<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อจีนกับญี่ปุ่นจับมือ  ลงทุนร่วมในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อผู้นำญี่ปุ่นกับจีนจับมือกันที่ปักกิ่งปลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในปรากฏการณ์ใหม่นั้นคือ การประกาศว่าสองยักษ์เศรษฐกิจแห่งเอเชียจะร่วมกันลงทุนใน ประเทศที่สาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหนึ่งในประเทศที่สามนั้นคือประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือสัญญาณด้านบวกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะนี่ย่อมเป็นการตอกย้ำถึง ระเบียบโลก ใหม่ที่กำลังก่อร่างสร้างขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครจะเชื่อว่าจีนกับญี่ปุ่นที่เคยห้ำหั่นกันมายาวนานในประวัติศาสตร์ และในระยะหลังก็ยังมีเรื่องระหองระแหงกันเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลตะวันออกที่โตเกียวเรียก เซนกากุ และจีนเรียก&amp;nbsp; เตี๊ยวหยู จะหันมาคืนดีกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกครั้งที่คนในรัฐบาลไปคารวะดวงวิญญาณของนักรบญี่ปุ่นที่วัดยาสุกุนิ กลางโตเกียว ปักกิ่งก็จะประท้วงว่าเป็นการเหยียบย่ำความรู้สึกของคนจีนที่เคยเป็นเหยื่อการรุกรานของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นของสหรัฐฯ มาตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง แต่พอทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีหลายอย่างก็เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกฯ ชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นบินไปจับมือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนที่ปักกิ่งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการดำเนินการทางทูตปกติเพื่อให้มีข่าวว่าสองประเทศยังพูดจากันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนผันประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่มีนัยสำคัญยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะทั้งสองยักษ์แห่งเอเชียเริ่มตระหนักแล้วว่า ไม่อาจไว้วางใจทรัมป์ได้แล้วว่าจะเคารพในกติกาและข้อผูกพันเดิมๆ ที่สหรัฐมีต่อญี่ปุ่น และไม่แน่ใจว่าสงครามการค้าที่ทรัมป์เปิดฉากกับจีนนั้นจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างการเยือนจีนของนายกฯ อาเบะมีการสัมมนาพิเศษว่าด้วยการลงทุนของจีนกับญี่ปุ่นในประเทศที่สามด้วย ถือว่าเป็นความริเริ่มที่มีความสำคัญในระดับโลก เพราะนี่คือการยืนยันว่าสองชาติใหญ่แห่งเอเชียกำลังจะเลิกให้สหรัฐฯ เป็นคนกำหนดชะตากรรมของเอเชียแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมมองการผนึกกำลังของจีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เกาหลีใต้ และอาเซียนเป็นความเคลื่อนไหวที่จะคานอำนาจของอเมริกาในโลกยุค Post-America ได้อย่างมีผลสำคัญยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหากสิ่งที่อเมริกาเรียก Indo-Pacific Region เป็นรูปธรรมขึ้นจริง เราจะเห็นการรวมตัวของอินเดียกับประเทศในแปซิฟิกที่มีนัยคานอำนาจกับสหรัฐฯ ได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งหาก Indo-Pacific ประสานมือกับยุโรปซึ่งก็กำลังหงุดหงิดกับสหรัฐฯ ในหลายๆ กรณีด้วยแล้ว&amp;nbsp; ก็ยิ่งจะเห็นพลังของเอเชียที่จะต้านอิทธิพลของทรัมป์ที่พยายามจะทำอะไรเพียงแค่ยึดนโยบาย America&amp;nbsp; First เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไทยเราได้รับอานิสงส์จากความพลิกผันของสถานการณ์โลกในรูปแบบของจีนกับญี่ปุ่นจับมือกันเพื่อลงทุนในประเทศที่สามอย่างนี้แล้ว ก็ควรที่ผู้วางนโยบายของไทยเราจะต้องสร้างประโยชน์ให้ได้เต็มที่จากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความจริงจีนกับญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือในการลงทุนในอีอีซี หรือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 เดือนพฤษภาคม ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการต่อยอดการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ของวันที่ 9 พฤษภาคมปีเดียวกัน ในความร่วมมือเอกชนของสองประเทศในอีอีซีของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า MOU on Japan-China Private Economic Cooperation in Third&amp;nbsp; Countries &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อตกลงนี้ระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านเศรษฐกิจในอีอีซีของไทย ภายใต้กรอบของ Japan-China High-Level Economic Talk&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มแรกนั้นทั้งสองประเทศให้เอกชนของตนเข้ามาลงทุนในประเทศที่สาม แต่เมื่ออาเบะไปเยือนสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนจะเป็นการยกกิจกรรมนี้สู่ความร่วมมืออย่างเป็นทางการทั้งระดับรัฐบาลและเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลทางการที่ระบุในบันทึกความเข้าใจนี้บอกว่าไทยเป็นมิตรยาวนานกับทั้งจีนและญี่ปุ่น ดังนั้นเมื่อไทยเปิดโอกาสเช่นนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือของสองประเทศนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากจำได้ไทยได้เชิญคณะนักธุรกิจของจีนและญี่ปุ่นมาเยือนไทยแล้ว เป็นครั้งแรกที่เป็นคณะเอกชนใหญ่ถึงประมาณ 500 คน มาเยือนกันคนละครั้ง แต่ดูเหมือนจะพูดจาภาษาคล้ายกันว่าจะต้องหาทางประสานให้เกิดความร่วมมือให้จงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐและเอกชนของไทยที่จะต้องสานสัมพันธ์ให้เกิดความร่วมมือของจีนกับญี่ปุ่นในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ออกแถลงการณ์ร่วมเฉยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไทยจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลหากเราเดินหน้าทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราสามารถสวมบทบาทของ โซ่ข้อกลาง ที่จะผลักดันให้เกิด ระเบียบโลก&amp;nbsp; ใหม่ที่เห็นจีนและญี่ปุ่นขึ้นรถไฟขบวนสันติภาพอย่างแท้จริงในศตวรรษที่ 21 นี้!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21566</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, เซนกากุ, เตี๊ยวหยู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
