<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2021 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังเสียง‘อ.สุระ’ทำไมจึงเชื่อมั่น‘หมอยง’มาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ค.2564 &amp;ndash; อ.สุระ นวลประดิษฐ์ ได้โพสต์รูปพร้อมเนื้อว่าในหัวข้อ &amp;ldquo;ทำไมผมจึงเชื่อมั่นหมอยง ภู่วรวรรณ มาก&amp;rdquo; ระบุว่า ขอให้เพื่อนๆ อ่านในภาพอย่างละเอียดก่อนนะครับ ภาพบันทึกหน้าจอจากโพสต์เมื่อ 7 ปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้หมอชื่อ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ ผมอาจจะตายไปแล้ว หรือเจ็บตัวสาหัสกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ 7 ปีก่อน ผมเป็นมาลาเรียสายพันธ์ุแอฟริกา รักษาตัวอยู่หลายวัน อาการมีแต่แย่ลงๆ เข้าวันที่สี่ที่ห้าของการรักษา ผมรู้สึกหนักมาก ตอนอาการกำเริบ ผมนอนนึกถึงหน้าแม่ ลูก เมีย ภาวนาอยู่เป็นชั่วโมงๆ บอกตัวเองว่า &amp;quot;กูต้องไม่ตายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ&amp;quot; เป็นร้อยๆ ครั้ง เพราะกลัวตัวเองจะหมดความรู้สึกไปตอนนั้น มันหนักมาก ใครไม่เจอไม่มีทางเข้าใจ คณะคุณหมอที่พูดถึงในโพสต์ตามภาพ ที่มาช่วยกันกู้สถานการณ์การป่วยของผม ท่านหนึ่งชื่อ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ท่านมาถึงคำแรกที่พูดกับผมคือ &amp;quot;ไม่ต้องกังวล เราจะเอามันลงให้ได้&amp;quot; (จำแม่นว่า หมอยงใช้คำว่า เรา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หายจากป่วยวิกฤติครั้งนั้น &amp;nbsp;ผมเชื่อเลยว่าหมอยง คือหมอที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง การวินิจฉัยโรค การเลือกสูตรให้ยาที่นำมาใช้ การกล้าใช้ยาที่หมออื่นอาจจะไม่กล้าให้ ฯลฯ &amp;nbsp;ทำให้ผมรอดมาได้ (อย่างน้อยผมก็เชื่อเช่นนี้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้คุณหมออาจจะมีคนสาดโคลน หรือเข้าใจผิด แน่นอน ระดับท่าน ไม่กังวลอยู่แล้ว แต่ในฐานะคนไข้คนหนึ่งที่ท่านเคยช่วยไว้ ผมเป็นหนึ่งกำลังใจให้ หมอยง ภู่วรวรรณ ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า โพสต์แบบนี้ ต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่เข้าใจประเด็น และไม่เข้าใจประเด็นตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ &amp;nbsp;แต่ขอให้ใช้ภาษาสุภาพ และข้อมูลอ้างอิงจริงๆ มาพูดคอมเม้นต์กันนะครับ คอมเม้นต์หยาบคาย ไม่สุภาพ ลบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอาแหล่งอ้างอิงที่ไม่มีที่มาที่ไปมาลง ก็ลบนะครับ เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ผมเชื่อหมอยงจากประสบการณ์ของจริง ส่วนใครจะทำให้ไม่เชื่อ ก็ต้องเอาข้อมูลจริงมาหักล้าง ไม่ใช่ข้อมูลโคมลอย โควทคำพูดในเพจที่ไม่เป็นทางการไม่น่าเชื่อถือ อะไรอย่างนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับผมครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109666</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยง ภู่วรวรรณ, อ.สุระ นวลประดิษฐ์, เชื่อมั่น, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210714/image_big_60ee7f87c2eee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10083</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพลเผยประชาชนยังมีความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่มีความความเชื่อมั่นต่อเครื่องหมาย อย. และการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค. 61 - ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย.&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 22 พฤษภาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเครื่องหมาย อย. การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการอ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. ในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.78 ระบุว่า อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. รองลงมา ร้อยละ 27.98 ระบุว่า ไม่อ่านเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. และร้อยละ 0.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของ อย. หลังจากที่มีกระแสข่าวการจับกุมผลิตภัณฑ์ที่มีการสวมเลขทะเบียน อย. รวมถึง การใช้เครื่องหมาย อย. ปลอมจำนวนมาก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.12 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นองค์กรที่มีมาตรฐานในการตรวจสอบความปลอดภัย เชื่อถือได้ มีการจัดตั้งมานานแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า ปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 42.21 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ขาดความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้า และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความรุนแรงของปัญหาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงมาก ร้อยละ 44.60 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ค่อนข้างมีความรุนแรง ร้อยละ 25.90 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ ไม่ค่อยมีความรุนแรง ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เป็นปัญหาที่ไม่มีความรุนแรงเลย และร้อยละ 1.44 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการที่ให้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาโฆษณาขายสินค้า มีส่วนช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นดูมีความน่าเชื่อถือและตัดสินใจซื้อ ง่ายขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.71 ระบุว่า มีส่วนช่วย เพราะ เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดแรงจูงใจ และความมั่นใจในการเลือกซื้อ รองลงมา ร้อยละ 32.93 ระบุว่า ไม่มีส่วนช่วย เพราะ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ราคา ความพึงพอใจ ความต้องการของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่เลือกซื้อ ขณะที่บางส่วนระบุว่า มุ่งเน้นที่เครื่องหมาย อย. มากกว่า และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงแนวทางในการแก้ปัญหาการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.20 ระบุว่า เพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทั้ง ก่อน &amp;ndash; หลัง กับสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย อย. รองลงมา ร้อยละ 34.05 ระบุว่า เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้กระทำผิด ร้อยละ 33.89 ระบุว่า เพิ่มหน่วยงานของภาครัฐเข้ามากำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยละ 32.37 ระบุว่า เพิ่มมาตรการควบคุมการโฆษณาที่เกินจริงรวมถึงการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณา ร้อยละ 27.10 ระบุว่า เพิ่มบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ร้อยละ 0.80 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเลข อย. เช่น มีแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบเลข อย. ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 9.59 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.42 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 32.53 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.91 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 51.40 เป็นเพศชาย และร้อยละ 48.60 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 7.03 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 16.55 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.10 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 33.49 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 18.23 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.60 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่างร้อยละ 91.61 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.28 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.88 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือ ศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.24 ไม่ระบุศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 20.30 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 70.26 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.64 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.80 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 26.14 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.34 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.51 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.30 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.60 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.12 ไม่ระบุการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 12.07 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 12.23 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.18 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.59 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.03 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.27 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 3.04 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 5.52 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 13.35 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 24.62 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 22.46 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 11.91 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 6.39 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; 40,000 บาท ร้อยละ 8.79 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 12.47 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10083</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายสินค้า, นิด้าโพล, ปลอดภัย, ผลิตภัณฑ์, มาตรฐาน, ยา, สินค้า, อาหาร, เครื่องหมาย อย., เชื่อมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a1c1b9d0b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9168</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 19:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.ยันกฎหมาย ’อีอีซี’ มีผลดันการลงทุนไทยเดินหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.ยันกฎหมายอีอีซีมีผลสร้างความเชื่อมั่นดันการลงทุนไทยเดินหน้า เร่งรัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยอมรับอุตสาหกรรมไทยบางกลุ่มยังไม่พร้อมต้องรอเอกชนต่างชาติหนุน ชี้สัญญาณการตอบรับของนักลงทุนยังดีเรื่อย ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15&amp;nbsp;พ.ค. 2561 &amp;ndash; นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าหลังจากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ในโครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีผลบังคับใช้แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น และจะก่อให้เกิดการผลักดันให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีมากยิ่งขึ้นโดยขณะนี้ก็จะเห็นว่ามีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เข้ามายังพื้นที่อีอีซีอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาครัฐจะต้องเร่งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสนามบิน ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง เพื่อรองรับการลงทุนในอีอีซี ซึ่งอยากให้เห็นสำคัญว่าการลงทุนในอีอีซีจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยพัฒนาขึ้นมา ขณะที่ความพร้อมของภาคเอกชนต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเอกชนไทยเองยังไม่พร้อมเต็มที่ในทุกด้าน ซึ่งก็ต้องรอการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมไทยในส่วนก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตได้ ทั้งนี้แนวโน้นการลงทุนของต่างชาติ ยังพอมีสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากต่างชาตินั้นมีความสนใจอยู่เดิมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในตัวกฎหมายจะออกมากำหนดความชัดเจนทั้งของด้านการลงทุน การจ้างงาน ทั้งของไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ตามการที่กฎหมายอีอีซีสามารถออกมาบังคับใช้ได้แล้ว ก็จะเป็นผลดีอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ทำไว้ขณะนี้ถือว่าดีอยู่แล้วและที่ผ่านมาเองก็จะเห็นว่ากฏหมายการลงทุนของไทยโอกาสเปลี่ยนแปลงน้อยมากแม้การเมืองจะเปลี่ยนไป&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9168</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต่างชาติ, ลงทุน, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีอีซี, อุตสาหกรรม, เชื่อมั่น, โครงสร้างพื้นฐาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af9840beb20d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลงานเศรษฐกิจ’บิ๊กตู่’สุดบู่ 46% มองด้านลบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2561 &amp;ndash; ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ใน 3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2561?&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 1,250 หน่วยตัวอย่าง ซึ่งเมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 45.92% ระบุว่า เศรษฐกิจแย่ลง รองลงมา 37.52% ระบุว่า เท่าเดิม 16.24% ระบุว่า เศรษฐกิจดีขึ้น และ 0.32% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละด้านที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่ พบว่า ด้านเพิ่มรายได้ ประชาชนส่วนใหญ่ 52.08% ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา 25.28% ระบุว่าแย่ลง &amp;nbsp;21.76% ระบุว่า ดีขึ้น และ 0.88% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านลดค่าครองชีพ (ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 47.76% ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา 33.76% ระบุว่าแย่ลง 18.08% ระบุว่าดีขึ้น และ 0.40% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านลดภาระหนี้สิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 62.32% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 25.92%ระบุว่าแย่ลง 10.08% ระบุว่าดีขึ้น และ 1.68% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp; ด้านเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน (ซื้อง่ายขายคล่อง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 44.80% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 39.84% ระบุว่าแย่ลง 14.72% ระบุว่าดีขึ้น และ 0.64% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (เช่น ที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ระบบคมนาคม การสื่อสารหรือโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้าและประปา) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 47.60% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 37.52% ระบุว่าดีขึ้น 14.16% ระบุว่าแย่ลง และ 0.72% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความสุขจากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 57.92% ระบุว่ามีความสุขเท่าเดิม เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อน เศรษฐกิจเหมือนเดิม ไม่ได้แย่ลงและก็ไม่ได้ดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่านโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน รองลงมา 21.12% ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ สภาวะเศรษฐกิจ แย่ลง ไม่มีอะไรดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เลย และ 20.96% ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้นเพราะ สภาพทางการเงินดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น การคมนาคมต่าง ๆ ดีขึ้น เศรษฐกิจค่อนข้างดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีความชื่นชอบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 49.44% ระบุว่าไม่เชื่อมั่น เพราะนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ช่วยประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ขณะที่บางส่วนระบุว่าเป็นโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง &amp;nbsp;และเป็นโครงการระยะสั้น รองลงมา 42.24% ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะ นโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ เป็นโครงการที่ดี ทำให้หลาย ๆ อย่างดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า มีผู้นำที่ดีและมีความเข้มแข็ง และ 8.32% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากที่มีการเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.96% ระบุว่าคาดว่าจะดีขึ้น เพราะต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมีความมั่นใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมีแนวทางใหม่ๆ ในการบริหารประเทศได้ดีกว่านี้ รองลงมา 16.88% ระบุว่าเหมือนเดิม เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่แก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา และต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วยจึงจะดีขึ้นไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็เหมือนเดิม 5.92% ระบุว่า คาดว่าจะแย่ลง เพราะ เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และจะไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และ 18.24% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7575</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีขึ้น, นิดาโพล, นิด้า, รัฐบาล, สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, เชื่อมั่น, เท่าเดิม, เลือกตั้ง, เศรษฐกิจไทย, แย่ลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adbfba35b764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2ปีหลังคนเชื่อมั่นรัฐบาลบิ๊กตู่ลดฮวบ แนะปรับบางตำแหน่งเพื่อภาพลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 61 -กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;2 ปีแรก vs 2 ปีหลัง การทำหน้าที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,228 &amp;nbsp;คน พบว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาพรวมคะแนนการทำหน้าที่ในด้านต่างๆ ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในช่วง 2 ปีแรก เทียบกับ ช่วง 2 ปีหลังพบว่า ในช่วง 2 ปีแรกได้ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 6.31 คะแนน ส่วนในช่วง 2 ปีหลังได้คะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 6.04 คะแนน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบช่วง 2 ปีแรกกับช่วง 2 ปีหลังพบว่ามีค่าเฉลี่ยลดลง 0.27 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อแยกพิจารณาพบว่าในช่วง 2 ปีแรกด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (6.81 คะแนน) รองลงมาคือ ด้านการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (6.67 คะแนน) และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การสร้างความโปร่งใส (6.65 คะแนน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในช่วง 2 ปีหลังพบว่า ด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (6.62 คะแนน) รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค ขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า (6.47 คะแนน) และด้านการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (6.36 คะแนน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อเปรียบเทียบในช่วง 2 ปีแรก กับ ในช่วง 2 ปีหลังพบว่า ด้านที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ ด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค ขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า (เพิ่มขึ้น 0.19 คะแนน) รองลงมาคือด้าน การพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น โครงการประชารัฐ (เพิ่มขึ้น 0.06 คะแนน) และด้านความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ในทุกภูมิภาค (เพิ่มขึ้น0.02 คะแนน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านที่ได้คะแนนลดลงมากที่สุดคือ ด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การสร้างความโปร่งใส (ลดลง 0.76 คะแนน) รองลงมาคือ ด้านการปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และเศรษฐกิจของคนในประเทศ &amp;nbsp;(ลดลงเท่ากัน 0.54 คะแนน) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อถามว่า &amp;ldquo;ท่านยังเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในการบริหารประเทศหรือไม่อย่างไร&amp;rdquo; พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 52.2 ยังเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 40.7 เชื่อมั่นในการทำหน้าที่แต่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในบางตำแหน่ง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 11.5 เชื่อมั่นการทำหน้าที่ทุกๆ ตำแหน่ง ขณะที่ร้อยละ 47.8 ไม่เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ อยากให้มีการเลือกตั้ง เพื่อได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความนิยม, คอร์รัปชัน, ผลงาน, รัฐบาลบิ๊กตู่, เชื่อมั่น, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180210/image_big_5a7e4c2112890.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
