<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 14:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทหารไทยในซูดานปลอดภัยพ้นโควิด19แต่ยังต้องอยู่ต่อจนถึงก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2563 - มีรายงานข่าวว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ( ผบ.ทสส.)ได้อนุมัติให้กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจผลัดที่ 1 จำนวน 273 นาย ที่นำโดย พ.อ.บุรินทร์ ธีระวัฒนวิศิษฎ์ ผู้บังคับกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจสหประชาชาติไทย ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ในนามสหประชาชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2560 เป็นเวลา 1 ปี ระหว่าง ธ.ค.2561 ถึง ธ.ค.2562 ให้เลื่อนสับเปลี่ยนกำลังออกไปถึงเดือนกรกฎาคม หรือไม่เกินเดือนสิงหาคม 2563 จึงส่งผลให้กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ผลัดที่ 1 เป็นกองกำลังทหารไทยที่ปฏิบัติงานนอกประเทศยาวนานที่สุดคือ 1 ปี 7 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดมาถึงเซาท์ซูดาน มีผู้ป่วย ณ ตอนนี้ 34 ราย กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจได้ปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์กำลังพลของกองทัพบกให้ปลอดภัยจากโควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยก่อนหน้านี้ ยังได้รับมอบหมายงานจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้สร้างอาคารคัดแยกคัดกรอง ผู้ป่วย โควิด-19 แห่งแรกของเซาท์ซูดานให้แล้วเสร็จเพียงเวลา 10 วัน และยังได้ปฏิบัติงานช่างอื่นๆ ในค่ายสหประชาชาติเมืองจูบา เซาท์ซูดาน พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันโรคระบาดของยูเอ็นอย่างเคร่งครัด อาทิ การทำงานต้องมีจุดให้ล้างมือ มีเจลแอลกอฮอล์ และที่สำคัญ Social Distancing&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานข่าวว่า การแพร่ระบาด โควิด-19 ในซูดาน เป็นเรื่องที่น่าห่วง เนื่องจากระบบสาธารณสุขภายในประเทศยังไม่ดีเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภารกิจการปรับปรุงเส้นทางพร้อมกับการสร้างถนนในเซาท์ซูดานของกองร้อยททหารช่างเฉพาะกิจไทย ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว 580 กิโลเมตร จากทั้งสิ้นกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่มีหลายประเทศร่วมก่อสร้าง ตามภารกิจสันติภาพและปรับปรุงเส้นทางในนามยูเอ็นตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561 มาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจผลัดที่, ผบ.ทสส., ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี, เซาท์ซูดาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200429/image_big_5ea92f32ab5f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 21:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2019 21:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเอ็นยกฟินแลนด์มีความสุขที่สุดในโลก ไทยอันดับ 52</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การสหประชาชาติออกรายงานเนื่องในวันความสุขสากลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา จัดลำดับความสุขของผู้คนใน 156 ประเทศประจำปีนี้ ผลปรากฏว่าฟินแลนด์ครองแชมป์ประเทศที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลกเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนเซาท์ซูดานมีความสุขน้อยที่สุด ไทยตกลงไปอยู่อันดับ 52&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 7 ตุลาคม 2561 แสงเหนือปรากฏบนท้องฟ้าเหนือเมืองวาซา ติดทะเลบอทเนีย ในจังหวัดฟินแลนด์ตะวันตก / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 20 มีนาคม 2562 กล่าวว่า การจัดอันดับประเทศที่มีความสุขโดยองค์การสหประชาชาตินั้นใช้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจพลเมืองของ 156 ประเทศ เกี่ยวกับภาพความรับรู้ความสุขของพวกเขา ไปจนถึงการใช้มาตรวัดด้านต่างๆ อาทิ อายุคาดเฉลี่ย, รายได้ และการสนับสนุนทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลปรากฏว่าในปีนี้ ฟินแลนด์ ประเทศในกลุ่มนอร์ดิกซึ่งมีประชากร 5.5 ล้านคน ครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ตามด้วย 2. เดนมาร์ก, 3. นอร์เวย์, 4. ไอซ์แลนด์, 5. เนเธอร์แลนด์, 6. สวิตเซอร์แลนด์, 7. สวีเดน, 8. นิวซีแลนด์, 9. แคนาดา และ 10.ออสเตรีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกเหนือจากมีคะแนนสูงในตัวบ่งชี้ทุกด้านแล้ว ประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของตารางส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นประเทศที่สังคมมีเสถียรภาพมาก และอันดับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนักนับแต่มีการสำรวจเมื่อปี 2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่่น่าสนใจอื่นๆ เช่น อังกฤษ ซึ่งแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองเพราะเรื่องเบร็กซิต แต่กลับมีอันดับดีขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 15 ในปีนี้ ขณะที่สหรัฐยังคงอันดับร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และตกไปอยู่อันดับที่ 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่ประชาชนมีความสุขน้อยที่สุดในปีที่ผ่านมาคือ เซาท์ซูดาน องค์การสหประชาชาติเคยกล่าวไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ชาวเซาท์ซูดาน 60% เผชิญปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร อันเป็นผลพวงจากสงครามกลางเมืองซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปราว 400,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีก 5 อันดับในท้ายตาราง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะขัดแย้งและการสู้รบเรียงจากล่างขึ้นบนได้แก่ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, อัฟกานิสถาน, แทนซาเนีย, รวันดา และเยเมน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเทศไทยนั้น ปีนี้ได้อันดับ 52 ลดลงจากอันดับที่ 46 ในปีที่แล้ว แต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ปีนี้ไทยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอันดับ 34 ขณะที่อันดับของชาติอื่นในอาเซียนนั้น ฟิลิปปินส์อันดับ 69, มาเลเซีย 80, อินโดนีเซีย 92, เวียดนาม 94, ลาว 105, กัมพูชา 109 และเมียนมา 131&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเตือนด้วยว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสุขของประชากรโลกลดน้อยลงโดยเฉพาะชาวอินเดียซึ่งปีนี้ติดอันดับ 140 แนวโน้มนี้สอดคล้องกับความรู้สึกเชิงลบ ทั้งความวิตกกังวล, ความเศร้า และความโกรธ ที่มีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา และที่อื่นๆ ในระยะหลังมานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเปรียบเทียบนับแต่ปี 2548 พบว่า 20 ประเทศที่มีอันดับความสุขก้าวกระโดดนั้น กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในยุโรปกลางและตะวันออก, 5 ชาติอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา และอีก 3 ชาติจากลาตินอเมริกา ส่วน 5 ชาติที่อันดับตกลงมากที่สุด ได้แก่ เยเมน, อินเดีย, ซีเรีย, บอตสวานา และเวเนซุเอลา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31853</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟินแลนด์, มีความสุขที่สุดในโลก, ยูเอ็น, วันความสุขสากล, เซาท์ซูดาน, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c92515143ddf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15070</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 18:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 18:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประเทศที่จนสุดในโลก จนแค่ไหน?&#039;...ไปดูกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจาก&amp;nbsp;http://longtunman.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวบไซต์&amp;nbsp;http://longtunman.com&amp;nbsp;เผยแพร่ บทความพิเศษเรื่อง &amp;quot;ประเทศที่จนสุดในโลก จนแค่ไหน?&amp;quot; เขียนโดยลงทุนแมนระบุว่า &amp;quot;ถ้าเรามีเงินใช้เพียงวันละ 22 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลองจินตนาการว่า เราจะสามารถเอาไปซื้ออะไรได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และคิดว่าชีวิตเราจะยากลำบากมากแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในโลกใบนี้ มีประเทศที่คนมีรายได้แบบนี้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศนี้อยู่ที่ไหน ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากการจัดลำดับของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เมื่อเดือนมิถุนายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบุว่า ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรต่ำที่สุดในโลกคือ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรายได้ต่อหัวของประชากรเท่ากับ 8,118 บาทต่อคนต่อปี หรือวันละ 22 บาท..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดิมทีนั้นเซาท์ซูดานเป็นส่วนหนึ่งของประเทศซูดาน โดยซูดานเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองอย่างมากทั้งสองครั้ง นับตั้งแต่ซูดานได้รับเอกราชจากอียิปต์และอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์นั้นทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 2.5 ล้านคน ในช่วงระหว่างปี 2498-2548&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเซาท์ซูดานได้ขอแยกประเทศออกมาจากซูดาน โดยได้รับเอกราชเมื่อปี 2554
และเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 193 ขององค์การสหประชาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เซาท์ซูดานจะแยกตัวออกมาจากซูดานแล้ว แต่ทั้ง 2 ประเทศยังคงมีข้อพิพาทกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องของเรื่องคือว่า มีการประเมินกันว่า ปริมาณน้ำมันดิบในเซาท์ซูดานที่มีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลนั้น คิดเป็นกว่า 80% ของน้ำมันทั้งหมดในซูดานและเซาท์ซูดานรวมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเซาท์ซูดานมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นกว่า 60% ของมูลค่าทั้งหมดของ GDP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ท่อส่งน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันกลับอยู่ทางเหนือหรือในส่วนของซูดาน ดังนั้น การกลั่นน้ำมันและการส่งออกน้ำมันดิบจากเซาท์ซูดานต้องพึ่งพาซูดานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้รัฐบาลซูดานจึงเรียกร้องรายได้กว่า 50% จากการส่งออกน้ำมันของเซาท์ซูดาน จึงนำมาซึ่งข้อพิพาทของทั้ง 2 ประเทศนี้ในช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รู้ไหมว่าในปี 2016 เซาท์ซูดานมีมูลค่าของ GDP เพียง 100,980 ล้านบาทเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศซูดานที่อยู่ทางเหนือจะมีความมั่งคั่งมากกว่า โดยมี GDP มากกว่าเซาท์ซูดานถึง 21 เท่า และ รายได้ต่อหัวมากกว่า 6 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับประเทศไทยที่มีมูลค่าของ GDP ในปี 2016 เท่ากับ 13.4 ล้านล้านบาท แสดงว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยใหญ่กว่าของเซาท์ซูดานประมาณ 133 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาเทียบกับระดับมูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นของจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย (Gross Provincial Product : GPP) จะพบว่าในปี 2016&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มี 5 จังหวัดที่มีขนาดมูลค่าขนาดเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของเซาท์ซูดาน นั่นคือ นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี จันทบุรี และอุบลราชธานี ที่มีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในช่วง 104,000-113,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เซาท์ซูดาน นั้นมีขนาดทางเศรษฐกิจทั้งประเทศเท่าๆ กับขนาดทางเศรษฐกิจของบางจังหวัดในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งที่ประชากรของประเทศนี้มีมากถึง 12 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เรื่องที่น่าเศร้ายังไม่พอแค่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยากจนของประเทศ ส่งผลให้ประชากรจำนวนมากต้องดำรงชีวิตด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการประเมินกันว่า ประชากรกว่า 5.3 ล้านคน หรือ 44% ของเซาท์ซูดานต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชากรประมาณ 8 ล้านคน หรือ 67% ของเซาท์ซูดานไม่รู้หนังสือหรือไม่สามารถอ่านออก เขียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราการตายของทารกอยู่ที่ 10 ต่อ 100&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเด็กกว่า 17% ไม่ได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชากรเกือบ 10 ล้านคน หรือกว่า 80% ของเซาท์ซูดานไม่มีห้องน้ำใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชากรอีกกว่า 4 ล้านคน หรือ 33% ของเซาท์ซูดาน ต้องเดินด้วยเท้ามากกว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อไปหาแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อใช้ดื่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรวมกับรายได้เฉลี่ยประชากรของเซาท์ซูดาน ต่อคนต่อวัน ที่ 22 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ทำให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ท้าทายผู้บริหารประเทศที่ต้องเร่งปฏิรูปสังคม เศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างน้อยก็เพื่อทำให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง เมื่อเทียบกับมนุษย์ในประเทศอื่น บนโลกนี้..&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก&amp;nbsp;http://longtunman.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15070</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประเทศที่ยากจนที่สุด, ลงทุนแมน, เซาท์ซูดาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c215defa3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
