<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>35929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 14:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สำนักวัณโรค ผุด&quot;โปรแกรมบริหารจัดการผู้ป่วยวัณโรค &quot;แก้ปัญหาเชื้อดื้อยา ลดสถิติผู้ป่วยไทยติดอันดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15พ.ค.62-องค์การอนามัยโลก ( World Health Organization) หรือ &amp;nbsp;WHO ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีอัตราผู้ป่วยวัณโรคสูงที่สุดในโลก โดยจากการคาดการณ์ทางสถิติพบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคมากถึง 1.2 แสนราย เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวปีละ 12,000 ราย แต่ค้นพบและนำเข้าระบบเพื่อรักษาได้เพียง 80,000 ราย คงเหลืออีก 40,000 ราย ที่สำนักวัณโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องค้นหาให้พบและนำเข้าสู่ระบบการรักษา พร้อมเก็บเป็นฐานข้อมูล เพื่อที่ประเทศไทยจะหลุดจากบัญชีประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุดในโลก ขณะที่จำนวนผู้ป่วยวัณโรคทั้งโลกในปี 2560 มีอยู่ราว 10.4 ล้านคน ในจำนวนนี้ 6.3 ล้านคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่ และอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ปีละ 1.3 ล้านคน แต่หากผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างถูกวิธี กรณีวัณโรคปกติสามารถรักษาให้หายขาดได้ในเวลา 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวัณโรคกลายเป็น &amp;ldquo;โรคติดต่อร้ายแรง&amp;rdquo; ที่สามารถรักษาให้ &amp;ldquo;หายขาด&amp;rdquo; ได้ วัณโรคในประเทศไทยจึงไม่ขยับไม่พ้นสถานการณ์วิกฤติสักที! เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อัพเดทสถานการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดว่า เพราะวัณโรคไม่ใช่โรคที่เป็นแล้วเสียชีวิตทันทีเหมือนไข้เลือดออก และยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนัก ทั้งที่วัณโรคเป็นโรคติดเชื้ออันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังสามารถแพร่กระจายได้แบบไม่จำกัดจำนวนผ่านระบบทางเดินหายใจ เมื่อเป็นแล้วต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สิ่งที่เป็นกังวลอยู่ในตอนนี้ คือในจำนวนผู้ป่วยวัณโรค 80,000 ราย ที่สามารถผลักดันเข้าสู่ระบบการรักษาทางการแพทย์ได้แล้วนั้น พบว่าในจำนวนนี้มีป่วยเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วัณโรคดื้อยาหลายขนาน Multidrug Resistance Tuberculosis (MDR-TB) สูงถึง 1,000 ราย จากจำนวนคาดการณ์ของ WHO ที่ 4,500 ราย ผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรง Extensively Drug Resistant Tuberculosis (XDR-TB) พบที่ 70 ราย จากจำนวนคาดการณ์ของ WHO ที่ 450 ราย ซึ่งผู้ป่วยวัณโรคในสองกลุ่มหลังนี้ใช้งบประมาณในการรักษาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นผู้ป่วยกลุ่มวัณโรคปกติจะใช้งบประมาณในการรักษา 3,000 บาท/ 6 เดือน/ ราย &amp;nbsp;แต่หากเป็นผู้ป่วยวัณโรคกลุ่ม MDR-TB จะใช้งบประมาณในการรักษาสูงขึ้นเป็น 120,000 บาท/ 20 เดือน /ราย และถ้าเป็นผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่ม XDR-TB จะใช้งบประมาณมากถึง 1.2 ล้านบาท/ 20 เดือน /ราย ซึ่งหากรักษาไม่หายขาดภายใน 3 ปี ส่วนมากจะเสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่สำคัญหากได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี ไม่ต่อเนื่อง ซื้อยารับประทานหรือฉีดเอง จากกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคปกติ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเชื้อวัณโรคดื้อยาและวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรงได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยารักษาวัณโรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการเป็นสิว ผิวดำ หูอื้อ หนักมากขึ้นจะถึงขั้นหูหนวก ตับอักเสบ ไตวาย ตาบอด และสุดท้ายคือเสียชีวิต เพราะอาการของโรครุนแรงมากขึ้นและไม่ยาชนิดใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากดื้อยา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;พ.ญ.ผลิน กล่าวอีกว่า เพื่อให้สถานการณ์วัณโรคในประเทศไทยลดจากภาวะวิกฤต ไปสู่ระยะที่สามารถแก้ไขควบคุมได้ อย่างแท้จริง โปรแกรมบริหารจัดการผู้ป่วยวัณโรค (Tuberculosis Case Management : TBCM) หรือ TBCM Online จึงถูกนำมาใช้จริงในประเทศไทย ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ตั้งใจพัฒนาระบบปฏิบัติการดังกล่าวมานานกว่า 3 ปี เพราะต้องการจัดเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยวัณโรคในประเทศอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และเรียลไทม์! ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยพ้นจากอันดับประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงติดอันดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับระบบ TBCM Online &amp;nbsp;เป็นระบบปฏิบัติการออนไลน์ที่บันทึกข้อมูลผู้ป่วยวัณโรคทั่วประเทศไทยแบบเรียลไทม์ สามารถเปิดใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้ย้ายไปรักษาในโรงพยาบาลอื่นก็สามารถดึงข้อมูลเพื่อติดตามอาการได้ ขอแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โรควัณโรค หากได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี ไม่ต่อเนื่อง ซื้อยารับประทานหรือฉีดเอง จากกลุ่มผู้ป่วยวัณโรคปกติ มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเชื้อวัณโรคดื้อยาและวัณโรคดื้อยาชนิดรุนแรงได้ นั่นหมายถึงผู้ป่วยมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยารักษาวัณโรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการเป็นสิว ผิวดำ หูอื้อ หนักมากขึ้นจะถึงขั้นหูหนวก ตับอักเสบ ไตวาย ตาบอด และสุดท้ายคือเสียชีวิต เพราะอาการของโรครุนแรงมากขึ้นและไม่ยาชนิดใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากดื้อยา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อย่างไรก็ดี โปรแกรม TBCM Online จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือหยิบนำมาใช้งานจริง เพราะผู้ป่วยจะถูกผลักเข้าสู่ระบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แถมไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เภสัชกรในสถานพยาบาลเองก็จะได้บันทึกทั้งจำนวนผู้ป่วย ชนิดยาที่ใช้ วิธีการให้ยา เฝ้าระวังการดื้อยา ทำเป็นรีพอร์ตเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาไปสู่การรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลมากที่สุด ยังเป็นการเบาแรงแพทย์ในการสั่งจ่ายยาที่ถูกต้อง มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อย หรือค้นหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล หรือในกรณีที่เคสใกล้เคียงกันได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขด้านวัณโรคของไทยพัฒนาและมีศักยภาพมากขึ้น เพราะมีฐานข้อมูลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ สามารถตามติดและควบคุมสถานการณ์ได้ไวได้ทัน&amp;nbsp;
ผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวคือจำนวนผู้ป่วยวัณโรคในสังคมลดลงเพราะเข้าถึงข้อมูล ท้ายที่สุดประเทศไทยจะหลุดจากลิสต์ประเทศที่มีวัณโรคสูงติดอันดับโลกของ WHO โดยถ้าเทียบกับประเทศใกล้เคียงกันอย่างญี่ปุ่น พบว่าทั้งประเทศมีผู้ป่วยวัณโรคปกติเพียง 1,000 ราย ส่วนผู้ป่วยวัณโรคแบบ MDR-TB ไม่มีเลย และเมื่อค้นพบผู้ป่วยวัณโรค กฎหมายสาธารณสุขของญี่ปุ่นจะผลักดันให้เข้าสู่ระบบการรักษานอนในโรงพยาบาลทันทีจนกว่าจะหายขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โปรแกรม TBCM เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วย เภสัชกร แพทย์ ระบบสาธารณสุขของไทย สังคม ไปจนถึงประเทศ โดยเฉพาะกับการปรับสถานะยา หรือ Drug Reclassification ในกลุ่มยารักษาวัณโรค ที่ยาในกลุ่มดังกล่าวจะถูกจัดให้ใช้เฉพาะในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่กำหนด ตรงนี้จะเป็นการผลักดันให้ผู้ป่วยวัณโรคเข้าถึงระบบการรักษาที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ได้รับยาต่อเนื่อง ผลข้างเคียงน้อย ไม่เสี่ยงต่ออาการเชื้อดื้อยาที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตในอนาคต เป็นการสร้างสังคมสุขภาวะอย่างแท้จริง&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กล่าวย้ำอย่างมั่นใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำนักวัณโรคจึงขอเฃิญชวนให้ประชาชนเข้าตรวจคัดกรองวัณโรคตามสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งถ้าตรวจพบจะได้นำเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างถูกวิธี ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่เข้าตรวจคัดกรอง และตลอดการรักษาจนกว่าจะหายขาด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35929</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, พญ.ผลิน กมลวัทน์, วัณโรค, เชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190515/image_big_5cdbb987692a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชื้อดื้อยาคร่าชีวิตคนไทยนับหมื่นใน 5 ปี เร่งหามาตรแก้ปัญหา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร &amp;nbsp;รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพครั้งที่ 1 ว่า ปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากคร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 5-10 ปี หากไม่มีมาตรการควบคุมทั่วโลกจะมีคนสังเวยชีวิตกว่า 10 ล้านคน โดยเป็นคนไทย10,000 คน ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้าในมาตรการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างครบวงจร ทั้งในคน สัตว์ ผักและผลไม้ ภายใต้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ สธ. เป็นต้น จากการดำเนินการมาระยะหนึ่ง พบว่า ขณะนี้การใช้ยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัดเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ภายในปี 2564 ไทยต้องลดการใช้ยาปฏิชีวนะให้ได้ร้อยละ 50&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.กำลังจะดำเนินการควบคุมการจ่ายยาในร้านขายยามากขึ้น โดยเบื้องต้นต้องให้เภสัชกรเป็นผู้จ่ายยาเท่านั้น รวมทั้งจะมีการยกระดับยาปฏิชีวนะบางกลุ่มให้เป็นยาอันตราย และจะมีการถอดยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงที่ยังมีขายในร้านขายยา ให้ใช้ได้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น โดยคาดว่าจะสามารถถอดได้ในเร็วๆนี้&amp;nbsp;
อย.จ่อถอดยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงจากร้านยา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14522</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ, นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์, หมอปิยะสกล, อย., เชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61a76e50674.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.รณรงค์ไ่ม่ใช้ยาปฎิชีวะนะพร่ำเพรื่อ /เสียชีวิตดื้อยา3.8หมื่นคน/ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มี.ค.-อย. เผยพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 38,000 คนสูญเสียเศรษฐกิจ4.2หมื่นล้าน/ปี &amp;nbsp; รุดขยายฐานการรับรู้ของประชาชน มิให้ตกเป็นเหยื่อการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ จัดโครงการชั่งใจก่อนใช้ยา ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ &amp;nbsp;ผ่านสื่อสาธารณะ &amp;nbsp;BUS Media &amp;nbsp; 30 คัน ตั้งแต่มี.ค.-พ.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ณ ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย. )นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) แถลงถึงปัญหาดื้อยาต้านจุลชีพของเชื้อแบคทีเรียได้ทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยาต้านจุลชีพที่ในอดีตเคยใช้ได้ผลกลับใช้ไม่ได้ผล นั้น อย. ตระหนักถึงวิกฤตดังกล่าว &amp;nbsp; ซึ่งประมาณการในปัจจุบันพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาทั่วโลกปีละประมาณ 700,000 คน และหากไม่เร่งแก้ไขปัญหา คาดว่าในปี พ.ศ. 2593 การเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจะสูงถึง 10 ล้านคน สำหรับประเทศไทยการประมาณการเบื้องต้นคาดว่ามีการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 88,000 ครั้ง เสียชีวิตจาก เชื้อดื้อยาปีละประมาณ 38,000 คน ทั้งนี้ คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท โดย นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ พร้อมปักหมุด...หยุดเชื้อดื้อยา และจัดให้มีคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์จัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของ อย. ได้จัดให้มีโครงการ &amp;ldquo;ชั่งใจก่อนใช้ยา ธีม....ลดภัยร้ายเชื้อดื้อยา ปวงประชาสุขภาพดี&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัย ตระหนักถึงอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ และให้ประชาชนใช้ยาอย่างสมเหตุผล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด(NSAID) &amp;nbsp;ในโครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่าน BUS Media &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวน 3 แบบ ได้แก่ &amp;ldquo;ยาปฏิชีวนะ ใช้ถูกเป็นมิตร ใช้ผิดเป็นภัย&amp;rdquo; &amp;ldquo;โรคนี้หายเองได้ กินยาปฏิชีวนะไป ไร้ประโยชน์&amp;rdquo; และ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อตกเป็นเหยื่อ &amp;ldquo;เชื้อดื้อยา&amp;rdquo;&amp;rdquo; โดยจะติดโปสเตอร์ภายในรถโดยสารประจำทางสาธารณะที่มีเส้นทางเดินรถต้นทาง &amp;ndash; ปลายทาง ระหว่างกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ให้ครอบคลุมมากที่สุด &amp;nbsp;จำนวน 7 สาย รวม 30 คัน ได้แก่ สาย ปอ.29 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) &amp;ndash; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หัวลำโพง สาย ปอ.40 ลำสาลี &amp;ndash; สายใต้เก่า &amp;nbsp;สาย ปอ.27 มีนบุรี &amp;ndash; อนุสาวรีย์ชัยฯ &amp;nbsp;สาย ปอ.203/1 อตก. &amp;ndash; สนามหลวง &amp;nbsp;สาย ปอ.522 รังสิต &amp;ndash; อนุสาวรีย์ชัยฯ &amp;nbsp;สาย ปอ.558 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ &amp;ndash; เซ็นทรัลพระราม 2 และสาย ปอ.18/1 ท่าอิฐ &amp;ndash; อนุสาวรีย์ชัยฯ &amp;nbsp;ซึ่งจะเริ่มวิ่งพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม &amp;ndash; 31 พฤษภาคม 2561เป็นเวลา 3 เดือนอย. โดยสามารถสแกน QR CODE บนโปสเตอร์ใดโปสเตอร์หนึ่ง ก็จะได้รับข้อมูลทั้ง 3 แบบเก็บไว้ในโทรศัพท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สื่อต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาภัยร้ายแรงจากเชื้อดื้อยา และรณรงค์ให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล &amp;nbsp;อย. ขอให้ประชาชนเข้าใจ หากไปพบแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ &amp;nbsp; แล้วไม่จ่ายยาปฏิชีวนะให้ อย่าได้เข้าใจผิดและเรียกร้องขอยาปฏิชีวนะ เพราะเป็นการกดดันแพทย์ทำให้การรักษาคลาดเคลื่อนจากหลักวิชาการ ที่สำคัญ อย่าซื้อยาชุดกินเองหรือขอแบ่งปันหรือกินยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของบุคคลอื่น เพราะอาจมีผลทำให้เชื้อแบคทีเรียสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้ดื้อยาได้ นอกจากนี้ขอให้ประชาชนอย่าใช้ยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น &amp;nbsp;โดยเฉพาะยากลุ่มเอ็นเสด ที่เป็นอันตรายต่อ ตับ ไต และหัวใจ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ &amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5525</URL_LINK>
                <HASHTAG>ต้านการใช้ยาปฎิชีวนะพร่ำเพรื่อ, อย., อัตราเสียชีวิตเชื้อดื้อยา, เชื้อดื้อยา, แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab244b672b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
