<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บีซีจี”โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว  ตามเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเองจำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมให้มากที่สุด ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าแนวทางการเดินหน้าเศรษฐกิจของไทยมักจะเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งทั่วโลกก็มีแนวทางคล้ายๆ กันในส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในปัจจุบันที่การพัฒนาเศรษฐกิจกำลังถูกปรับเปลี่ยนทิศทางเดินหน้าไป โดยไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากความต้องการของหลายๆ กลุ่มที่เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ที่ต้องการให้ในทุกๆ ประเทศเดินหน้าระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย และปัจจุบันการเรียกร้องดังกล่าวก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น เมื่อกลุ่มประเทศผู้นำของโลกเริ่มนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติมาใช้ และมีการการันตีว่าจะเกิดผลดีอย่างไรบ้างให้กับโลก จนหลายประเทศนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักอันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยด้วยที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับประเทศที่เบนเข็มมาด้านนี้ คือการได้รับเอฟเฟ็กต์ที่สะท้อนกลับมาจากธรรมชาติ ทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ และภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้คนในสังคมปัจจุบันก็เริ่มตระหนักแล้วว่าผลของการไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร และการที่ประเทศไทยเลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามเป้าหมายใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน จนออกมาเป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ.2564-2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากลองผิดลองถูกมาสักระยะก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า โมเดลบีซีจีนั้นตอบโจทย์มากที่สุด เนื่องจากมีแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ แบ่งออกตามตัวอักษรที่ระบุไว้ โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; มาจาก ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ คือการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือประยุกต์การใช้งานและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแก่ผลผลิตทางการเกษตร และนำนวัตกรรมมาเพิ่มความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครอบคลุม 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.ด้านเกษตรกรรมและอาหารจะขึ้นกับพืชใหม่ๆ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากความรู้ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ รวมไปถึงการใช้แหล่งโปรตีนในอาหารใหม่ เช่น สาหร่ายและแมลง 2.กลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร/สมุนไพร/บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การดูแลสุขภาพไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลในระดับโมเลกุล และชีวเภสัชภัณฑ์หรือยาชีวภาพที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และ 3.กลุ่มพลังงาน เช่น สารชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอเอทานอล และไบโอดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจาก เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่มีการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ซ้ำหรือใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ หมุนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องโดยไม่มีของเสีย โดยต้องใช้ศักยภาพในการหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัสดุ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การใช้ซ้ำ การซ่อมแซม การปรับปรุงใหม่ การผลิตใหม่ การแปรใช้ใหม่ การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและนวัตกรรม เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีการติดตามผลเพื่อจัดการให้ผลิตภัณฑ์และวัสดุหมุนเวียนอยู่ภายในระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจาก กรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว คือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการลดผลกระทบต่อโลกในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวคือ ต้องไม่ให้การกระทำของคนในปัจจุบันไปส่งผลกระทบกับคนในอนาคต เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตควรจะใช้พลังงานเท่าเดิม หรือให้ดีไปกว่านั้นคือลดการใช้พลังงาน รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเน้นไปถึงการพัฒนาการลงทุนและเทคโนโลยีในสาขาการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร การก่อสร้างเมือง พลังงาน การประมง การป่าไม้ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง การจัดการขยะมูลฝอย และการจัดการทรัพยากรน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าโมเดลบีซีจีนั้นครอบคลุมในทุกภาคส่วนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเดินหน้าตามนโยบายดังกล่าวไปมากแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานทั้งนอกและในสังกัดภาครัฐทำโครงการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาครั้งนี้ และมีหลายๆ งานที่ออกมาแล้วประเทศและสังคมเริ่มเห็นประโยชน์ที่แท้จริง รวมทั้งยังเห็นถึงช่องทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตอีกด้วย โดยหลายแผนงานจำเป็นต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน แต่บางแผนงานก็สามารถทำได้เลยเพื่อสร้างผลดีให้กับสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในแผนงานหลักๆ ที่จำเป็นต้องเร่งให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดผลกระทบต่อประชาชนในสังคมคือ การดูแลและจัดการเรื่องมลพิษในประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นในสังคม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์การสะสมของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้ หลายหน่วยงานจึงมีแผนการจัดการปัญหานี้ออกมา อาทิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงอุตสาหกรรม กำชับทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในระยะเร่งด่วน โดยสั่งตรวจสอบ-บังคับใช้กฎหมายในโรงงานควบคุมมลพิษ พร้อมกับเดินหน้ามาตรการจูงใจเพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และให้สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย โดยเน้นการตัดสดแทนการเผา รวมถึงในภาคส่วนอื่นๆ ก็ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในด้านพลังงานเองดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 เพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการปล่อยควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อลดการเผาทิ้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่โล่งแจ้ง และการปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนนอกจากฝุ่นละอองแล้ว ยังต้องดูถึงเรื่องน้ำเสีย ขยะมูลฝอย กากอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มอื่นๆ ที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมอีก โดยก็มีหลายโครงการจากหลายหน่วยงานที่เริ่มทำเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ การนำขยะมารีไซเคิล การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การดูแลแหล่งน้ำและการคุมเข้มการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่การนำออกจากพื้นที่และการเดินทางของรถขน เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากขยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โมเดลบีซีจี&amp;rdquo; ที่ตั้งขึ้นไม่ใช่เพียงจะเป็นการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถอีวี ที่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านค่ายรถยนต์หรือผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และยังทำให้รถไฟฟ้า 100% นั้นเริ่มมีราคาถูกลงจนจับต้องได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่ารถอีวีจะเข้ามาสนับสนุนนโยบายการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก โดยล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1-5 ปี ดังนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้รถอีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหลายแผนงานที่ออกมาบางเรื่องก็สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังและเห็นผลแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการจะทำให้เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ประเทศไทยเองก็ถือว่าเตรียมพร้อมไว้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งที่หยิบยกมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดของโครงการที่จะสนับสนุนให้โมเดลบีซีจีเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่มีแผนการดำเนินงาน และมีผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และการรอคอยความสำเร็จจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็ยังเป็นความหวังที่สวยงามของคนในสังคมต่อไป เพราะใครๆ ก็ไม่อยากได้รับผลกระทบแบบที่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เพื่อที่จะต่อยอดไปยังภาพที่ใหญ่ขึ้น แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการพัฒนาระบบดังกล่าวคือ ความร่วมมือของคนในสังคมที่ตั้งใจจะเริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เพียงรอคอยแต่การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว...&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี, เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลบีซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c00f80a952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ จี้ สมอ. ออกมาตรฐานใหม่เน้นดูแลสิ่งแวดล้อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี)ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCG (ไบโอ เซอร์คูลาร์ กรีน) ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ และนำมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุในการทำลายสิ่งแวดล้อมรัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG โมเดล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมในสามมิติพร้อมกัน ได้แก่ Bio Circular และ Green เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน กระทรวงอุตสาหกรรมขานรับนโยบายดังกล่าว ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการ โดยเฉพาะ สมอ. ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติที่กำกับดูแลและส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำมาตรฐานไปใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCGอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม BCG เพื่อที่จะเสนอคณะรัฐมาตรี (ครม.) เพื่อผลักดันมาตรการนี้ต่อไป รวมทั้งยังได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) เข้าไปเข้มงวดกับนิคมฯ และภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้มีการดำเนินงานตามมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ(สมอ.) กล่าวว่า ได้ดำเนินการกำหนดมาตรฐานตามนโยบายรัฐบาลด้าน BCG โดยกำหนดมาตรฐานพลาสติกชีวภาพ &amp;nbsp;มาตรฐานการนำวัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนใช้ใหม่ และมาตรฐานเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ และลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2563 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้ในการจัดการทรัพยากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน และการนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่ รวมถึงการออกแบบการดำเนินงานของธุรกิจ และการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลให้ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นมีจำนวนลดน้อยลง จนกระทั่งนำไปสู่การไม่มีของเสีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84073</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ส่งเสริมมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2020 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2020 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพันธุ์&#039;วางเป้าปี70 ขยะพลาสติกทุกชิ้นต้องกลับมารีไซเคิลได้ 100% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ย.2563 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงาน สัมมนาภาคธุรกิจไทยในวิถียั่งยืน ที่จัดขึ้นในหัวข้อ &amp;ldquo;วิถียั่งยืน ชุบชีวิตธุรกิจ-สังคม&amp;rdquo; ว่าการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี) ซึ่งเน้นไปที่ขยะพลาสติก ขยะอาหารและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ได้เริ่มจับมือกับทาง กระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยร่วมส่งเสริมให้โรงงานสมาชิกเข้าร่วมเป็นโรงงานนำร่องในการใช้มาตรฐานเซอร์คูลาร์ อีโคโนมี โดยสนับสนุน เช่น การส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และพัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (อีโค อินดัสเทรียล ทาวน์) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีเป้าหมายการจัดการวัตถุดิบและของเสียของโรงงาน ส่งเสริมมีการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว แก้ไขปัญหาขยะพลาสติกโดยมีเป้าหมาย ให้พลาสติกทั้งหมดกลับมารีไซเคิลได้ 100% ในปี 2570 ขณะนี้ มีโมเดลการจัดการขยะพลาสตกิ 2 แห่ง คือ โมเดลเมืองที่เขตคลองเตย กรุงเทพฯ และโมเดลระยอง ชุมชวังหว้า นอกจากนี้จะพยายามผลักดันให้สินค้าที่ผลิตออกมาได้บาร์โค้ดกรีนโปรดักส์ จากสถาบันรหัสสากล(GS1) เพื่อที่ผู้บริโภคสามารถเช็คได้ว่าสินค้าดังกล่าว เป็นกรีน สามารถรีไซเคิลได้ แนวทางลักษณะนี้จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและซื้อของมากขึ้น ส่วนค่าธรรมเนียมการขอบาร์โค้ดกำหนดไว้หลายระดับ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จะขึ้นทะเบียนราคาถูกมาก หรืออาจเจาะลึกไม่เก็บค่าธรรมเนียมให้บางส่วนด้วย เช่น สินค้าชุมชน ที่ขณะนี้พยายามให้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เข้าไปช่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะเกิดผลดีกับโรงงานอุตสาหกรรม คือ ลดของเสีย การลดต้นทุนในกระบวนการผลิต สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงาน ชุมชนท้องถิ่น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองดีขึ้น และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดีขึ้น &amp;nbsp;โดยรัฐจะต้องสนับสนุนสิทธิประโยชน์ ให้กับผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ส.อ.ท. จะส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นสินค้าของไทย ให้สามารถเข้าร่วมกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของ หน่วยงานภาครัฐได้ ตามมติของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 63 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และจากผู้ประกอบการตามที่ได้ขึ้นบัญชีรายการพัสดุไว้กับกรมควบคุมมลพิษ&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสมาคมเครือข่ายโกลบอล คอมแพ็ก ประเทศไทย และประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนวิถีเศรษฐกิจยั่งยืนต้องเริ่มจากการตระหนักรู้ เพราะถ้าองค์กร ผู้นำ พนักงานไม่เกิดการตระหนักรู้ก็จะไม่เกิดการเริ่มต้นโครงการแก้ไข รักษาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถเริ่มต้นสร้างความยั่งยืนได้ง่ายๆ จากหน่วยเล็ก ๆ ก่อน คือ ที่บ้าน ขยายต่อไปยังองค์กร ประเทศของตัวเองและโลก อีกส่วนคือการสร้างโอกาสความเสมอภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาผมได้ไปพูดเรื่องวิถียั่งยืนในหลายเวทีสำคัญๆของโลก ซึ่งหลายๆเวที บอกว่าแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แก้ได้ด้วยภาคเอกชน ซึ่งตอนแรกผมไม่เชื่อ แต่ท้ายสุดต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนต้องถูกแก้ด้วยภาคเอกชนจริงๆ เพราะเป็นองค์กรที่มีความต่อเนื่อง มากกว่ารัฐบาลที่มีการเมือง การเลือกตั้ง มีการปรับเปลี่ยนนโยบายไปตามรัฐบาลในแต่ละสมัย&amp;rdquo;นายศุภชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจะทำให้เกิดธุรกิจไทยในวิถียั่งยืนนั้น การสื่อสารกันในชุมชนสำคัญมาก ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มองผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจ โดยจะต้องมาหาว่าจะทำอย่างไรให้สินค้ามีมูลค่าและน่าสนใจ โดยเร็ว ๆ นี้จะมีการจัดงาน &amp;ldquo;การพัฒนาสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดสากล&amp;rdquo; ร่วมกับหอการค้าญี่ปุ่น ในวันที่ 17 พ.ย. 63 เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการยกระดับสินค้า สร้างแรงจูงใจ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83575</URL_LINK>
                <HASHTAG>สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคลสุธี, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180507/image_big_5af0713c5752d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
