บาท นอกจากนี้ เป็นรายจ่ายอื่น ได้แก่ ค่าเล่าเรียนบุตร 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดและชำระเงินกู้ธนาคาร รวมถึงรถยนต์ของบุตร 3,713,492 บาท รวมค่าใช้จ่าย 9,493,492 บาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48120</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติ จันทวิสูตร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มนัญญา ไทยเศรษฐ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชิดชัย จิณะแสน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191015/image_big_5da5b3cd84e69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
